คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 611/2545 ฉบับเต็ม

#42115
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 611/2545 พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา โจทก์ นาง หนูสีหรือหนูศรี คำปลิวหรือทิพเนตร จำเลย ป.อ. มาตรา 64 ป.วิ.พ. มาตรา 249 ป.วิ.อ. มาตรา 15, มาตรา 158, มาตรา 221 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 มาตรา 15, มาตรา 66 ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 (พ.ศ.2539) เรื่อง ระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษ มาตรา การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯและตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135(พ.ศ. 2539)ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายนั้น โจทก์ไม่จำต้องแนบประกาศกระทรวงสาธารณสุขดังกล่าวมาพร้อมกับคำฟ้อง เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์สามารถนำสืบรายละเอียดในชั้นพิจารณาได้ คำฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135(พ.ศ. 2539)ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2539และมีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ประกาศกระทรวงดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคับเช่นกฎหมาย และเมื่อศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง จำเลยให้การว่าทราบคำฟ้องของโจทก์โดยตลอดแล้วขอให้การรับสารภาพ จึงถือว่าจำเลยได้ทราบประกาศดังกล่าวแล้วจำเลยไม่อาจแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมายเพื่อให้พ้นจากความรับผิดทางอาญาได้ จำเลยให้การรับสารภาพว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายตามฟ้อง ทั้งยังแถลงรับว่าร้อยตำรวจโท ว. เป็นผู้ตรวจพิสูจน์เมทแอมเฟตามีนของกลางและของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯจริง ดังนั้น ข้ออ้างที่จำเลยฎีกาว่าของกลางมิใช่เมทแอมเฟตามีนจึงขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การรับสารภาพโดยมิได้โต้แย้งมาก่อน จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามคำฟ้องโจทก์ จำเลยจะโต้เถียงเกี่ยวกับการตรวจพิสูจน์ของกลางหรือโต้แย้งว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องอีกหาได้ไม่ เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การรับสารภาพแล้ว แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะรับวินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวให้ก็เป็นการไม่ชอบ และถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15และแม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 5 เม็ด น้ำหนัก0.45 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1 เม็ด ไม่ปรากฏน้ำหนัก อันเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนที่มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 500 บาทอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลหลุ่งตะเคียน อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา เจ้าพนักงานจับจำเลยพร้อมยึดได้เมทแอมเฟตามีนจำนวน 5 เม็ด และธนบัตรรวมเป็นเงิน 500 บาทเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางและคืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่งให้เรียงกระทงลงโทษฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี ริบของกลางคืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยและยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวน 5 เม็ด พร้อมธนบัตรของกลางจำนวน500 บาท ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกมีว่าคำฟ้องของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยอ้างว่าโจทก์ไม่แนบประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 (พ.ศ. 2539) มาพร้อมคำฟ้องจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158(5) เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายระบุไว้ชัดแจ้งแล้วว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 (พ.ศ. 2539) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย โจทก์ไม่จำต้องแนบประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับดังกล่าวมาพร้อมกับคำฟ้องเพราะเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์สามารถนำสืบรายละเอียดในชั้นพิจารณาได้ คำฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อที่สองมีว่า โจทก์ไม่ได้นำสืบว่าจำเลยได้ทราบประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 (พ.ศ. 2539)แล้ว จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยได้ทราบถึงข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด จึงลงโทษจำเลยตามฟ้องไม่ได้นั้น เห็นว่า ประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับดังกล่าวได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2539 และให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด90 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ประกาศกระทรวงสาธารณสุขดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคับเช่นกฎหมายเมื่อศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง จำเลยให้การว่าได้ทราบคำฟ้องของโจทก์โดยตลอดแล้วขอให้การรับสารภาพ ดังปรากฏตามบันทึกคำให้การของจำเลยและรายงานกระบวนพิจารณาของศาลลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2543 ถือได้ว่าจำเลยได้ทราบประกาศดังกล่าวแล้ว จำเลยจึงไม่อาจแก้ตัวได้ว่า ไม่รู้กฎหมายเพื่อให้พ้นจากความรับผิดทางอาญาได้ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้นที่จำเลยฎีกาในประการต่อมาว่า การตรวจพิสูจน์เมทแอมเฟตามีนของกลางในคดีนี้ยังรับฟังไม่ได้ว่ามีการตรวจพิสูจน์โดยชอบ ผลการตรวจพิสูจน์จึงยังไม่อาจรับฟังว่าของกลางเป็นเมทแอมเฟตามีนและจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องโดยฎีกาอ้างว่าจำเลยนำเสื้อผ้าของบุตรชายมาสวมใส่ ไม่ทราบว่ามีเมทแอมเฟตามีนอยู่ในกระเป๋าเสื้อ จำเลยไม่รู้จักเมทแอมเฟตามีนมาก่อน จำเลยพักอาศัยอยู่กลางทุ่งห่างไกลความเจริญไม่สามารถจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนได้ เจ้าพนักงานตำรวจสร้างหลักฐานเท็จนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องและไม่เคยโต้แย้งมาก่อนว่าของกลางตามฟ้องมิใช่เมทแอมเฟตามีน ทั้งยังแถลงตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 12กันยายน 2543 ยอมรับว่าร้อยตำรวจโทวชิระ ละเอียดศิลป์เป็นผู้ตรวจพิสูจน์เมทแอมเฟตามีนของกลางจริง และของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 จริง ข้ออ้างของจำเลยจึงขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การรับสารภาพโดยมิได้โต้แย้งมาก่อนข้อเท็จจริงจึงต้องฟังตามคำฟ้องของโจทก์ จำเลยจะโต้เถียงในชั้นฎีกาเกี่ยวกับการตรวจพิสูจน์เมทแอมเฟตามีนของกลางหรือโต้แย้งว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องอีกหาได้ไม่เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การรับสารภาพไปแล้วแม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะรับวินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวให้ก็ตามก็เป็นการไม่ชอบและถือได้ว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และแม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (อัธยา ดิษยบุตร-ปรีดี รุ่งวิสัย-สมศักดิ์ เนตรมัย) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
