คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 244/2545 ฉบับเต็ม

#42096
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 244/2545 นาย มั่น โคตะระ โจทก์ นาย ประพันธ์ ประวาฬ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1304, มาตรา 1305, มาตรา 1306 ทรัพย์สินของแผ่นดินจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ขึ้นอยู่กับสภาพของตัวทรัพย์นั้นว่าราษฎรได้ใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน เมื่อที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์ที่ราษฎรใช้ประโยชน์ร่วมกัน ที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน แม้ทางราชการจะไม่ได้ทำหลักฐานหรือขึ้นทะเบียนไว้ ที่ดินพิพาทก็ยังคงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามกฎหมายที่ไม่อาจยกอายุความขึ้นต่อสู้กับแผ่นดินและไม่อาจโอนให้แก่กันได้ เว้นแต่จะอาศัยอำนาจแห่งบทกฎหมายเฉพาะหรือพระราชกฤษฎีกา ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินเนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ อยู่ที่ตำบลละเอาะ กิ่งอำเภอน้ำเกลี้ยง จังหวัดศรีสะเกษ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ตำบลละเอาะ กิ่งอำเภอน้ำเกลี้ยง จังหวัดศรีสะเกษ และเป็นสมาชิกสภาตำบลละเอาะ จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลมีหน้าที่จัดการปกครองดูแลที่ดินสาธารณประโยชน์ในเขตท้องที่ จำเลยที่ 3 เป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 11ตำบลละเอาะ กิ่งอำเภอน้ำเกลี้ยง จังหวัดศรีสะเกษ และเป็นสมาชิกสภาตำบลละเอาะ เมื่อปลายปี 2523 จำเลยที่ 1 จดแจ้งลงในทะเบียนที่ดินสาธารณประโยชน์ว่าที่ดินของโจทก์เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคู ซึ่งมีเนื้อที่ทั้งหมด 88 ไร่ ใช้เป็นที่เลี้ยงสัตว์และเพาะพันธุ์ปลา โจทก์กับพวกที่มีที่ดินอยู่บริเวณข้างเคียงได้คัดค้าน ต่อมาวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2535 จำเลยที่ 1 และที่ 3ยืนยันว่าที่ดินของโจทก์เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคู และนำรังวัดให้เจ้าพนักงานที่ดินปักหลักเสาปูนโจทก์กับพวกโต้แย้งคัดค้านและเกิดการวิวาททำร้ายร่างกายกัน จำเลยที่ 1ที่ 3 และเจ้าพนักงานที่ดินจึงกลับไป เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2535โจทก์ขอออกโฉนดที่ดินในที่ดินของโจทก์ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ สาขากันทรารมย์ กำหนดวันนัดให้โจทก์นำเจ้าหน้าที่ไปรังวัดที่ดินและแจ้งให้จำเลยที่ 2 ไประวังแนวเขต เมื่อถึงวันนัดรังวัดจำเลยที่ 2ไม่ไประวังแนวเขต เจ้าพนักงานที่ดินไม่สามารถดำเนินการออกโฉนดที่ดินแก่โจทก์ได้ โจทก์สอบถามจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ยืนยันว่าที่ดินของโจทก์เป็นที่หนองสาธารณประโยชน์ที่ขึ้นทะเบียนไว้แล้ว ซึ่งเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์และทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้พิพากษาว่า ที่ดินเนื้อที่ 15 ไร่ตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้องเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสามและบริวารเข้าเกี่ยวข้องและเพิกถอนเอกสารทะเบียนที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคูในส่วนที่ดินของโจทก์ที่จำเลยที่ 1 นำไปจดทะเบียนไว้ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะจำเลยทั้งสองไม่ได้เข้าไปครอบครองที่ดินพิพาทที่โจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นของตนจำเลยที่ 1 มีหน้าที่เพียงตรวจสอบที่ดินสาธารณประโยชน์ในเขตท้องที่และแจ้งให้นายอำเภอทราบตามแบบที่กำหนด โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท เนื่องจากที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคูที่ประชาชนใช้ร่วมกันมานานกว่า 100 ปี และได้ขึ้นทะเบียนเป็นที่ดินเพื่อดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นนิติบุคคล โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองและห้ามจำเลยที่ 2 เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคูที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันมากว่า 100 ปี และขึ้นทะเบียนเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์เพื่อดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง โจทก์จึงนำ ส.ค.1 ไปขอออกโฉนดที่ดินไม่ได้ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติว่าโจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทที่บิดาภริยาโจทก์ยกให้เนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ ตั้งอยู่ที่ตำบลละเอาะ กิ่งอำเภอน้ำเกลี้ยง (เดิมอำเภอกันทรารมย์) จังหวัดศรีสะเกษ ปี 2498 โจทก์แจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ตามเอกสารหมาย จ.1 ปี 2520 โจทก์ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) สำหรับที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 แจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคูที่ราษฎรใช้เป็นที่เลี้ยงสัตว์และเพาะพันธุ์ปลา เจ้าพนักงานที่ดินจึงไม่รังวัดออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) สำหรับที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ปี 2523 จำเลยที่ 1 ทำหลักฐานแจ้งต่อทางราชการว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคูตามเอกสารหมาย จ.2โจทก์กับพวกคัดค้าน นายอำเภอแห่งท้องที่จึงให้โจทก์กับพวกครอบครองที่ดินพิพาทต่อไป ปี 2535 โจทก์ขอรังวัดออกโฉนดในที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1และที่ 3 คัดค้านว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ตามหลักฐานที่จำเลยที่ 1 แจ้งต่อทางราชการในปี 2523 เจ้าพนักงานที่ดินจึงไม่ออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคูหรือไม่ในปัญหาดังกล่าวโจทก์เบิกความว่า ในปี 2520 ที่โจทก์ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ต่อทางราชการ จำเลยที่ 1 