คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 659/2545 ฉบับเต็ม

#42119
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 659/2545 นายธนากร เกียรติเลิศพงศา โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1452, มาตรา 1495 ป.รัษฎากร มาตรา 57 ตรี เมื่อการสมรสระหว่างโจทก์กับ จ. เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 ประกอบมาตรา 1495 เนื่องจาก จ. มีคู่สมรสอยู่แล้วในขณะที่สมรสกับโจทก์ จึงมีผลเท่ากับโจทก์กับ จ. มิได้เป็นสามีภริยากันมาแต่แรก ไม่อาจถือเอาเงินได้ที่ จ. ได้รับมาเป็นเงินได้ของโจทก์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี โจทก์ไม่มีหน้าที่และความรับผิดชอบในการยื่นรายการและเสียภาษีสำหรับเงินได้จำนวนดังกล่าว ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2539 นางจุฑารัตน์เกียรติเลิศพงศา ภริยาโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์กับบุคคลอื่นรวม 5 คนเป็นจำเลยในคดีแพ่ง ระหว่างการพิจารณาคดีนางจุฑารัตน์ตกลงกับนายสุรชัย ศิริภาภรณ์ จำเลยที่ 4 โดยรับเงินจากนายสุรชัยจำนวน 11,300,000 บาท แล้วนางจุฑารัตน์ถอนฟ้องคดีดังกล่าวคดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาจำเลยได้ประเมินให้โจทก์เสียภาษีเงินได้จากยอดเงินที่นางจุฑารัตน์รับไปดังกล่าว เป็นเงินค่าภาษีจำนวน3,208,086 บาท เบี้ยปรับจำนวน 3,208,086 บาท เงินเพิ่มจำนวน914,304.51 บาท รวมทั้งสิ้นจำนวน 7,330,476.51 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และได้ยื่นฟ้องนางจุฑารัตน์ต่อศาลจังหวัดนนทบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวขอให้พิพากษาว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับนางจุฑารัตน์เป็นโมฆะศาลจังหวัดนนทบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะ ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยเรียกเก็บเงินค่าภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มรวมทั้งสิ้นจำนวน 5,726,433.51บาท โดยให้เหตุผลว่านางจุฑารัตน์ภริยาเป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินถือว่าเงินได้เป็นของสามี โจทก์กับนางจุฑารัตน์มิได้จดทะเบียนหย่าขาดจากกัน ความเป็นสามีภริยายังมีอยู่ตลอดไป เงินได้ที่ภริยารับจึงถือเป็นเงินได้ของคู่สมรส มิใช่เงินได้ส่วนตัวของภริยาการสมรสที่เป็นโมฆะเกิดขึ้นภายหลังไม่กระทบถึงสิทธิของบุคคลภายนอก ผู้กระทำการโดยสุจริต ซึ่งได้มาก่อนการบันทึกความเป็นโมฆะในทะเบียนสมรส แต่โจทก์ไม่เห็นด้วยกล่าวคือ นางจุฑารัตน์ฟ้องคดีเองมิได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งยังฟ้องโจทก์ด้วยกรณีจึงเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์แก่โจทก์คู่สมรส ถือไม่ได้ว่านางจุฑารัตน์ฟ้องคดีเพื่อเป็นประโยชน์ต่อทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสเมื่อนางจุฑารัตน์เป็นผู้รับเงินจากนายสุรชัยผู้ซื้อที่ดินในคดีที่ตนยื่นฟ้องจึงควรเป็นเงินได้อื่นใดของผู้มีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40(8)ซึ่งจำเลยควรเรียกนางจุฑารัตน์มาตรวจสอบไต่สวนและประเมินภาษีเงินได้จากนางจุฑารัตน์ผู้มีเงินได้จากการฟ้องคดีเนื่องจากนางจุฑารัตน์มีเงินได้เพียงผู้เดียว และเงินได้จากการฟ้องคดีที่นางจุฑารัตน์รับไว้เพียงผู้เดียวมิใช่เงินได้จากสินสมรส นอกจากนี้การสมรสที่เป็นโมฆะจะไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา ทรัพย์สินฝ่ายใดมีหรือได้มาไม่ว่าก่อนหรือหลังการสมรสคงเป็นของฝ่ายนั้นเมื่อการสมรสของโจทก์กับนางจุฑารัตน์ตกเป็นโมฆะแล้ว ย่อมไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สิน รวมทั้งสิทธิและหน้าที่ โจทก์จึงหาต้องรับผิดในเงินค่าภาษีจากเงินได้ที่นางจุฑารัตน์รับไว้ไม่ขอให้พิพากษาเพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามแบบหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด.12 เลขที่ สต. 7/01005290/1/102477 ลงวันที่ 25 กันยายน 2541และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ. 