คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 355/2545 ฉบับเต็ม

#42106
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 355/2545 พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง โจทก์ นาย แสงพร้าว สมาพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 32, มาตรา 33 ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 225 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 มาตรา 102 เมื่อทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้นำโทรศัพท์มือถือของกลางมาใช้สำหรับติดต่อซื้อขายยาเสพติดให้โทษอย่างไร โทรศัพท์มือถือจึงไม่ใช่เครื่องมือเครื่องใช้ หรือวัตถุอื่นซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 102 และไม่ใช่ทรัพย์สินที่ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยกระทำความผิด ซึ่งหมายถึงเฉพาะความผิดที่กระทำในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 และ 33(2) จึงไม่อาจริบได้ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาขึ้นมาศาลฎีกาเห็นควรหยิบยกว่ากล่าวและสั่งคืนแก่เจ้าของได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 399 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หนัก 9.235 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต เหตุเกิดที่ตำบลดอนประดู่ อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยและยึดเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวพร้อมธนบัตร 3,000 บาทที่จำเลยได้มาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและโทรศัพท์มือถือยี่ห้อฟิลิปส์และยี่ห้อโนเกียรวม 2 เครื่อง ซึ่งเป็นเครื่องมือและเครื่องใช้ที่จำเลยใช้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นของกลางขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33ริบของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่งจำคุก 20 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี ริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 14 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลย7 ปี ให้คืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนจำนวน 399 เม็ด เงินสดจำนวน 3,000 บาท โทรศัพท์มือถือจำนวน 2 เครื่อง คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาพอที่จะรับฟังว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจตรีสมชายอนันต์ศุภมงคล ผู้ร่วมจับกุมจำเลยเป็นพยานเบิกความว่าวันเกิดเหตุสายลับโทรศัพท์แจ้งต่อพยานว่า มีชายไทยไม่ระบุชื่อจะนำเมทแอมเฟตามีนจากอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ไปส่งให้คนในพื้นที่อำเภอปากพะยูนจังหวัดพัทลุง โดยใช้รถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า สีแดง หมายเลขทะเบียนบพ 3030 สงขลา เป็นยานพาหนะ พยานกับพวกจึงวางแผนจับกุมโดยให้สิบตำรวจเอกวิรัช ฤทธิเดช ไปแอบซุ่มดูอยู่ที่บริเวณสี่แยกห้วยลึกปากทางเข้าอำเภอปากพะยูน ส่วนพยานกับพวกแอบซุ่มดูอยู่บริเวณหน้าวัดดอนประดู่ต่อมาเวลา 15.30 นาฬิกา พยานได้รับแจ้งทางวิทยุจากสิบตำรวจเอกวิรัชว่า รถยนต์กระบะตามที่ได้รับแจ้งจากสายลับแล่นผ่านสี่แยกห้วยลึกมาแล้วมุ่งหน้าไปอำเภอปากพะยูน เมื่อรถยนต์กระบะดังกล่าวมาถึงจุดที่พยานกับพวกอยู่จึงเรียกให้หยุด ปรากฏว่ารถยนต์กระบะดังกล่าวมีจำเลยเป็นคนขับ และมีการตรวจค้นอย่างไม่ละเอียด เพื่อหาอาวุธปืนเป็นการป้องกันอันตรายเบื้องต้น จากนั้นให้สิบตำรวจเอกวิจิตร เกื้อรุ่ง ขับรถของจำเลยแทนและให้จำเลยนั่งคู่ทางด้านหน้าโดยมีเจ้าพนักงานตำรวจนั่งประกบจำเลยด้วยและพาไปที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอปากพะยูน เมื่อไปถึงสถานีตำรวจสิบตำรวจเอกวิจิตรจะตรวจค้นจำเลย จำเลยหยิบธนบัตรจำนวน 3,000 บาท และเมทแอมเฟตามีน 2 ห่อ มอบให้เจ้าพนักงานตำรวจ นอกจากนี้เจ้าพนักงานตำรวจยังยึดโทรศัพท์มือถือได้ 2 เครื่องตรวจนับเมทแอมเฟตามีนแล้วมีจำนวนทั้งสิ้น 399 เม็ด ชั้นจับกุมแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำเลยให้การรับสารภาพ ตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.1 และโจทก์มีร้อยตำรวจเอกชำนาญ คงชู พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความว่าชั้นสอบสวนพยานแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยให้การรับสารภาพตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนเอกสารหมาย จ.7 เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองต่างเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน เหตุที่จะระแวงสงสัยว่าพยานโจทก์ทั้งสองจะเบิกความปรักปรำจำเลยจึงไม่มีในชั้นจับกุม เมื่อถูกแจ้งข้อหาว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยให้การรับสารภาพทันที ในชั้นสอบสวนจำเลยก็ให้การรับสารภาพ ตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนเอกสารหมายจ.7 มีรายละเอียดตรงกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำแถลงการณ์ปิดคดีของจำเลยฉบับลงวันที่ 13 ตุลาคม 2543 เชื่อได้ว่าจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจมิได้ถูกกดดันตามที่จำเลยฎีกา และในชั้นพิจารณาจำเลยก็ยังคงยืนยันให้การรับสารภาพอีก พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาจึงรับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง สำหรับเรื่องระยะเวลาและระยะทางที่จำเลยใช้ในการขับรถตามที่ปรากฏจากคำเบิกความของพยานโจทก์นั้นเป็นเพียงระยะเวลาและระยะทางโดยประมาณเท่านั้น ไม่ถึงกับเป็นข้อพิรุธตามที่จำเลยฎีกาแต่ประการใด และแม้จะได้ความว่าก่อนเกิดเหตุได้มีการวางแผนล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย แต่จำเลยไม่มาตามนัดและจำเลยไม่โยนเมทแอมเฟตามีนทิ้งเมื่อเห็นเจ้าพนักงานตำรวจนั้นล้วนแต่เป็นเรื่องอยู่ในความรู้เห็นของจำเลย คำเบิกความของพยานโจทก์จึงหาเป็นพิรุธตามที่จำเลยฎีกาไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำเลยชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ทางนำสืบของโจทก์ ไม่ปรากฏว่าโทรศัพท์มือถือของกลาง2 เครื่อง จำเลยได้นำมาใช้สำหรับติดต่อซื้อขายยาเสพติดให้โทษในคดีนี้อย่างไร โทรศัพท์มือถือของกลางจึงไม่ใช่เครื่องมือเครื่องใช้ หรือวัตถุอื่นซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 102 และไม่ใช่ทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติว่า ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยกระทำความผิดซึ่งหมายถึงเฉพาะความผิดที่กระทำในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32 และ 33(2) จึงยังไม่อาจริบได้ตามขอ ปัญหาดังกล่าว เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาเห็นควรหยิบยกว่ากล่าวและสั่งคืนแก่เจ้าของ" พิพากษายืน ให้คืนโทรศัพท์มือถือของกลางแก่เจ้าของ (ชวลิต ตุลยสิงห์-ดวงมาลย์ ศิลปอาชา-สมชาย จุลนิติ์) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
42106
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082057871"
    }
}
date
2545
deka_no
355/2545
deka_running_no
355
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "ชวลิต ตุลยสิงห์",
    "ดวงมาลย์ ศิลปอาชา",
    "สมชาย จุลนิติ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 32",
            "ม. 33"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 195 วรรคสอง",
            "ม. 225"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465",
        "sections": [
            "ม. 102"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย แสงพร้าว สมาพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 399 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หนัก 9.235 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต เหตุเกิดที่ตำบลดอนประดู่ อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยและยึดเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวพร้อมธนบัตร 3,000 บาทที่จำเลยได้มาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและโทรศัพท์มือถือยี่ห้อฟิลิปส์และยี่ห้อโนเกียรวม 2 เครื่อง ซึ่งเป็นเครื่องมือและเครื่องใช้ที่จำเลยใช้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นของกลางขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่งจำคุก 20 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 14 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลย7 ปี ให้คืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนจำนวน 399 เม็ด เงินสดจำนวน 3,000 บาท โทรศัพท์มือถือจำนวน 2 เครื่อง คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาพอที่จะรับฟังว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจตรีสมชายอนันต์ศุภมงคล