แจ้งต่อทางราชการว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคู โจทก์ได้ร้องเรียนต่อทางราชการว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์และทางราชการได้ดำเนินการสอบสวนบันทึกไว้ตามเอกสารหมาย ล.5 และ ล.6 เมื่อตรวจสอบบันทึกดังกล่าวแล้วปรากฏว่ามีนายชาลี นามวิชา กำนันตำบลละเอาะ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองส่วนท้องถิ่นที่ที่ดินพิพาทตั้งอยู่และมีอายุ 53 ปีในขณะนั้นให้ถ้อยคำว่าก่อนที่บิดาภริยาโจทก์จะเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและยกให้โจทก์เข้าทำประโยชน์ต่อ ที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นป่าละเมาะทางด้านทิศตะวันออกของที่ดินพิพาทมีหนองน้ำชื่อหนองคู สภาพของหนองมีคูคันดินล้อมรอบ น้ำไม่ขังตลอดปี ฤดูฝนน้ำท่วมพื้นที่ภายในบริเวณคันดินมีปลาและสัตว์น้ำชุกชุม ราษฎรบ้านขี้เหล็ก บ้านละเอาะ บ้านยางน้อยบ้านบอน และบ้านเชือกใช้เป็นที่จับสัตว์น้ำและได้ใช้น้ำจากหนองคูเป็นประจำ โดยมีนายสงบ สิทธิศักดิ์ นายแคล้ว ธงชัย นายลา จันมนตรีและจำเลยที่ 1 ราษฎรในท้องถิ่นให้ถ้อยคำบันทึกยืนยันสนับสนุนต่อมาทางราชการได้เรียกโจทก์ไปให้ถ้อยคำและบันทึกไว้ว่า โจทก์รับทราบถึงสาเหตุที่ทางราชการไม่ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส. 3 ก.) ให้โจทก์แล้วว่าเพราะที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์แต่โจทก์รับรองว่าที่ดินพิพาทไม่อยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์และโจทก์จะเข้าทำประโยชน์คือทำนาในที่ดินพิพาทอย่างเดิม โดยโจทก์มีหนังสือตามเอกสารหมาย ล.5 ถึงนายอำเภอกันทรารมย์ขอบคุณที่ได้อธิบาย แนะนำชี้แจงให้โจทก์กับพวกเข้าใจเหตุผล ดังนี้แสดงว่าโจทก์ทราบตั้งแต่ปี 2520 แล้วว่าที่ดินพิพาทถูกโต้แย้งว่าเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคู และทางราชการผ่อนผันให้โจทก์เข้าทำนาในที่ดินพิพาทได้เพราะเคยทำอยู่เดิมเท่านั้น ซึ่งโจทก์ก็ไม่ได้ดำเนินการอย่างใดเพื่อคัดค้านว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคู คงกล่าวอ้างเพียงลอย ๆ ว่าที่ดินพิพาทไม่อยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์เท่านั้นการที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านอันเป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองส่วนท้องถิ่น มีหน้าที่ปกครองดูแลและระวังรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวมและแผ่นดินได้แจ้งต่อทางราชการขึ้นทะเบียนที่ดินสำหรับสาธารณประโยชน์หนองคู โดยรวมที่ดินพิพาทเข้าไว้ด้วยในปี 2523ตามเอกสารหมาย จ.2 จึง เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบและสุจริตตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ มิได้มีเจตนากลั่นแกล้งให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย จำเลยทั้งสามนำสืบต่อไปว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่มีคันดินล้อมรอบและมีหนองน้ำชื่อหนองคูอยู่ทางด้านทิศตะวันออกติดแนวเขตด้านทิศใต้ เนื้อที่ประมาณ 88 ไร่ เป็นที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคูที่ดินดังกล่าวราษฎรหลายหมู่บ้านใช้เป็นที่เลี้ยงสัตว์และในฤดูฝนใช้เป็นที่จับปลามานานก่อนที่บิดาภริยาโจทก์โจทก์และราษฎรอีกหลายคนเข้าทำนา ทำให้สภาพของหนองน้ำตื้นเขินขึ้นนายทิวา ศุภจรรยา อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญของศาลด้านโบราณคดีและเป็นคนกลางเบิกความยืนยันว่า จากการตรวจสอบแผนที่ระวางภาพถ่ายทางอากาศพบว่าที่ดินพิพาทเป็นพื้นที่แหล่งน้ำมีคันดินล้อมรอบเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าอันมีลักษณะเป็นแหล่งน้ำโบราณตามแผนที่ระวางภาพถ่ายทางอากาศเอกสารหมาย ล.8 และ ป.จ. 2 ถึง ป.จ.5 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ทำโครงการวิจัยชุมชนโบราณจากภาพถ่ายทางอากาศในเขตจังหวัดศรีสะเกษและจัดพิมพ์เอกสารการวิจัยในปี 2525 ตามเอกสารหมาย ป.จ.6ระบุว่าบริเวณพื้นที่ในแนวเขตสี่เหลี่ยมผืนผ้าตามภาพถ่ายทางอากาศบ้านขี้เหล็กตำบลละเอาะ กิ่งอำเภอน้ำเกลี้ยง จังหวัดศรีสะเกษ ในเอกสารการวิจัยดังกล่าวเป็นแหล่งชุมชนโบราณ และตามแผนที่พิพาทเอกสารหมายจ.3 และ ล.3 ก็ปรากฏว่าที่ดินพิพาทตั้งอยู่ภายในบริเวณแนวเขตที่ดินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าตรงตามเอกสารหมาย ป.จ.6 และมีหนองน้ำชื่อหนองคูอยู่ทางด้านทิศตะวันออกติดแนวเขตทิศใต้ของรูปที่ดินสี่เหลี่ยมผืนผ้าตรงกัน และได้ความจากทางนำสืบของจำเลยต่อไปว่า เคยมีการพบหลักฐานเป็นเครื่องถ้วยชามโบราณแตกหักบริเวณใกล้เคียงกับหนองคู ซึ่งโจทก์และพยานโจทก์เบิกความยอมรับว่า มีหนองน้ำตั้งอยู่บริเวณดังกล่าวจริงแต่สภาพของหนองน้ำปัจจุบันเปลี่ยนไปเพราะมีการขุดคลองอีสานเขียวผ่านบริเวณหนองน้ำ คงเหลือบริเวณที่เป็นหนองน้ำเป็นเนื้อที่ประมาณ 1 งาน หนองน้ำอยู่ห่างจากที่ดินพิพาทไปทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 5 เส้น บริเวณที่ดินพิพาทและหนองน้ำมีคันดินล้อมรอบน่าเชื่อว่าที่ดินพิพาทอยู่ในแนวเขตบริเวณที่มีคันดินล้อมรอบอันมีลักษณะเป็นแหล่งน้ำโบราณจริง ดังนั้น ที่จำเลยนำสืบว่าที่ดินบริเวณหนองน้ำภายในแนวเขตคันดินซึ่งรวมถึงที่ดินพิพาทเป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์ที่มีมาแต่เดิมเรียกว่าหนองคู และมีน้ำท่วมในฤดูฝน ราษฎรใช้เป็นที่จับปลาและน้ำแห้งในฤดูแล้งราษฎรใช้เป็นที่เลี้ยงสัตว์และใช้น้ำก่อนที่บิดาภริยาโจทก์จะเข้าทำประโยชน์ จึงมีเหตุผลและมีน้ำหนักที่จะรับฟังมากกว่าคำเบิกความของพยานโจทก์ที่เบิกความขัดแย้งกันเองในเรื่องคันดินที่ล้อมรอบบริเวณที่ดินสาธารณประโยชน์และที่ตั้งหนองคู โดยพยานโจทก์บางปากเบิกความว่าไม่เคยเห็นมีคันดินดังที่จำเลยเบิกความมาก่อน และไม่เคยรู้ว่ามีหนองคูอยู่ในบริเวณดังกล่าวด้วย คำเบิกความของพยานโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักพอที่จะรับฟัง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคูที่โจทก์ฎีกาว่าทางราชการไม่เคยมีหลักฐานแสดงว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ แต่โจทก์มีหนังสือแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ตั้งแต่ปี 2498 ราษฎรที่มีที่ดินอยู่ใกล้เคียงกับที่ดินพิพาททางราชการออกโฉนดที่ดินให้แล้ว จำเลยที่ 1 แจ้งขอขึ้นทะเบียนที่ดินสาธารณประโยชน์ตามเอกสารหมาย จ.2 โดยไม่มีเจ้าพนักงานที่ดินร่วมด้วย ที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคูมีเนื้อที่ไม่ถึง 88 ไร่ ดังที่จำเลยที่ 1อ้าง นายทิวาไม่ได้ออกไปตรวจสอบที่ดินพิพาทด้วยตนเอง คำเบิกความของนายทิวาจึงไม่น่าเชื่อถือนั้น เห็นว่า ทรัพย์สินของแผ่นดินจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ขึ้นอยู่กับสภาพของตัวทรัพย์นั้นว่าราษฎรได้ใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันหรือไม่ ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคูที่ราษฎรใช้ประโยชน์ร่วมกัน ที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน แม้ทางราชการจะไม่ได้ทำหลักฐานหรือขึ้นทะเบียนไว้ ที่ดินพิพาทก็ยังคงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามกฎหมายที่ไม่อาจโอนให้แก่กันได้ เว้นแต่อาศัยอำนาจแห่งบทกฎหมายเฉพาะหรือพระราชกฤษฎีกาและไม่อาจยกอายุความขึ้นต่อสู้กับแผ่นดินแม้โจทก์จะแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) ไว้ก็ไม่ทำให้โจทก์มีสิทธิในที่ดินพิพาท ส่วนที่โจทก์อ้างว่าที่ดินใกล้เคียงกับที่ดินพิพาททางราชการออกโฉนดที่ดินให้แล้ว ก็ได้ความจากทางนำสืบของจำเลยที่โจทก์มิได้โต้แย้งว่า ที่ดินดังกล่าวอยู่นอกแนวเขตคันดินที่เป็นแนวเขตที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคู ทางราชการจึงสามารถออกโฉนดที่ดินให้ได้ต่างกับที่ดินพิพาทที่ตั้งอยู่ภายในแนวเขตคันดินที่ล้อมรอบอยู่ แนวเขตคันดินดังกล่าวปรากฏเห็นชัดเจนสามารถคำนวณพื้นที่ดินที่อยู่ภายในได้ ดังนั้น ที่จำเลยที่ 1 แจ้งขอขึ้นทะเบียนที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคูโดยระบุว่ามีเนื้อที่ 88 ไร่ โดยไม่ได้มีเจ้าพนักงานที่ดินร่วมดำเนินการด้วยจึงไม่เป็นข้อพิรุธดังที่โจทก์อ้าง และที่โจทก์อ้างว่านายทิวาไม่ได้ออกไปตรวจสอบพื้นที่จริง คำเบิกความของนายทิวาจึงไม่น่าเชื่อถือนั้น เห็นว่านายทิวาเป็นผู้เชี่ยวชาญของศาลด้านโบราณคดีถือว่าเป็นนักวิชาการที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขาเฉพาะ เบิกความประกอบรายงานการวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่จัดทำขึ้นในทางการศึกษาวิจัยลักษณะของชุมชนโบราณที่มีอยู่ตามแหล่งต่าง ๆ ในประเทศไทยโดยดูจากภาพถ่ายทางอากาศซึ่งจากเอกสารการวิจัยที่จำเลยอ้างส่งเป็นพยานดังกล่าวได้ระบุแหล่งชุมชนโบราณในเขตจังหวัดศรีสะเกษไว้หลายแห่งรวมทั้งบริเวณที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคูด้วย และเมื่อพิจารณาภาพถ่ายบริเวณสถานที่ที่ระบุว่าเป็นแหล่งชุมชนโบราณในเอกสารการวิจัยดังกล่าวเปรียบเทียบกันจะเห็นว่ามีลักษณะคล้ายคลึงเป็นอย่างเดียวกัน ในฐานะผู้เชี่ยวชาญแม้นายทิวาจะไม่ได้ออกไปตรวจดูสถานที่พิพาทโดยดูจากภาพถ่ายเพียงอย่างเดียวก็สามารถที่จะชี้ยืนยันตามหลักวิชาการได้ ซึ่งสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงที่ปรากฏคำเบิกความของนายทิวาจึงมีน้ำหนักที่จะรับฟัง พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสามจึงมีน้ำหนักรับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (อัธยา ดิษยบุตร-ปรีดี รุ่งวิสัย-สมศักดิ์ เนตรมัย) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยวางหลักเกี่ยวกับทรัพย์สินของแผ่นดินที่จะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้นจะต้องมีหลักเกณฑ์อย่างไรบ้าง ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยโดยให้ความสำคัญของสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ว่าทรัพย์สินของแผ่นดินดังกล่าวราษฎรได้ใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันหรือไม่ หากปรากฏหลักเกณฑ์ดังกล่าวก็ย่อมเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ทั้งนี้ศาลฎีกาได้วินิจฉัยโดยอาศัยมาตรา 1304 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นหลักตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ยกตัวอย่างของทรัพย์สินของแผ่นดินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินไว้หลายประเภทด้วยกัน และทรัพย์สินของแผ่นดินที่จะเป็นสาธารณสมบัติแผ่นดินนั้น ก็ไม่จำเป็นต้องทำหลักฐานหรือขึ้นทะเบียนเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแต่อย่างใด หากแต่ให้พิจารณาถึงสภาพของทรัพย์สินของแผ่นดินนั้น ๆ ได้ใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันหรือไม่เป็นสำคัญ นอกจากนี้เมื่อบุคคลใดยกทรัพย์สินให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินก็ย่อมกลายสภาพเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินโดยไม่จำต้องจดทะเบียนแต่อย่างใด คำพิพากษาฎีกาที่ 492/2502 การที่จะเป็นหนองสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่นั้น กฎหมายไม่ได้บังคับว่าจะต้องขึ้นทะเบียนไว้ เพราะการจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ เป็นไปตามสภาพของที่นั้นเองว่าเป็นทรัพย์สินใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันหรือไม่ คำพิพากษาฎีกาที่ 952/2508 หนองสาธารณะจะเป็นสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ กฎหมายมิได้บังคับว่าจะต้องขึ้นทะเบียนได้ การที่จะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ ย่อมเป็นไปตามสภาพของที่ดินนั้นเองว่าเป็นทรัพย์สินใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันหรือไม่ คำพิพากษาฎีกาที่ 782/2523 การยกที่ดินให้เป็นทางสาธารณะไม่จำต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ คำพิพากษาฎีกาที่ 843/2523 การอุทิศที่ดินให้ใช้เป็นทางสาธารณะเป็นการสละที่ดินให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามมาตรา 1304 ไม่จำเป็นต้องทำพิธีจดทะเบียนอย่างโอนให้แก่เอกชนแม้เป็นที่ดินในเขตโฉนดผู้ซื้อที่ดินก็ไม่มีสิทธิในที่ดินส่วนที่ได้อุทิศเป็นทางสาธารณะไปแล้ว