คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7018/2544 ฉบับเต็ม

#42056
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7018/2544 นาง อารยา มิตรสัมพันธ์ชัย โจทก์ นางสาว จินตนา แซ่โค้ว จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 138, มาตรา 273, มาตรา 296 ทวิ สัญญาประนีประนอมยอมความมีสาระสำคัญอยู่ 4 ประการคือ (1) จำเลยยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ (2) โจทก์จำเลยตกลงซื้อขายที่ดินพิพาทกันในราคา 2,600,000 บาท โดยแบ่งการชำระราคาเป็น 2 งวด (3) โจทก์ตกลงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวแก่จำเลยเมื่อได้รับชำระเงินค่าซื้อขายจากจำเลยครบถ้วนและ (4) ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อใดข้อหนึ่ง ยอมให้อีกฝ่ายหนึ่งบังคับคดีได้ทันที อันเป็นที่เห็นได้ว่าสัญญามิได้ระบุไว้เลยว่าหากจำเลยไม่ชำระเงินค่าซื้อขายที่ดินตามสัญญาแล้ว ให้การซื้อขายที่ดินเป็นอันเลิกกันและให้โจทก์บังคับขับไล่จำเลยพร้อมบริวารออกจากที่ดินได้ กรณีจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 296 ทวิ ฉะนั้น ในเมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความคำพิพากษาและคำบังคับของศาลชั้นต้นไม่ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้โดยชัดแจ้ง ก็ต้องถือว่าจำเลยยังมิได้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาถูกพิพากษาให้ขับไล่ตามมาตรา 296 ทวิ ดังกล่าว โจทก์จึงไม่อาจที่จะขอหมายบังคับคดีต่อศาลให้ขับไล่จำเลยได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน และศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม2540 ทั้งได้มีคำบังคับให้โจทก์จำเลยปฏิบัติตามสัญญานั้นแล้ว โดยสัญญาประนีประนอมยอมความมีข้อสำคัญว่าโจทก์ตกลงขายที่ดินพิพาทให้จำเลยในราคา 2,600,000 บาท โดยจำเลยขอแบ่งชำระเป็นสองงวด งวดแรกภายในวันที่ 12 พฤษภาคม 2543 เป็นเงิน 1,300,000บาท ส่วนที่เหลืออีก 1,300,000 บาท จะชำระให้โจทก์ภายในวันที่ 12พฤษภาคม 2542 และโจทก์จะต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่จำเลยในวันที่โจทก์ได้รับเงินจากจำเลยครบถ้วน หากคู่ความไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อใดข้อหนึ่ง ยอมให้อีกฝ่ายบังคับคดีได้ทันที ต่อมาเมื่อครบกำหนดที่จำเลยต้องชำระเงินค่าซื้อที่ดินให้โจทก์ครั้งแรกจำนวน 1,300,000 บาท ปรากฏว่าจำเลยผิดสัญญาไม่ยอมชำระเงินแก่โจทก์ โจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีและศาลชั้นต้นได้ออกหมายบังคับคดีแล้ว ครั้นวันที่ 5 มีนาคม 2542 โจทก์ยื่นคำร้องว่า ได้สืบหาทรัพย์สินของจำเลยเพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมแล้ว ปรากฏว่าจำเลยไม่มีทรัพย์สินอื่นใดนอกจากมีที่ดิน 1 แปลง ติดภาระจำนองธนาคารเป็นเงินถึง 4,000,000 บาท จึงไม่สามารถบังคับคดีตามหมายบังคับคดีได้ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายบริวารของจำเลยออกไปจากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 7000 พร้อมส่งมอบที่ดินพิพาทแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เนื้อหาตามคำร้องของโจทก์เป็นการขอบังคับคดีนอกเหนือจากคำพิพากษาตามยอมที่คู่สัญญาคือโจทก์จำเลยสละแล้วไม่อาจบังคับได้ยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 7000 ของโจทก์ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทได้หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 5 มีรายละเอียดว่าหากคู่ความไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อใดข้อหนึ่งให้อีกฝ่ายบังคับคดีได้ทันที ซึ่งเจตนารมณ์ของโจทก์จำเลยต่างได้ตกลงกันเรื่องชำระเงินค่าซื้อที่ดินเป็นสาระสำคัญนั้น พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 