ผู้ร่วมจับกุมจำเลยเป็นพยานเบิกความว่าวันเกิดเหตุสายลับโทรศัพท์แจ้งต่อพยานว่า มีชายไทยไม่ระบุชื่อจะนำเมทแอมเฟตามีนจากอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ไปส่งให้คนในพื้นที่อำเภอปากพะยูนจังหวัดพัทลุง โดยใช้รถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า สีแดง หมายเลขทะเบียนบพ 3030 สงขลา เป็นยานพาหนะ พยานกับพวกจึงวางแผนจับกุมโดยให้สิบตำรวจเอกวิรัช ฤทธิเดช ไปแอบซุ่มดูอยู่ที่บริเวณสี่แยกห้วยลึกปากทางเข้าอำเภอปากพะยูน ส่วนพยานกับพวกแอบซุ่มดูอยู่บริเวณหน้าวัดดอนประดู่ต่อมาเวลา 15.30 นาฬิกา พยานได้รับแจ้งทางวิทยุจากสิบตำรวจเอกวิรัชว่า รถยนต์กระบะตามที่ได้รับแจ้งจากสายลับแล่นผ่านสี่แยกห้วยลึกมาแล้วมุ่งหน้าไปอำเภอปากพะยูน เมื่อรถยนต์กระบะดังกล่าวมาถึงจุดที่พยานกับพวกอยู่จึงเรียกให้หยุด ปรากฏว่ารถยนต์กระบะดังกล่าวมีจำเลยเป็นคนขับ และมีการตรวจค้นอย่างไม่ละเอียด เพื่อหาอาวุธปืนเป็นการป้องกันอันตรายเบื้องต้น จากนั้นให้สิบตำรวจเอกวิจิตร เกื้อรุ่ง ขับรถของจำเลยแทนและให้จำเลยนั่งคู่ทางด้านหน้าโดยมีเจ้าพนักงานตำรวจนั่งประกบจำเลยด้วยและพาไปที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอปากพะยูน เมื่อไปถึงสถานีตำรวจสิบตำรวจเอกวิจิตรจะตรวจค้นจำเลย จำเลยหยิบธนบัตรจำนวน 3,000 บาท และเมทแอมเฟตามีน 2 ห่อ มอบให้เจ้าพนักงานตำรวจ นอกจากนี้เจ้าพนักงานตำรวจยังยึดโทรศัพท์มือถือได้ 2 เครื่องตรวจนับเมทแอมเฟตามีนแล้วมีจำนวนทั้งสิ้น 399 เม็ด ชั้นจับกุมแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำเลยให้การรับสารภาพ ตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.1 และโจทก์มีร้อยตำรวจเอกชำนาญ คงชู พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความว่าชั้นสอบสวนพยานแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยให้การรับสารภาพตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนเอกสารหมาย จ.7 เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองต่างเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน เหตุที่จะระแวงสงสัยว่าพยานโจทก์ทั้งสองจะเบิกความปรักปรำจำเลยจึงไม่มีในชั้นจับกุม เมื่อถูกแจ้งข้อหาว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยให้การรับสารภาพทันที ในชั้นสอบสวนจำเลยก็ให้การรับสารภาพ ตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนเอกสารหมายจ.7 มีรายละเอียดตรงกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำแถลงการณ์ปิดคดีของจำเลยฉบับลงวันที่ 13 ตุลาคม 2543 เชื่อได้ว่าจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจมิได้ถูกกดดันตามที่จำเลยฎีกา และในชั้นพิจารณาจำเลยก็ยังคงยืนยันให้การรับสารภาพอีก พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาจึงรับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง สำหรับเรื่องระยะเวลาและระยะทางที่จำเลยใช้ในการขับรถตามที่ปรากฏจากคำเบิกความของพยานโจทก์นั้นเป็นเพียงระยะเวลาและระยะทางโดยประมาณเท่านั้น ไม่ถึงกับเป็นข้อพิรุธตามที่จำเลยฎีกาแต่ประการใด และแม้จะได้ความว่าก่อนเกิดเหตุได้มีการวางแผนล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย แต่จำเลยไม่มาตามนัดและจำเลยไม่โยนเมทแอมเฟตามีนทิ้งเมื่อเห็นเจ้าพนักงานตำรวจนั้นล้วนแต่เป็นเรื่องอยู่ในความรู้เห็นของจำเลย คำเบิกความของพยานโจทก์จึงหาเป็นพิรุธตามที่จำเลยฎีกาไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำเลยชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ทางนำสืบของโจทก์ ไม่ปรากฏว่าโทรศัพท์มือถือของกลาง2 เครื่อง จำเลยได้นำมาใช้สำหรับติดต่อซื้อขายยาเสพติดให้โทษในคดีนี้อย่างไร โทรศัพท์มือถือของกลางจึงไม่ใช่เครื่องมือเครื่องใช้ หรือวัตถุอื่นซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 102 และไม่ใช่ทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติว่า ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยกระทำความผิดซึ่งหมายถึงเฉพาะความผิดที่กระทำในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32 และ 33(2) จึงยังไม่อาจริบได้ตามขอ ปัญหาดังกล่าว เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาเห็นควรหยิบยกว่ากล่าวและสั่งคืนแก่เจ้าของ"

พิพากษายืน ให้คืนโทรศัพท์มือถือของกลางแก่เจ้าของ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001053.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545