คำพิพากษาฎีกาที่ 2128 ถึง 2172/2523 ที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้นย่อมเป็นไปตามสภาพของที่ดินนั้นเองว่าเป็นทรัพย์สินเพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องขึ้นทะเบียนไว้ที่พิพาทเป็นที่ทำเลเลี้ยงสัตว์ที่ราษฎรในหมู่บ้านใช้ประโยชน์ร่วมกันมาเป็นเวลานานหลายสิบปีแล้วจึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1304(2) ทรัพย์สินของแผ่นดินนั้นสามารถแยกออกเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินธรรมดาคือทรัพย์สินที่เป็นทั้งสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นของรัฐกับทรัพย์สินของแผ่นดินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน คือ ทรัพย์สินของแผ่นดินที่เป็นทั้งสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน ทรัพย์สินของแผ่นดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินย่อมสิ้นสภาพการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ดังนี้ 1. ทรัพย์สินของแผ่นดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินได้เลิกใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันโดยเด็ดขาดจึงทำให้กลายเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินธรรมดาเท่านั้น คำพิพากษาฎีกาที่ 150/2479 ทางสาธารณะซึ่งในฤดูน้ำ น้ำท่วมใช้ไม่ได้ชั่วคราวหาทำให้สิ้นสภาพเป็นอย่างอื่นไม่ คำพิพากษาฎีกาที่ 1118/2508 กำแพงเมืองและคูเมืองซึ่งทางราชการทำขึ้นเพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองและแสดงการหวงห้ามเป็นที่หลวงตลอดมา มิได้ปล่อยให้กลายสภาพเป็นที่รกร้างว่างเปล่า แม้ต่อมาที่นั้นจะกลายสภาพไม่เป็นกำแพงเมืองหรือคูเมือง แต่เมื่อทางราชการยังถือว่าเป็นที่หลวงหวงห้ามอยู่ ที่ดินนั้นก็ยังเป็นที่หลวงหวงห้ามเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน คำพิพากษาฎีกาที่ 1189/2535 ลำรางระบายน้ำสาธารณประโยชน์แม้จะตื้นเขินตามธรรมชาติหรือมีผู้ถมดินรุกล้ำเข้ามาไม่มีสภาพเป็นทางระบายน้ำต่อไปและไม่มีราษฎรใช้ประโยชน์ เมื่อทางราชการยังมิได้ตราพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนสภาพการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามมาตรา 8 ประมวลกฎหมายที่ดิน ที่ดินนั้นก็ยังคงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอยู่เช่นเดิม 2. สาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้นสูญสลายไปทั้งหมด เช่น สถานที่ราชการถูกไฟไหม้ไปหมด หรือป้อมโรงทหารซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินถูกข้าศึกทำลายพังหมด เป็นต้น 3. สาธารณสมบัติของแผ่นดินได้ถูกโอนหรือเวนคืนเป็นของเอกชนโดยชอบด้วยกฎหมาย อาจจะโดยพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรืออาจออกเป็นพระราชบัญญัติโอนที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินให้เอกชนเมื่อโอนกรรมสิทธิ์ให้เป็นของเอกชนแล้ว ก็พ้นสภาพจากการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินกลายเป็นทรัพย์สินของเอกชนธรรมดา ทรัพย์สินของแผ่นดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินมีลักษณะแตกต่างจากทรัพย์สินของแผ่นดินธรรมดา ดังนี้ 1. ทรัพย์สินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินจะโอนแก่กันมิได้ เว้นแต่อาศัยอำนาจแห่งบทกฎหมายเฉพาะหรือพระราชกฤษฎีกาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1305 คำพิพากษาฎีกาที่ 665/2482 เมื่อมีผู้อุทิศที่ดินให้เป็นทางสาธารณแล้วแม้เจ้าของที่ดินจะได้โฉนดที่ดินมาในนามของตนเองในภายหลังก็ไม่ทำให้ได้กรรมสิทธิ์กลับคืนมา เพราะเมื่อเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้วจะเป็นของเอกชนได้ก็แต่โดยอาศัยอำนาจของกฎหมายเฉพาะเท่านั้น คำพิพากษาฎีกาที่ 948/2510,622/2510 และ 1608/2513ทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกันนั้นนอกจากจะโอนให้แก่กันธรรมดาไม่ได้แล้ว ผู้ใดยังหามีสิทธิเอาไปให้เช่าได้ไม่ถ้าเอาไปให้เช่าการเช่านั้นก็จะไม่มีผล 2. ห้ามมิให้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับทรัพย์สินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1306 คำพิพากษาฎีกาที่ 459/2522 ที่ดินราชพัสดุซึ่งเป็นที่สวนของจังหวัดเพื่อใช้เป็นสวนยางของโรงเรียนเกษตรกรรมประจำจังหวัด ซึ่งเป็นที่ดินซึ่งทางราชการสงวนหวงห้ามไว้เพื่อประโยชน์ของทางราชการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จำเลยครอบครองมาแล้ว 30 ปีเศษ ก็ไม่ได้สิทธิโดยอายุความ 3. ห้ามมิให้ยึดทรัพย์สินของแผ่นดิน ไม่ว่าทรัพย์สินนั้นจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1307 คำว่ายึดในที่นี้มีความหมายว่า ยึดเอามาเพื่อประโยชน์ในการบังคับคดีตามคำพิพากษา แม้ขณะยึดจะไม่ทราบว่าเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินก็ไม่ทำให้การยึดนั้นมีผลยันต่อแผ่นดินได้ การยึดทรัพย์เช่นว่านี้จึงไม่มีผลตามกฎหมายแต่ประการใด (คำพิพากษาฎีกาที่ 149/2485) 4. บุคคลผู้ซื้อทรัพย์สินมาโดยสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1330 จะได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติดังกล่าวก็ต่อเมื่อทรัพย์สินนั้นต้องมิใช่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน เพราะหากเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้วผู้ซื้อทรัพย์สินดังกล่าวก็ไม่อาจยกบทบัญญัติดังกล่าวขึ้นอ้างได้ คำพิพากษาฎีกาที่ 149/2485,2622/2522,112/2539สาธารณสมบัติของแผ่นดิน แม้ผู้ใดจะซื้อจากการขายทอดตลาดของศาลผู้ซื้อก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ ตามข้อเท็จจริงในฎีกาที่หมายเหตุนี้ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยให้เห็นว่า แม้โจทก์จะครอบครองที่ดินซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินมาเป็นเวลานานเท่าใดก็ตาม ก็ไม่อาจยกอายุความขึ้นต่อสู้กับสาธารณสมบัติของแผ่นดินได้รวมทั้งไม่อาจโอนที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินให้แก่กันได้ด้วยอันเป็นการวินิจฉัยตามหลักบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวข้างต้นมาโดยตลอด สมศักดิ์ ธรรมชัยเดชา
