คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 236/2545 ฉบับเต็ม

#42093
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 236/2545 ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด โจทก์ นาง ผ่องพรรณ พันไพศาล จำเลย พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 134, มาตรา 160 พ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2542 มาตรา 34, มาตรา 35 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 134 วรรคหนึ่ง บัญญัติถึงผลของคำสั่งปิดคดีว่าเป็นเพียงให้ระงับการจัดการต่าง ๆ ตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ ไว้เป็นการชั่วคราว แต่ไม่ทำให้คดีล้มละลายสิ้นสุด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังคงมีหน้าที่ตามมาตรา 160 อนุมัติการใด ๆ ที่กฎหมายบัญญัติไว้และตรวจบัญชีรับจ่ายของบุคคลล้มละลายตามมาตรา 134 วรรคหนึ่ง(1)ถึง (3) รวมทั้งยังอาจขอให้ศาลเปิดคดีต่อไปเมื่อเห็นว่าบุคคลล้มละลายมีทรัพย์สินขึ้นใหม่ตามมาตรา 134 วรรคท้ายอีกด้วยจึงต้องถือว่าคดียังคงค้างพิจารณาอยู่ในระหว่างปฏิบัติการของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เมื่อคดีนี้ได้ยื่นฟ้องก่อนวันที่พระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542 ใช้บังคับกรณีจึงต้องบังคับตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลายซึ่งใช้อยู่ก่อนพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวใช้บังคับตามที่พระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542 มาตรา 34บัญญัติไว้ จำเลยจะร้องขอให้พ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542มาตรา 35 ไม่ได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2534 และพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2535 หลังจากนั้นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานต่อศาลชั้นต้นขอให้มีคำสั่งปิดคดีและศาลชั้นต้นมีคำสั่งปิดคดีเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2535 จำเลยยื่นคำร้องว่า คดีนี้มีการยื่นฟ้องก่อนพระราชบัญญัติล้มละลาย(ฉบับที่ 5 ) พ.ศ. 2542 ใช้บังคับ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งปิดคดีแล้วไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลและปฏิบัติการของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ทั้งมูลหนี้อันเป็นมูลเหตุที่ฟ้องล้มละลายไม่มีลักษณะเป็นการทุจริตและมีระยะเวลาเกินกว่า 3 ปี นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายแล้ว ขอให้มีคำสั่งปลดจำเลยจากการล้มละลาย (ที่ถูก ให้จำเลยพ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลาย)ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542 มาตรา 35 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลมีคำสั่งให้ปิดคดีเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม2535 คำสั่งดังกล่าวมีผลเพียงระงับการจัดการต่าง ๆ ไว้ แต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังมีหน้าที่ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 134 ดังนั้นจึงเป็นคดีที่อยู่ระหว่างปฏิบัติการของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งต้องบังคับตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483จึงให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยล้มละลายเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2535 และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ปิดคดีเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2535 จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอให้มีคำสั่งให้จำเลยพ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542 มาตรา 35เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2543 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยจะร้องขอให้พ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 5 ) พ.ศ. 2542 มาตรา 35ได้หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่าเมื่อศาลมีคำสั่งปิดคดีย่อมทำให้มีผลระงับการจัดการต่าง ๆ ไว้ส่วนพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 134 เป็นเพียงกำหนดว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังคงมีหน้าที่ตามมาตรา 134 เท่านั้น มิใช่ยังคงอยู่ในระหว่างปฏิบัติการของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 134 วรรคหนึ่งบัญญัติถึงผลของคำสั่งปิดคดีว่าเป็นเพียงให้ระงับการจัดการต่าง ๆ ตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 ไว้เป็นการชั่วคราว แต่ไม่ทำให้คดีล้มละลายสิ้นสุดและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังคงมีหน้าที่ตามมาตรา 160 อนุมัติการใด ๆ ที่กฎหมายบัญญัติไว้และตรวจบัญชีรับจ่ายของบุคคลล้มละลายตามมาตรา 134 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (3) รวมทั้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังอาจขอให้ศาลเปิดคดีต่อไปได้เมื่อเห็นว่าบุคคลล้มละลายมีทรัพย์สินขึ้นใหม่ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 134 วรรคท้าย อีกด้วย กรณีจึงต้องถือว่าคดียังคงค้างพิจารณาอยู่ในระหว่างปฏิบัติการของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และเมื่อคดีนี้ได้ยื่นฟ้องก่อนวันที่พระราชบัญญัติล้มละลาย(ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542 ใช้บังคับ จึงต้องบังคับตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลายซึ่งใช้อยู่ก่อนพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวใช้บังคับตามที่พระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542 มาตรา 34 บัญญัติไว้ จำเลยจะร้องขอให้พ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 5 ) พ.ศ. 2542 มาตรา 35 ไม่ได้ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของจำเลยชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (วรนาถ ภูมิถาวร-ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน-วัฒนชัย โชติชูตระกูล) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
42093
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082057999"
    }
}
date
2545
deka_no
236/2545
deka_running_no
236
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "วรนาถ ภูมิถาวร",
    "ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน",
    "วัฒนชัย โชติชูตระกูล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "sections": [
            "ม. 134",
            "ม. 160"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2542",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2542",
        "sections": [
            "ม. 34",
            "ม. 35"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง ผ่องพรรณ พันไพศาล"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2534 และพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2535 หลังจากนั้นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานต่อศาลชั้นต้นขอให้มีคำสั่งปิดคดีและศาลชั้นต้นมีคำสั่งปิดคดีเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2535

