คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7191/2544 ฉบับเต็ม

#42063
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7191/2544 นาย บัญชา วิมลเกียรติขจร โจทก์ นาง อุษณีย์ โฆสิตสกุล กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 918, มาตรา 989, มาตรา 1601 เช็คพิพาทเป็นเช็คผู้ถือ ย่อมโอนไปเพียงด้วยการส่งมอบให้แก่กันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 918 ประกอบมาตรา 989 เมื่อ ศ. นำเช็คพิพาทมาขายลดให้แก่โจทก์โจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คพิพาท เมื่อโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยในฐานะทายาทของ พ. จึงต้องร่วมรับผิดชำระเงินตามเช็คแก่โจทก์ แต่ต้องไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ตน ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรม และจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายไพรัชร่วมกันใช้เงินตามเช็คและดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินคิดถึงวันฟ้องเป็นจำนวนเงิน 5,128,424.65 บาท กับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี คิดจากต้นเงิน 5,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การทำนองเดียวกัน ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดชดใช้เงินจำนวน 5,128,424.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีในต้นเงิน 5,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้จำเลยทั้งสามไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ตน จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นภริยา จำเลยที่ 2 ที่ 3 เป็นบุตร โดยจำเลยที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดกของนายไพรัช โฆสิตสกุล ผู้ตาย ผู้ตายลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทตามเอกสารหมาย จ.3 โจทก์นำเช็คพิพาทเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินให้เหตุผลว่า "ผู้สั่งจ่ายถึงแก่กรรม"ตามเอกสารหมาย จ.4 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่าจำเลยทั้งสามต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คแก่โจทก์หรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์และนายศักดิ์ชาย วิมลเกียรติขจร เป็นพยานเบิกความว่า นายไพรัชกู้ยืมจากนายศักดิ์ชายโดยออกเช็คพิพาทให้ไว้ ต่อมานายศักดิ์ชายนำเช็คพิพาทมาขายลดให้แก่โจทก์ เห็นว่า เช็คพิพาทเป็นเช็คผู้ถือ ย่อมโอนไปเพียงด้วยการส่งมอบให้แก่กันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 918ประกอบมาตรา 989 เมื่อนายศักดิ์ชายนำเช็คพิพาทมาขายลดให้แก่โจทก์โจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทที่จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้ว่า โจทก์กับนายศักดิ์ชายคบคิดกันฉ้อฉลโอนเช็คกันโดยไม่มีมูลหนี้ ซึ่งจำเลยทั้งสามมีภาระต้องพิสูจน์นั้นก็คงได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1แต่เพียงว่าระหว่างจัดงานศพของนายไพรัช ได้มีนายศักดิ์ชายไปหาพยานในงานศพและบอกว่าเป็นเจ้าหนี้ผู้ตายจำนวน 5,000,000 บาทพยานบอกนายศักดิ์ชายว่าเข้าใจว่าเป็นหนี้การพนัน และได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 3 ว่า ผู้ตายเป็นหนี้ธนาคารและบุคคลภายนอกประมาณ 60,000,000 ถึง 70,000,000 บาท ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงยังไม่พอฟังว่า โจทก์กับนายศักดิ์ชายคบคิดกันฉ้อฉลโอนเช็คพิพาทกันโดยไม่มีมูลหนี้ตามที่จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดี เมื่อโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสามในฐานะทายาทของนายไพรัชจึงต้องร่วมรับผิดชำระเงินตามเช็คแก่โจทก์ แต่ต้องไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ตน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่าโจทก์ไม่ได้ทวงถามให้จำเลยทั้งสามในฐานะทายาทให้ชำระหนี้ก่อนจึงถือว่าหนี้ยังไม่ถึงกำหนดชำระตามกฎหมาย โจทก์ไม่อาจฟ้องคดีได้นั้นเห็นว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาในศาลอุทธรณ์ฎีกาของจำเลยทั้งสามดังกล่าวจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้" พิพากษายืน (ชวลิต ตุลยสิงห์-วิเทพ ศิริพากย์-สมชาย จุลนิติ์) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
42063
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082061597"
    }
}
date
2544
deka_no
7191/2544
deka_running_no
7191
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "ชวลิต ตุลยสิงห์",
    "วิเทพ ศิริพากย์",
    "สมชาย จุลนิติ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 918",
            "ม. 989",
            "ม. 1601"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย บัญชา วิมลเกียรติขจร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง อุษณีย์ โฆสิตสกุล กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรม และจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายไพรัชร่วมกันใช้เงินตามเช็คและดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินคิดถึงวันฟ้องเป็นจำนวนเงิน 5,128,424.65 บาท กับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี คิดจากต้นเงิน 5,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การทำนองเดียวกัน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดชดใช้เงินจำนวน 5,128,424.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีในต้นเงิน 5,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้จำเลยทั้งสามไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ตน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นภริยา จำเลยที่ 2 ที่ 3 เป็นบุตร โดยจำเลยที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดกของนายไพรัช โฆสิตสกุล ผู้ตาย ผู้ตายลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทตามเอกสารหมาย จ.3 โจทก์นำเช็คพิพาทเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินให้เหตุผลว่า "ผู้สั่งจ่ายถึงแก่กรรม"ตามเอกสารหมาย จ.4 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่าจำเลยทั้งสามต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คแก่โจทก์หรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์และนายศักดิ์ชาย วิมลเกียรติขจร เป็นพยานเบิกความว่า นายไพรัชกู้ยืมจากนายศักดิ์ชายโดยออกเช็คพิพาทให้ไว้ ต่อมานายศักดิ์ชายนำเช็คพิพาทมาขายลดให้แก่โจทก์ เห็นว่า เช็คพิพาทเป็นเช็คผู้ถือ ย่อมโอนไปเพียงด้วยการส่งมอบให้แก่กันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 918ประกอบมาตรา 989 เมื่อนายศักดิ์ชายนำเช็คพิพาทมาขายลดให้แก่โจทก์โจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทที่จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้ว่า โจทก์กับนายศักดิ์ชายคบคิดกันฉ้อฉลโอนเช็คกันโดยไม่มีมูลหนี้ ซึ่งจำเลยทั้งสามมีภาระต้องพิสูจน์นั้นก็คงได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1แต่เพียงว่าระหว่างจัดงานศพของนายไพรัช ได้มีนายศักดิ์ชายไปหาพยานในงานศพและบอกว่าเป็นเจ้าหนี้ผู้ตายจำนวน 5,000,000 บาทพยานบอกนายศักดิ์ชายว่าเข้าใจว่าเป็นหนี้การพนัน และได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 3 ว่า ผู้ตายเป็นหนี้ธนาคารและบุคคลภายนอกประมาณ 60,000,000 ถึง 70,000,000 บาท ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงยังไม่พอฟังว่า โจทก์กับนายศักดิ์ชายคบคิดกันฉ้อฉลโอนเช็คพิพาทกันโดยไม่มีมูลหนี้ตามที่จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดี เมื่อโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสามในฐานะทายาทของนายไพรัชจึงต้องร่วมรับผิดชำระเงินตามเช็คแก่โจทก์ แต่ต้องไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ตน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่าโจทก์ไม่ได้ทวงถามให้จำเลยทั้งสามในฐานะทายาทให้ชำระหนี้ก่อนจึงถือว่าหนี้ยังไม่ถึงกำหนดชำระตามกฎหมาย โจทก์ไม่อาจฟ้องคดีได้นั้นเห็นว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาในศาลอุทธรณ์ฎีกาของจำเลยทั้งสามดังกล่าวจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001087.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544