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
42096
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082057992"
    }
}
date
2545
deka_no
244/2545
deka_running_no
244
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "อัธยา ดิษยบุตร",
    "ปรีดี รุ่งวิสัย",
    "สมศักดิ์ เนตรมัย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1304",
            "ม. 1305",
            "ม. 1306"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย มั่น โคตะระ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ประพันธ์ ประวาฬ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินเนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ อยู่ที่ตำบลละเอาะ กิ่งอำเภอน้ำเกลี้ยง จังหวัดศรีสะเกษ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ตำบลละเอาะ กิ่งอำเภอน้ำเกลี้ยง จังหวัดศรีสะเกษ และเป็นสมาชิกสภาตำบลละเอาะ จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลมีหน้าที่จัดการปกครองดูแลที่ดินสาธารณประโยชน์ในเขตท้องที่ จำเลยที่ 3 เป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 11ตำบลละเอาะ กิ่งอำเภอน้ำเกลี้ยง จังหวัดศรีสะเกษ และเป็นสมาชิกสภาตำบลละเอาะ เมื่อปลายปี 2523 จำเลยที่ 1 จดแจ้งลงในทะเบียนที่ดินสาธารณประโยชน์ว่าที่ดินของโจทก์เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคู ซึ่งมีเนื้อที่ทั้งหมด 88 ไร่ ใช้เป็นที่เลี้ยงสัตว์และเพาะพันธุ์ปลา โจทก์กับพวกที่มีที่ดินอยู่บริเวณข้างเคียงได้คัดค้าน ต่อมาวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2535 จำเลยที่ 1 และที่ 3ยืนยันว่าที่ดินของโจทก์เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคู และนำรังวัดให้เจ้าพนักงานที่ดินปักหลักเสาปูนโจทก์กับพวกโต้แย้งคัดค้านและเกิดการวิวาททำร้ายร่างกายกัน จำเลยที่ 1ที่ 3 และเจ้าพนักงานที่ดินจึงกลับไป เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2535โจทก์ขอออกโฉนดที่ดินในที่ดินของโจทก์ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ สาขากันทรารมย์ กำหนดวันนัดให้โจทก์นำเจ้าหน้าที่ไปรังวัดที่ดินและแจ้งให้จำเลยที่ 2 ไประวังแนวเขต เมื่อถึงวันนัดรังวัดจำเลยที่ 2ไม่ไประวังแนวเขต เจ้าพนักงานที่ดินไม่สามารถดำเนินการออกโฉนดที่ดินแก่โจทก์ได้ โจทก์สอบถามจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ยืนยันว่าที่ดินของโจทก์เป็นที่หนองสาธารณประโยชน์ที่ขึ้นทะเบียนไว้แล้ว ซึ่งเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์และทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้พิพากษาว่า ที่ดินเนื้อที่ 15 ไร่ตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้องเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสามและบริวารเข้าเกี่ยวข้องและเพิกถอนเอกสารทะเบียนที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคูในส่วนที่ดินของโจทก์ที่จำเลยที่ 1 นำไปจดทะเบียนไว้

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะจำเลยทั้งสองไม่ได้เข้าไปครอบครองที่ดินพิพาทที่โจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นของตนจำเลยที่ 1 มีหน้าที่เพียงตรวจสอบที่ดินสาธารณประโยชน์ในเขตท้องที่และแจ้งให้นายอำเภอทราบตามแบบที่กำหนด โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท เนื่องจากที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคูที่ประชาชนใช้ร่วมกันมานานกว่า 100 ปี และได้ขึ้นทะเบียนเป็นที่ดินเพื่อดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นนิติบุคคล โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองและห้ามจำเลยที่ 2 เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคูที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันมากว่า 100 ปี และขึ้นทะเบียนเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์เพื่อดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง โจทก์จึงนำ ส.ค.1 ไปขอออกโฉนดที่ดินไม่ได้ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติว่าโจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทที่บิดาภริยาโจทก์ยกให้เนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ ตั้งอยู่ที่ตำบลละเอาะ กิ่งอำเภอน้ำเกลี้ยง (เดิมอำเภอกันทรารมย์) จังหวัดศรีสะเกษ ปี 2498 โจทก์แจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ตามเอกสารหมาย จ.1 ปี 2520 โจทก์ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) สำหรับที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 แจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคูที่ราษฎรใช้เป็นที่เลี้ยงสัตว์และเพาะพันธุ์ปลา เจ้าพนักงานที่ดินจึงไม่รังวัดออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) สำหรับที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ปี 2523 จำเลยที่ 1 ทำหลักฐานแจ้งต่อทางราชการว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคูตามเอกสารหมาย จ.2โจทก์กับพวกคัดค้าน นายอำเภอแห่งท้องที่จึงให้โจทก์กับพวกครอบครองที่ดินพิพาทต่อไป ปี 2535 โจทก์ขอรังวัดออกโฉนดในที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1และที่ 3 คัดค้านว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ตามหลักฐานที่จำเลยที่ 1 แจ้งต่อทางราชการในปี 2523 เจ้าพนักงานที่ดินจึงไม่ออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคูหรือไม่ในปัญหาดังกล่าวโจทก์เบิกความว่า ในปี 2520 ที่โจทก์ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ต่อทางราชการ จำเลยที่ 1 แจ้งต่อทางราชการว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคู โจทก์ได้ร้องเรียนต่อทางราชการว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์และทางราชการได้ดำเนินการสอบสวนบันทึกไว้ตามเอกสารหมาย