42115
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082057441"
    }
}
date
2545
deka_no
611/2545
deka_running_no
611
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "อัธยา ดิษยบุตร",
    "ปรีดี รุ่งวิสัย",
    "สมศักดิ์ เนตรมัย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 64"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 249"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 15",
            "ม. 158",
            "ม. 221"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465",
        "sections": [
            "ม. 15",
            "ม. 66"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 (พ.ศ.2539) เรื่อง ระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษ",
        "law_abbr": "ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 (พ.ศ.2539) เรื่อง ระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษ",
        "sections": []
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง หนูสีหรือหนูศรี คำปลิวหรือทิพเนตร"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 5 เม็ด น้ำหนัก0.45 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1 เม็ด ไม่ปรากฏน้ำหนัก อันเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนที่มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 500 บาทอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลหลุ่งตะเคียน อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา เจ้าพนักงานจับจำเลยพร้อมยึดได้เมทแอมเฟตามีนจำนวน 5 เม็ด และธนบัตรรวมเป็นเงิน 500 บาทเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางและคืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่งให้เรียงกระทงลงโทษฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี ริบของกลางคืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยและยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวน 5 เม็ด พร้อมธนบัตรของกลางจำนวน500 บาท ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกมีว่าคำฟ้องของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยอ้างว่าโจทก์ไม่แนบประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 (พ.ศ. 2539) มาพร้อมคำฟ้องจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158(5) เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายระบุไว้ชัดแจ้งแล้วว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 (พ.ศ. 2539) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย โจทก์ไม่จำต้องแนบประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับดังกล่าวมาพร้อมกับคำฟ้องเพราะเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์สามารถนำสืบรายละเอียดในชั้นพิจารณาได้ คำฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อที่สองมีว่า โจทก์ไม่ได้นำสืบว่าจำเลยได้ทราบประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 (พ.ศ. 2539)แล้ว จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยได้ทราบถึงข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด จึงลงโทษจำเลยตามฟ้องไม่ได้นั้น เห็นว่า ประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับดังกล่าวได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2539 และให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด90 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ประกาศกระทรวงสาธารณสุขดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคับเช่นกฎหมายเมื่อศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง จำเลยให้การว่าได้ทราบคำฟ้องของโจทก์โดยตลอดแล้วขอให้การรับสารภาพ ดังปรากฏตามบันทึกคำให้การของจำเลยและรายงานกระบวนพิจารณาของศาลลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2543 ถือได้ว่าจำเลยได้ทราบประกาศดังกล่าวแล้ว จำเลยจึงไม่อาจแก้ตัวได้ว่า ไม่รู้กฎหมายเพื่อให้พ้นจากความรับผิดทางอาญาได้ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้นที่จำเลยฎีกาในประการต่อมาว่า การตรวจพิสูจน์เมทแอมเฟตามีนของกลางในคดีนี้ยังรับฟังไม่ได้ว่ามีการตรวจพิสูจน์โดยชอบ ผลการตรวจพิสูจน์จึงยังไม่อาจรับฟังว่าของกลางเป็นเมทแอมเฟตามีนและจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องโดยฎีกาอ้างว่าจำเลยนำเสื้อผ้าของบุตรชายมาสวมใส่ ไม่ทราบว่ามีเมทแอมเฟตามีนอยู่ในกระเป๋าเสื้อ จำเลยไม่รู้จักเมทแอมเฟตามีนมาก่อน จำเลยพักอาศัยอยู่กลางทุ่งห่างไกลความเจริญไม่สามารถจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนได้ เจ้าพนักงานตำรวจสร้างหลักฐานเท็จนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องและไม่เคยโต้แย้งมาก่อนว่าของกลางตามฟ้องมิใช่เมทแอมเฟตามีน ทั้งยังแถลงตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 12กันยายน 2543 ยอมรับว่าร้อยตำรวจโทวชิระ ละเอียดศิลป์เป็นผู้ตรวจพิสูจน์เมทแอมเฟตามีนของกลางจริง และของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 จริง ข้ออ้างของจำเลยจึงขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การรับสารภาพโดยมิได้โต้แย้งมาก่อนข้อเท็จจริงจึงต้องฟังตามคำฟ้องของโจทก์ จำเลยจะโต้เถียงในชั้นฎีกาเกี่ยวกับการตรวจพิสูจน์เมทแอมเฟตามีนของกลางหรือโต้แย้งว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องอีกหาได้ไม่เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การรับสารภาพไปแล้วแม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะรับวินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวให้ก็ตามก็เป็นการไม่ชอบและถือได้ว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และแม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001049.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545