273 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า "ถ้าในคำบังคับได้กำหนดให้ใช้เงิน หรือให้ส่งทรัพย์สิน หรือให้กระทำการ... ให้ศาลระบุไว้ในคำบังคับนั้นโดยชัดแจ้ง ซึ่งระยะเวลาและเงื่อนไขอื่น ๆ ..." และด้วยเหตุนี้ตามคำบังคับของศาลชั้นต้น(หน้าสำนวน) ลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2540 ระบุไว้ว่า บังคับตามยอม(หมายถึงตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ฉบับลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2540) หากไม่ปฏิบัติตามอาจถูกยึดทรัพย์ จับ จำขัง หรือบังคับคดีตามกฎหมายโดยตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวมีสาระสำคัญอยู่ 4 ประการ คือ (1) จำเลยยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ (2) โจทก์จำเลยตกลงซื้อขายที่ดินพิพาทกันในราคา 2,600,000 บาท โดยแบ่งการชำระราคาเป็น 2 งวด (3) โจทก์ตกลงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวแก่จำเลยเมื่อได้รับชำระเงินค่าซื้อขายจากจำเลยครบถ้วน และ (4) ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อใดข้อหนึ่ง ยอมให้อีกฝ่ายหนึ่งบังคับคดีได้ทันที อันเป็นที่เห็นได้ว่า สัญญามิได้ระบุไว้เลยว่า หากคู่ความฝ่ายที่ไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวหมายถึงจำเลยไม่ชำระเงินค่าซื้อขายที่ดินตามสัญญาแล้ว ให้การซื้อขายที่ดินเป็นอันเลิกกันและให้โจทก์บังคับขับไล่จำเลยพร้อมบริวารออกจากที่ดินได้ กรณีจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 ทวิ ซึ่งบัญญัติว่า "ในกรณีที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาถูกพิพากษาให้ขับไล่... เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะยื่นคำขอฝ่ายเดียวโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลให้มีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีให้จัดการให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเข้าครอบครองทรัพย์ดังกล่าว" ฉะนั้นในเมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความก็ดี คำพิพากษาและคำบังคับของศาลชั้นต้นก็ดี ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้โดยชัดแจ้ง ก็ต้องถือว่าจำเลยยังมิได้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาถูกพิพากษาให้ขับไล่ตามนัยแห่งบทมาตราดังกล่าว โจทก์จึงไม่อาจที่จะขอหมายบังคับคดีต่อศาลให้ขับไล่จำเลยได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ยังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาจำเลยฟังขึ้น" พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของโจทก์ (ระพิณ บุญสิทธิ์-สุเทพ เจตนาการณ์กุล-วิชัย วิสิทธวงศ์) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ การตีความสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลได้มีคำพิพากษาตามยอมแล้วนั้นมิใช่การตีความกฎหมายหรือคำพิพากษาของศาลแต่เป็นเรื่องตีความการแสดงเจตนาในการทำสัญญาของคู่ความ ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 บัญญัติว่าในการตีความการแสดงเจตนานั้น ให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร และมาตรา 368 บัญญัติว่าสัญญานั้นท่านให้ตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริตโดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย คดีที่หมายเหตุนี้ศาลฎีกามิได้กล่าวถึงมูลกรณีที่โจทก์ฟ้องแต่การที่โจทก์มาขอให้ศาลบังคับคดีด้วยการขับไล่จำเลย แสดงว่าโจทก์ฟ้องว่าจำเลยปลูกเรือนอยู่ในที่ดินของโจทก์ และโจทก์มีคำขอให้ขับไล่จำเลยแล้ว ซึ่งในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความจำเลยก็ยอมรับในสัญญายอมข้อ 1 ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์จริง