ล.5 และ ล.6 เมื่อตรวจสอบบันทึกดังกล่าวแล้วปรากฏว่ามีนายชาลี นามวิชา กำนันตำบลละเอาะ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองส่วนท้องถิ่นที่ที่ดินพิพาทตั้งอยู่และมีอายุ 53 ปีในขณะนั้นให้ถ้อยคำว่าก่อนที่บิดาภริยาโจทก์จะเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและยกให้โจทก์เข้าทำประโยชน์ต่อ ที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นป่าละเมาะทางด้านทิศตะวันออกของที่ดินพิพาทมีหนองน้ำชื่อหนองคู สภาพของหนองมีคูคันดินล้อมรอบ น้ำไม่ขังตลอดปี ฤดูฝนน้ำท่วมพื้นที่ภายในบริเวณคันดินมีปลาและสัตว์น้ำชุกชุม ราษฎรบ้านขี้เหล็ก บ้านละเอาะ บ้านยางน้อยบ้านบอน และบ้านเชือกใช้เป็นที่จับสัตว์น้ำและได้ใช้น้ำจากหนองคูเป็นประจำ โดยมีนายสงบ สิทธิศักดิ์ นายแคล้ว ธงชัย นายลา จันมนตรีและจำเลยที่ 1 ราษฎรในท้องถิ่นให้ถ้อยคำบันทึกยืนยันสนับสนุนต่อมาทางราชการได้เรียกโจทก์ไปให้ถ้อยคำและบันทึกไว้ว่า โจทก์รับทราบถึงสาเหตุที่ทางราชการไม่ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส. 3 ก.) ให้โจทก์แล้วว่าเพราะที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์แต่โจทก์รับรองว่าที่ดินพิพาทไม่อยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์และโจทก์จะเข้าทำประโยชน์คือทำนาในที่ดินพิพาทอย่างเดิม โดยโจทก์มีหนังสือตามเอกสารหมาย ล.5 ถึงนายอำเภอกันทรารมย์ขอบคุณที่ได้อธิบาย แนะนำชี้แจงให้โจทก์กับพวกเข้าใจเหตุผล ดังนี้แสดงว่าโจทก์ทราบตั้งแต่ปี 2520 แล้วว่าที่ดินพิพาทถูกโต้แย้งว่าเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคู และทางราชการผ่อนผันให้โจทก์เข้าทำนาในที่ดินพิพาทได้เพราะเคยทำอยู่เดิมเท่านั้น ซึ่งโจทก์ก็ไม่ได้ดำเนินการอย่างใดเพื่อคัดค้านว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคู คงกล่าวอ้างเพียงลอย ๆ ว่าที่ดินพิพาทไม่อยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์เท่านั้นการที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านอันเป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองส่วนท้องถิ่น มีหน้าที่ปกครองดูแลและระวังรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวมและแผ่นดินได้แจ้งต่อทางราชการขึ้นทะเบียนที่ดินสำหรับสาธารณประโยชน์หนองคู โดยรวมที่ดินพิพาทเข้าไว้ด้วยในปี 2523ตามเอกสารหมาย จ.2 จึง เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบและสุจริตตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ มิได้มีเจตนากลั่นแกล้งให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย จำเลยทั้งสามนำสืบต่อไปว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่มีคันดินล้อมรอบและมีหนองน้ำชื่อหนองคูอยู่ทางด้านทิศตะวันออกติดแนวเขตด้านทิศใต้ เนื้อที่ประมาณ 88 ไร่ เป็นที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคูที่ดินดังกล่าวราษฎรหลายหมู่บ้านใช้เป็นที่เลี้ยงสัตว์และในฤดูฝนใช้เป็นที่จับปลามานานก่อนที่บิดาภริยาโจทก์โจทก์และราษฎรอีกหลายคนเข้าทำนา ทำให้สภาพของหนองน้ำตื้นเขินขึ้นนายทิวา ศุภจรรยา อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญของศาลด้านโบราณคดีและเป็นคนกลางเบิกความยืนยันว่า จากการตรวจสอบแผนที่ระวางภาพถ่ายทางอากาศพบว่าที่ดินพิพาทเป็นพื้นที่แหล่งน้ำมีคันดินล้อมรอบเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าอันมีลักษณะเป็นแหล่งน้ำโบราณตามแผนที่ระวางภาพถ่ายทางอากาศเอกสารหมาย ล.8 และ ป.จ. 2 ถึง ป.จ.5 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ทำโครงการวิจัยชุมชนโบราณจากภาพถ่ายทางอากาศในเขตจังหวัดศรีสะเกษและจัดพิมพ์เอกสารการวิจัยในปี 2525 ตามเอกสารหมาย ป.จ.6ระบุว่าบริเวณพื้นที่ในแนวเขตสี่เหลี่ยมผืนผ้าตามภาพถ่ายทางอากาศบ้านขี้เหล็กตำบลละเอาะ กิ่งอำเภอน้ำเกลี้ยง จังหวัดศรีสะเกษ ในเอกสารการวิจัยดังกล่าวเป็นแหล่งชุมชนโบราณ และตามแผนที่พิพาทเอกสารหมายจ.3 และ ล.3 ก็ปรากฏว่าที่ดินพิพาทตั้งอยู่ภายในบริเวณแนวเขตที่ดินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าตรงตามเอกสารหมาย ป.จ.6 และมีหนองน้ำชื่อหนองคูอยู่ทางด้านทิศตะวันออกติดแนวเขตทิศใต้ของรูปที่ดินสี่เหลี่ยมผืนผ้าตรงกัน และได้ความจากทางนำสืบของจำเลยต่อไปว่า เคยมีการพบหลักฐานเป็นเครื่องถ้วยชามโบราณแตกหักบริเวณใกล้เคียงกับหนองคู ซึ่งโจทก์และพยานโจทก์เบิกความยอมรับว่า มีหนองน้ำตั้งอยู่บริเวณดังกล่าวจริงแต่สภาพของหนองน้ำปัจจุบันเปลี่ยนไปเพราะมีการขุดคลองอีสานเขียวผ่านบริเวณหนองน้ำ คงเหลือบริเวณที่เป็นหนองน้ำเป็นเนื้อที่ประมาณ 1 งาน หนองน้ำอยู่ห่างจากที่ดินพิพาทไปทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 5 เส้น บริเวณที่ดินพิพาทและหนองน้ำมีคันดินล้อมรอบน่าเชื่อว่าที่ดินพิพาทอยู่ในแนวเขตบริเวณที่มีคันดินล้อมรอบอันมีลักษณะเป็นแหล่งน้ำโบราณจริง ดังนั้น ที่จำเลยนำสืบว่าที่ดินบริเวณหนองน้ำภายในแนวเขตคันดินซึ่งรวมถึงที่ดินพิพาทเป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์ที่มีมาแต่เดิมเรียกว่าหนองคู และมีน้ำท่วมในฤดูฝน ราษฎรใช้เป็นที่จับปลาและน้ำแห้งในฤดูแล้งราษฎรใช้เป็นที่เลี้ยงสัตว์และใช้น้ำก่อนที่บิดาภริยาโจทก์จะเข้าทำประโยชน์ จึงมีเหตุผลและมีน้ำหนักที่จะรับฟังมากกว่าคำเบิกความของพยานโจทก์ที่เบิกความขัดแย้งกันเองในเรื่องคันดินที่ล้อมรอบบริเวณที่ดินสาธารณประโยชน์และที่ตั้งหนองคู โดยพยานโจทก์บางปากเบิกความว่าไม่เคยเห็นมีคันดินดังที่จำเลยเบิกความมาก่อน และไม่เคยรู้ว่ามีหนองคูอยู่ในบริเวณดังกล่าวด้วย คำเบิกความของพยานโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักพอที่จะรับฟัง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคูที่โจทก์ฎีกาว่าทางราชการไม่เคยมีหลักฐานแสดงว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ แต่โจทก์มีหนังสือแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ตั้งแต่ปี 2498 ราษฎรที่มีที่ดินอยู่ใกล้เคียงกับที่ดินพิพาททางราชการออกโฉนดที่ดินให้แล้ว