จำเลยยื่นคำร้องว่า คดีนี้มีการยื่นฟ้องก่อนพระราชบัญญัติล้มละลาย(ฉบับที่ 5 ) พ.ศ. 2542 ใช้บังคับ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งปิดคดีแล้วไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลและปฏิบัติการของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ทั้งมูลหนี้อันเป็นมูลเหตุที่ฟ้องล้มละลายไม่มีลักษณะเป็นการทุจริตและมีระยะเวลาเกินกว่า 3 ปี นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายแล้ว ขอให้มีคำสั่งปลดจำเลยจากการล้มละลาย (ที่ถูก ให้จำเลยพ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลาย)ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542 มาตรา 35

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลมีคำสั่งให้ปิดคดีเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม2535 คำสั่งดังกล่าวมีผลเพียงระงับการจัดการต่าง ๆ ไว้ แต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังมีหน้าที่ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 134 ดังนั้นจึงเป็นคดีที่อยู่ระหว่างปฏิบัติการของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งต้องบังคับตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483จึงให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยล้มละลายเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2535 และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ปิดคดีเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2535 จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอให้มีคำสั่งให้จำเลยพ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542 มาตรา 35เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2543 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยจะร้องขอให้พ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 5 ) พ.ศ. 2542 มาตรา 35ได้หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่าเมื่อศาลมีคำสั่งปิดคดีย่อมทำให้มีผลระงับการจัดการต่าง ๆ ไว้ส่วนพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 134 เป็นเพียงกำหนดว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังคงมีหน้าที่ตามมาตรา 134 เท่านั้น มิใช่ยังคงอยู่ในระหว่างปฏิบัติการของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 134 วรรคหนึ่งบัญญัติถึงผลของคำสั่งปิดคดีว่าเป็นเพียงให้ระงับการจัดการต่าง ๆ ตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 ไว้เป็นการชั่วคราว แต่ไม่ทำให้คดีล้มละลายสิ้นสุดและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังคงมีหน้าที่ตามมาตรา 160 อนุมัติการใด ๆ ที่กฎหมายบัญญัติไว้และตรวจบัญชีรับจ่ายของบุคคลล้มละลายตามมาตรา 134 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (3) รวมทั้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังอาจขอให้ศาลเปิดคดีต่อไปได้เมื่อเห็นว่าบุคคลล้มละลายมีทรัพย์สินขึ้นใหม่ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 134 วรรคท้าย อีกด้วย กรณีจึงต้องถือว่าคดียังคงค้างพิจารณาอยู่ในระหว่างปฏิบัติการของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และเมื่อคดีนี้ได้ยื่นฟ้องก่อนวันที่พระราชบัญญัติล้มละลาย(ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542 ใช้บังคับ จึงต้องบังคับตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลายซึ่งใช้อยู่ก่อนพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวใช้บังคับตามที่พระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542 มาตรา 34 บัญญัติไว้ จำเลยจะร้องขอให้พ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 5 ) พ.ศ. 2542 มาตรา 35 ไม่ได้ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของจำเลยชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001054.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545