ฉะนั้น การที่จำเลยไม่ชำระราคาที่ดินย่อมเป็นผลให้จำเลยปลูกเรือนอยู่ในที่ดินของโจทก์ไปได้โดยไม่ต้องเสียค่าตอบแทน เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจำเลยไม่มีทรัพย์สินให้โจทก์นำยึดมาชำระราคา จะทำให้จำเลยมีสิทธิอยู่ในที่ดินของโจทก์ไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีกำหนดตราบเท่าที่ยังไม่มีทรัพย์สินให้โจทก์บังคับคดีและเมื่อครบ 10 ปีนับแต่วันศาลพิพากษาตามยอมแล้วโจทก์ก็หมดสิทธิที่จะบังคับคดีเอาชำระราคาที่ดินไป เห็นได้ว่าย่อมมิใช่เจตนาของโจทก์และมิใช่ความประสงค์โดยสุจริตของคู่สัญญา กรณีที่โจทก์จำเลยทำสัญญายอมกันไว้ว่าจำเลยยินยอมออกจากห้องแถวของโจทก์ ศาลฎีกาเคยตีความว่า หมายถึงยินยอมออกจากห้องแถว"พร้อมที่ดิน" ได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 525/2516) และกรณีที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลย ชั้นพิจารณาคู่ความทำยอมกันว่าโจทก์ยอมให้จำเลยเช่าที่พิพาทชั่วระยะเวลาที่กำหนด ศาลฎีกาก็เคยตีความว่าเมื่อครบกำหนดแล้วโจทก์ขอให้บังคับขับไล่จำเลยได้ แม้ในสัญญายอมมิได้ระบุเช่นนั้นก็ตาม (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1636-1639/2498 และที่ 1282/2510)ฉะนั้น ในคดีที่หมายเหตุนี้ก็น่าจะตีความสัญญายอมได้ว่า ตามสัญญายอมมีความหมายถึงถ้าจำเลยไม่ชำระราคาตามกำหนดยอมให้โจทก์บังคับขับไล่จำเลยได้ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์นั่นเอง หากตีความเช่นนี้แล้วคำพิพากษาตามยอมก็จะเป็นกรณีที่จำเลยถูกศาลพิพากษาให้ขับไล่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 ทวิโจทก์ย่อมขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทได้ ส่วนข้อที่ศาลฎีกาวินิจฉัยด้วยว่าการซื้อขายที่ดินยังไม่เลิกกันนั้นน่าจะชอบด้วยเหตุผลแล้ว เพราะเมื่อสัญญายอมมิได้ระบุไว้ชัดแจ้ง การผิดนัดของจำเลยไม่น่าจะให้ผลรุนแรงถึงกับทำให้โจทก์ได้ที่ดินที่พิพาทกันอยู่ไปเพียงฝ่ายเดียว อย่างไรก็ตามการที่จำเลยไม่ชำระราคาตามกำหนดย่อมเป็นฝ่ายผิดสัญญา ไม่มีสิทธิบังคับคดีแก่โจทก์ให้ขายที่ดินแก่ตนต่อไป คงเป็นสิทธิของโจทก์ฝ่ายเดียวที่จะเลือกทางขอให้จำเลยชำระราคาและรับซื้อที่ดินภายในกำหนด 10 ปี(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 525/2519) สมบูรณ์ บุญภินนท์
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
42056
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082061912"
    }
}
date
2544
deka_no
7018/2544
deka_running_no
7018
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "ระพิณ บุญสิทธิ์",
    "สุเทพ เจตนาการณ์กุล",
    "วิชัย วิสิทธวงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 138",
            "ม. 273",
            "ม. 296 ทวิ"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาง อารยา มิตรสัมพันธ์ชัย"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาว จินตนา แซ่โค้ว"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน และศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม2540 ทั้งได้มีคำบังคับให้โจทก์จำเลยปฏิบัติตามสัญญานั้นแล้ว โดยสัญญาประนีประนอมยอมความมีข้อสำคัญว่าโจทก์ตกลงขายที่ดินพิพาทให้จำเลยในราคา 2,600,000 บาท โดยจำเลยขอแบ่งชำระเป็นสองงวด งวดแรกภายในวันที่ 12 พฤษภาคม 2543 เป็นเงิน 1,300,000บาท ส่วนที่เหลืออีก 1,300,000 บาท จะชำระให้โจทก์ภายในวันที่ 12พฤษภาคม 2542 และโจทก์จะต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่จำเลยในวันที่โจทก์ได้รับเงินจากจำเลยครบถ้วน หากคู่ความไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อใดข้อหนึ่ง ยอมให้อีกฝ่ายบังคับคดีได้ทันที