จำเลยที่ 1 แจ้งขอขึ้นทะเบียนที่ดินสาธารณประโยชน์ตามเอกสารหมาย จ.2 โดยไม่มีเจ้าพนักงานที่ดินร่วมด้วย ที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคูมีเนื้อที่ไม่ถึง 88 ไร่ ดังที่จำเลยที่ 1อ้าง นายทิวาไม่ได้ออกไปตรวจสอบที่ดินพิพาทด้วยตนเอง คำเบิกความของนายทิวาจึงไม่น่าเชื่อถือนั้น เห็นว่า ทรัพย์สินของแผ่นดินจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ขึ้นอยู่กับสภาพของตัวทรัพย์นั้นว่าราษฎรได้ใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันหรือไม่ ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคูที่ราษฎรใช้ประโยชน์ร่วมกัน ที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน แม้ทางราชการจะไม่ได้ทำหลักฐานหรือขึ้นทะเบียนไว้ ที่ดินพิพาทก็ยังคงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามกฎหมายที่ไม่อาจโอนให้แก่กันได้ เว้นแต่อาศัยอำนาจแห่งบทกฎหมายเฉพาะหรือพระราชกฤษฎีกาและไม่อาจยกอายุความขึ้นต่อสู้กับแผ่นดินแม้โจทก์จะแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) ไว้ก็ไม่ทำให้โจทก์มีสิทธิในที่ดินพิพาท ส่วนที่โจทก์อ้างว่าที่ดินใกล้เคียงกับที่ดินพิพาททางราชการออกโฉนดที่ดินให้แล้ว ก็ได้ความจากทางนำสืบของจำเลยที่โจทก์มิได้โต้แย้งว่า ที่ดินดังกล่าวอยู่นอกแนวเขตคันดินที่เป็นแนวเขตที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคู ทางราชการจึงสามารถออกโฉนดที่ดินให้ได้ต่างกับที่ดินพิพาทที่ตั้งอยู่ภายในแนวเขตคันดินที่ล้อมรอบอยู่ แนวเขตคันดินดังกล่าวปรากฏเห็นชัดเจนสามารถคำนวณพื้นที่ดินที่อยู่ภายในได้ ดังนั้น ที่จำเลยที่ 1 แจ้งขอขึ้นทะเบียนที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคูโดยระบุว่ามีเนื้อที่ 88 ไร่ โดยไม่ได้มีเจ้าพนักงานที่ดินร่วมดำเนินการด้วยจึงไม่เป็นข้อพิรุธดังที่โจทก์อ้าง และที่โจทก์อ้างว่านายทิวาไม่ได้ออกไปตรวจสอบพื้นที่จริง คำเบิกความของนายทิวาจึงไม่น่าเชื่อถือนั้น เห็นว่านายทิวาเป็นผู้เชี่ยวชาญของศาลด้านโบราณคดีถือว่าเป็นนักวิชาการที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขาเฉพาะ เบิกความประกอบรายงานการวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่จัดทำขึ้นในทางการศึกษาวิจัยลักษณะของชุมชนโบราณที่มีอยู่ตามแหล่งต่าง ๆ ในประเทศไทยโดยดูจากภาพถ่ายทางอากาศซึ่งจากเอกสารการวิจัยที่จำเลยอ้างส่งเป็นพยานดังกล่าวได้ระบุแหล่งชุมชนโบราณในเขตจังหวัดศรีสะเกษไว้หลายแห่งรวมทั้งบริเวณที่ดินสาธารณประโยชน์หนองคูด้วย และเมื่อพิจารณาภาพถ่ายบริเวณสถานที่ที่ระบุว่าเป็นแหล่งชุมชนโบราณในเอกสารการวิจัยดังกล่าวเปรียบเทียบกันจะเห็นว่ามีลักษณะคล้ายคลึงเป็นอย่างเดียวกัน ในฐานะผู้เชี่ยวชาญแม้นายทิวาจะไม่ได้ออกไปตรวจดูสถานที่พิพาทโดยดูจากภาพถ่ายเพียงอย่างเดียวก็สามารถที่จะชี้ยืนยันตามหลักวิชาการได้ ซึ่งสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงที่ปรากฏคำเบิกความของนายทิวาจึงมีน้ำหนักที่จะรับฟัง พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสามจึงมีน้ำหนักรับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยวางหลักเกี่ยวกับทรัพย์สินของแผ่นดินที่จะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้นจะต้องมีหลักเกณฑ์อย่างไรบ้าง ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยโดยให้ความสำคัญของสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ว่าทรัพย์สินของแผ่นดินดังกล่าวราษฎรได้ใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันหรือไม่ หากปรากฏหลักเกณฑ์ดังกล่าวก็ย่อมเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ทั้งนี้ศาลฎีกาได้วินิจฉัยโดยอาศัยมาตรา 1304 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นหลักตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ยกตัวอย่างของทรัพย์สินของแผ่นดินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินไว้หลายประเภทด้วยกัน และทรัพย์สินของแผ่นดินที่จะเป็นสาธารณสมบัติแผ่นดินนั้น ก็ไม่จำเป็นต้องทำหลักฐานหรือขึ้นทะเบียนเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแต่อย่างใด หากแต่ให้พิจารณาถึงสภาพของทรัพย์สินของแผ่นดินนั้น ๆ ได้ใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันหรือไม่เป็นสำคัญ นอกจากนี้เมื่อบุคคลใดยกทรัพย์สินให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินก็ย่อมกลายสภาพเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินโดยไม่จำต้องจดทะเบียนแต่อย่างใด คำพิพากษาฎีกาที่ 492/2502 การที่จะเป็นหนองสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่นั้น กฎหมายไม่ได้บังคับว่าจะต้องขึ้นทะเบียนไว้ เพราะการจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ เป็นไปตามสภาพของที่นั้นเองว่าเป็นทรัพย์สินใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันหรือไม่ คำพิพากษาฎีกาที่ 952/2508 หนองสาธารณะจะเป็นสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ กฎหมายมิได้บังคับว่าจะต้องขึ้นทะเบียนได้ การที่จะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ ย่อมเป็นไปตามสภาพของที่ดินนั้นเองว่าเป็นทรัพย์สินใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันหรือไม่ คำพิพากษาฎีกาที่ 782/2523 การยกที่ดินให้เป็นทางสาธารณะไม่จำต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ คำพิพากษาฎีกาที่ 843/2523 การอุทิศที่ดินให้ใช้เป็นทางสาธารณะเป็นการสละที่ดินให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามมาตรา 1304 ไม่จำเป็นต้องทำพิธีจดทะเบียนอย่างโอนให้แก่เอกชนแม้เป็นที่ดินในเขตโฉนดผู้ซื้อที่ดินก็ไม่มีสิทธิในที่ดินส่วนที่ได้อุทิศเป็นทางสาธารณะไปแล้ว คำพิพากษาฎีกาที่ 2128 ถึง 2172/2523 