ต่อมาเมื่อครบกำหนดที่จำเลยต้องชำระเงินค่าซื้อที่ดินให้โจทก์ครั้งแรกจำนวน 1,300,000 บาท ปรากฏว่าจำเลยผิดสัญญาไม่ยอมชำระเงินแก่โจทก์ โจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีและศาลชั้นต้นได้ออกหมายบังคับคดีแล้ว

ครั้นวันที่ 5 มีนาคม 2542 โจทก์ยื่นคำร้องว่า ได้สืบหาทรัพย์สินของจำเลยเพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมแล้ว ปรากฏว่าจำเลยไม่มีทรัพย์สินอื่นใดนอกจากมีที่ดิน 1 แปลง ติดภาระจำนองธนาคารเป็นเงินถึง 4,000,000 บาท จึงไม่สามารถบังคับคดีตามหมายบังคับคดีได้ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายบริวารของจำเลยออกไปจากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 7000 พร้อมส่งมอบที่ดินพิพาทแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เนื้อหาตามคำร้องของโจทก์เป็นการขอบังคับคดีนอกเหนือจากคำพิพากษาตามยอมที่คู่สัญญาคือโจทก์จำเลยสละแล้วไม่อาจบังคับได้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 7000 ของโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทได้หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 5 มีรายละเอียดว่าหากคู่ความไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อใดข้อหนึ่งให้อีกฝ่ายบังคับคดีได้ทันที ซึ่งเจตนารมณ์ของโจทก์จำเลยต่างได้ตกลงกันเรื่องชำระเงินค่าซื้อที่ดินเป็นสาระสำคัญนั้น พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 273 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า "ถ้าในคำบังคับได้กำหนดให้ใช้เงิน หรือให้ส่งทรัพย์สิน หรือให้กระทำการ... ให้ศาลระบุไว้ในคำบังคับนั้นโดยชัดแจ้ง ซึ่งระยะเวลาและเงื่อนไขอื่น ๆ ..." และด้วยเหตุนี้ตามคำบังคับของศาลชั้นต้น(หน้าสำนวน) ลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2540 ระบุไว้ว่า บังคับตามยอม(หมายถึงตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ฉบับลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2540) หากไม่ปฏิบัติตามอาจถูกยึดทรัพย์ จับ จำขัง หรือบังคับคดีตามกฎหมายโดยตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวมีสาระสำคัญอยู่ 4 ประการ คือ (1) จำเลยยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ (2) โจทก์จำเลยตกลงซื้อขายที่ดินพิพาทกันในราคา 2,600,000 บาท โดยแบ่งการชำระราคาเป็น 2 งวด (3) โจทก์ตกลงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวแก่จำเลยเมื่อได้รับชำระเงินค่าซื้อขายจากจำเลยครบถ้วน และ (4) ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อใดข้อหนึ่ง ยอมให้อีกฝ่ายหนึ่งบังคับคดีได้ทันที อันเป็นที่เห็นได้ว่า สัญญามิได้ระบุไว้เลยว่า หากคู่ความฝ่ายที่ไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวหมายถึงจำเลยไม่ชำระเงินค่าซื้อขายที่ดินตามสัญญาแล้ว ให้การซื้อขายที่ดินเป็นอันเลิกกันและให้โจทก์บังคับขับไล่จำเลยพร้อมบริวารออกจากที่ดินได้ กรณีจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 ทวิ ซึ่งบัญญัติว่า "ในกรณีที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาถูกพิพากษาให้ขับไล่... เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะยื่นคำขอฝ่ายเดียวโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลให้มีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีให้จัดการให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเข้าครอบครองทรัพย์ดังกล่าว" ฉะนั้นในเมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความก็ดี คำพิพากษาและคำบังคับของศาลชั้นต้นก็ดี ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้โดยชัดแจ้ง ก็ต้องถือว่าจำเลยยังมิได้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาถูกพิพากษาให้ขับไล่ตามนัยแห่งบทมาตราดังกล่าว โจทก์จึงไม่อาจที่จะขอหมายบังคับคดีต่อศาลให้ขับไล่จำเลยได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ยังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของโจทก์
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
การตีความสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลได้มีคำพิพากษาตามยอมแล้วนั้นมิใช่การตีความกฎหมายหรือคำพิพากษาของศาลแต่เป็นเรื่องตีความการแสดงเจตนาในการทำสัญญาของคู่ความ ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 บัญญัติว่าในการตีความการแสดงเจตนานั้น ให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร และมาตรา 368 บัญญัติว่าสัญญานั้นท่านให้ตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริตโดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย คดีที่หมายเหตุนี้ศาลฎีกามิได้กล่าวถึงมูลกรณีที่โจทก์ฟ้องแต่การที่โจทก์มาขอให้ศาลบังคับคดีด้วยการขับไล่จำเลย แสดงว่าโจทก์ฟ้องว่าจำเลยปลูกเรือนอยู่ในที่ดินของโจทก์ และโจทก์มีคำขอให้ขับไล่จำเลยแล้ว ซึ่งในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความจำเลยก็ยอมรับในสัญญายอมข้อ 1 ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์จริง ฉะนั้น การที่จำเลยไม่ชำระราคาที่ดินย่อมเป็นผลให้จำเลยปลูกเรือนอยู่ในที่ดินของโจทก์ไปได้โดยไม่ต้องเสียค่าตอบแทน เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจำเลยไม่มีทรัพย์สินให้โจทก์นำยึดมาชำระราคา จะทำให้จำเลยมีสิทธิอยู่ในที่ดินของโจทก์ไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีกำหนดตราบเท่าที่ยังไม่มีทรัพย์สินให้โจทก์บังคับคดีและเมื่อครบ 10 ปีนับแต่วันศาลพิพากษาตามยอมแล้วโจทก์ก็หมดสิทธิที่จะบังคับคดีเอาชำระราคาที่ดินไป เห็นได้ว่าย่อมมิใช่เจตนาของโจทก์และมิใช่ความประสงค์โดยสุจริตของคู่สัญญา กรณีที่โจทก์จำเลยทำสัญญายอมกันไว้ว่าจำเลยยินยอมออกจากห้องแถวของโจทก์ ศาลฎีกาเคยตีความว่า หมายถึงยินยอมออกจากห้องแถว"พร้อมที่ดิน" ได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 525/2516) และกรณีที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลย ชั้นพิจารณาคู่ความทำยอมกันว่าโจทก์ยอมให้จำเลยเช่าที่พิพาทชั่วระยะเวลาที่กำหนด ศาลฎีกาก็เคยตีความว่าเมื่อครบกำหนดแล้วโจทก์ขอให้บังคับขับไล่จำเลยได้ แม้ในสัญญายอมมิได้ระบุเช่นนั้นก็ตาม (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1636-1639/2498 และที่ 1282/2510)ฉะนั้น ในคดีที่หมายเหตุนี้ก็น่าจะตีความสัญญายอมได้ว่า ตามสัญญายอมมีความหมายถึงถ้าจำเลยไม่ชำระราคาตามกำหนดยอมให้โจทก์บังคับขับไล่จำเลยได้ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์นั่นเอง หากตีความเช่นนี้แล้วคำพิพากษาตามยอมก็จะเป็นกรณีที่จำเลยถูกศาลพิพากษาให้ขับไล่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 ทวิโจทก์ย่อมขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทได้ ส่วนข้อที่ศาลฎีกาวินิจฉัยด้วยว่าการซื้อขายที่ดินยังไม่เลิกกันนั้นน่าจะชอบด้วยเหตุผลแล้ว เพราะเมื่อสัญญายอมมิได้ระบุไว้ชัดแจ้ง การผิดนัดของจำเลยไม่น่าจะให้ผลรุนแรงถึงกับทำให้โจทก์ได้ที่ดินที่พิพาทกันอยู่ไปเพียงฝ่ายเดียว อย่างไรก็ตามการที่จำเลยไม่ชำระราคาตามกำหนดย่อมเป็นฝ่ายผิดสัญญา ไม่มีสิทธิบังคับคดีแก่โจทก์ให้ขายที่ดินแก่ตนต่อไป คงเป็นสิทธิของโจทก์ฝ่ายเดียวที่จะเลือกทางขอให้จำเลยชำระราคาและรับซื้อที่ดินภายในกำหนด 10 ปี(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 525/2519) สมบูรณ์ บุญภินนท์
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001090.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544