ที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้นย่อมเป็นไปตามสภาพของที่ดินนั้นเองว่าเป็นทรัพย์สินเพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องขึ้นทะเบียนไว้ที่พิพาทเป็นที่ทำเลเลี้ยงสัตว์ที่ราษฎรในหมู่บ้านใช้ประโยชน์ร่วมกันมาเป็นเวลานานหลายสิบปีแล้วจึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1304(2) ทรัพย์สินของแผ่นดินนั้นสามารถแยกออกเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินธรรมดาคือทรัพย์สินที่เป็นทั้งสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นของรัฐกับทรัพย์สินของแผ่นดินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน คือ ทรัพย์สินของแผ่นดินที่เป็นทั้งสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน ทรัพย์สินของแผ่นดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินย่อมสิ้นสภาพการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ดังนี้ 1. ทรัพย์สินของแผ่นดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินได้เลิกใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันโดยเด็ดขาดจึงทำให้กลายเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินธรรมดาเท่านั้น คำพิพากษาฎีกาที่ 150/2479 ทางสาธารณะซึ่งในฤดูน้ำ น้ำท่วมใช้ไม่ได้ชั่วคราวหาทำให้สิ้นสภาพเป็นอย่างอื่นไม่ คำพิพากษาฎีกาที่ 1118/2508 กำแพงเมืองและคูเมืองซึ่งทางราชการทำขึ้นเพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองและแสดงการหวงห้ามเป็นที่หลวงตลอดมา มิได้ปล่อยให้กลายสภาพเป็นที่รกร้างว่างเปล่า แม้ต่อมาที่นั้นจะกลายสภาพไม่เป็นกำแพงเมืองหรือคูเมือง แต่เมื่อทางราชการยังถือว่าเป็นที่หลวงหวงห้ามอยู่ ที่ดินนั้นก็ยังเป็นที่หลวงหวงห้ามเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน คำพิพากษาฎีกาที่ 1189/2535 ลำรางระบายน้ำสาธารณประโยชน์แม้จะตื้นเขินตามธรรมชาติหรือมีผู้ถมดินรุกล้ำเข้ามาไม่มีสภาพเป็นทางระบายน้ำต่อไปและไม่มีราษฎรใช้ประโยชน์ เมื่อทางราชการยังมิได้ตราพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนสภาพการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามมาตรา 8 ประมวลกฎหมายที่ดิน ที่ดินนั้นก็ยังคงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอยู่เช่นเดิม 2. สาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้นสูญสลายไปทั้งหมด เช่น สถานที่ราชการถูกไฟไหม้ไปหมด หรือป้อมโรงทหารซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินถูกข้าศึกทำลายพังหมด เป็นต้น 3. สาธารณสมบัติของแผ่นดินได้ถูกโอนหรือเวนคืนเป็นของเอกชนโดยชอบด้วยกฎหมาย อาจจะโดยพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรืออาจออกเป็นพระราชบัญญัติโอนที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินให้เอกชนเมื่อโอนกรรมสิทธิ์ให้เป็นของเอกชนแล้ว ก็พ้นสภาพจากการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินกลายเป็นทรัพย์สินของเอกชนธรรมดา ทรัพย์สินของแผ่นดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินมีลักษณะแตกต่างจากทรัพย์สินของแผ่นดินธรรมดา ดังนี้ 1. ทรัพย์สินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินจะโอนแก่กันมิได้ เว้นแต่อาศัยอำนาจแห่งบทกฎหมายเฉพาะหรือพระราชกฤษฎีกาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1305 คำพิพากษาฎีกาที่ 665/2482 เมื่อมีผู้อุทิศที่ดินให้เป็นทางสาธารณแล้วแม้เจ้าของที่ดินจะได้โฉนดที่ดินมาในนามของตนเองในภายหลังก็ไม่ทำให้ได้กรรมสิทธิ์กลับคืนมา เพราะเมื่อเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้วจะเป็นของเอกชนได้ก็แต่โดยอาศัยอำนาจของกฎหมายเฉพาะเท่านั้น คำพิพากษาฎีกาที่ 948/2510,622/2510 และ 1608/2513ทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกันนั้นนอกจากจะโอนให้แก่กันธรรมดาไม่ได้แล้ว ผู้ใดยังหามีสิทธิเอาไปให้เช่าได้ไม่ถ้าเอาไปให้เช่าการเช่านั้นก็จะไม่มีผล 2. ห้ามมิให้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับทรัพย์สินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1306 คำพิพากษาฎีกาที่ 459/2522 ที่ดินราชพัสดุซึ่งเป็นที่สวนของจังหวัดเพื่อใช้เป็นสวนยางของโรงเรียนเกษตรกรรมประจำจังหวัด ซึ่งเป็นที่ดินซึ่งทางราชการสงวนหวงห้ามไว้เพื่อประโยชน์ของทางราชการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จำเลยครอบครองมาแล้ว 30 ปีเศษ ก็ไม่ได้สิทธิโดยอายุความ 3. ห้ามมิให้ยึดทรัพย์สินของแผ่นดิน ไม่ว่าทรัพย์สินนั้นจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1307 คำว่ายึดในที่นี้มีความหมายว่า ยึดเอามาเพื่อประโยชน์ในการบังคับคดีตามคำพิพากษา แม้ขณะยึดจะไม่ทราบว่าเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินก็ไม่ทำให้การยึดนั้นมีผลยันต่อแผ่นดินได้ การยึดทรัพย์เช่นว่านี้จึงไม่มีผลตามกฎหมายแต่ประการใด (คำพิพากษาฎีกาที่ 149/2485) 4. บุคคลผู้ซื้อทรัพย์สินมาโดยสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1330 จะได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติดังกล่าวก็ต่อเมื่อทรัพย์สินนั้นต้องมิใช่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน เพราะหากเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้วผู้ซื้อทรัพย์สินดังกล่าวก็ไม่อาจยกบทบัญญัติดังกล่าวขึ้นอ้างได้ คำพิพากษาฎีกาที่ 149/2485,2622/2522,112/2539สาธารณสมบัติของแผ่นดิน แม้ผู้ใดจะซื้อจากการขายทอดตลาดของศาลผู้ซื้อก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ ตามข้อเท็จจริงในฎีกาที่หมายเหตุนี้ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยให้เห็นว่า แม้โจทก์จะครอบครองที่ดินซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินมาเป็นเวลานานเท่าใดก็ตาม ก็ไม่อาจยกอายุความขึ้นต่อสู้กับสาธารณสมบัติของแผ่นดินได้รวมทั้งไม่อาจโอนที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินให้แก่กันได้ด้วยอันเป็นการวินิจฉัยตามหลักบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวข้างต้นมาโดยตลอด สมศักดิ์ ธรรมชัยเดชา
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001054.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545