1 (อธ.3) /83/2543 ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2543 จำเลยให้การว่า นางจุฑารัตน์ได้รับเงินไว้จำนวน 11,300,000บาท จากผู้อื่นเพื่อยอมความในคดีที่นางจุฑารัตน์เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้กับพวก นางจุฑารัตน์จึงเป็นผู้มีเงินได้พึงประเมิน ซึ่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี ให้ถือเอาเงินได้พึงประเมินของนางจุฑารัตน์เป็นเงินได้ของสามีคือโจทก์ และให้สามีมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีซึ่งไม่มีบทกฎหมายใดกำหนดว่าเฉพาะเงินได้ที่เป็นสินสมรสเท่านั้นที่จะต้องให้สามีรับผิดค่าภาษี โจทก์จึงมีหน้าที่ยื่นรายการและเสียภาษีจากเงินได้ดังกล่าวและแม้การสมรสของโจทก์กับนางจุฑารัตน์จะเป็นโมฆะแต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1500 บัญญัติว่าไม่กระทบถึงสิทธิของบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและได้มาก่อนมีการบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรสซึ่งศาลมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2542 ให้การสมรสของโจทก์กับนางจุฑารัตน์เป็นโมฆะ แต่สิทธิและหน้าที่ในการประเมินภาษีของจำเลย และหน้าที่ความรับผิดชอบของโจทก์ในการยื่นแบบรายการและเสียภาษีเงินได้พึงประเมินของนางจุฑารัตน์เกิดขึ้นแล้วโจทก์จึงยังคงมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการยื่นรายการและเสียภาษีเหมือนเดิม ขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์เป็นสามีนางจุฑารัตน์ เกียรติเลิศพงศา เมื่อปีภาษี 2539นางจุฑารัตน์ได้รับเงินจำนวน 11,300,000 บาท จากจำเลยที่ 4ในคดีหมายเลขดำที่ 371/2539 คดีหมายเลขแดงที่ 2757/2539ของศาลจังหวัดนนทบุรี ซึ่งนางจุฑารัตน์ฟ้องโจทก์กับพวกรวม 5 คน เป็นคดีแพ่งขอเพิกถอนนิติกรรม โจทก์มิได้นำเงินจำนวนดังกล่าวมารวมคำนวณเสียภาษีเงินได้ ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.12) เลขที่ สต.7/01005290/1/102477 ลงวันที่ 25 กันยายน 2541 ให้โจทก์เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2539 เพิ่มเติมกับเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมทั้งสิ้นจำนวน 7,330,476 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และยื่นฟ้องนางจุฑารัตน์ต่อศาลจังหวัดนนทบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว ขอให้พิพากษาให้การสมรสระหว่างโจทก์กับนางจุฑารัตน์เป็นโมฆะ เนื่องจากนางจุฑารัตน์มีคู่สมรสอยู่แล้วในขณะที่สมรสกับโจทก์ วันที่ 3 กันยายน2542 ศาลจังหวัดนนทบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำพิพากษาว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับนางจุฑารัตน์เป็นโมฆะ ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ. 1 (อธ.3) /83/2543ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2543 ให้โจทก์ชำระค่าภาษีกับเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมทั้งสิ้นจำนวน 5,726,433.51 บาท ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่าโจทก์มีหน้าที่ต้องยื่นรายการและเสียภาษีเงินได้สำหรับเงินจำนวน 11,300,000 บาท ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่าเมื่อการสมรสระหว่างโจทก์กับนางจุฑารัตน์เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 ประกอบมาตรา 1495เนื่องจากนางจุฑารัตน์มีคู่สมรสอยู่แล้วในขณะที่สมรสกับโจทก์มีผลเท่ากับโจทก์กับนางจุฑารัตน์มิได้เป็นสามีภริยากันมาแต่แรกจึงไม่อาจถือว่าเงินได้จำนวน 11,300,000 บาท ที่นางจุฑารัตน์ได้รับมาเป็นเงินได้ของโจทก์ตามความในมาตรา 57 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์ไม่มีหน้าที่และความรับผิดชอบในการยื่นรายการและเสียภาษีสำหรับเงินได้จำนวนนี้ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น" พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.12) เลขที่ สต.7/01005290/1/102477 ลงวันที่ 25 กันยายน 2541 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ. 1 (อธ.3) /83/2543ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2543 (ทองหล่อ โฉมงาม-สมศักดิ์ วงศ์ยืน-โนรี จันทร์ทร) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
42119
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082057429"
    }
}
date
2545
deka_no
659/2545
deka_running_no
659
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "ทองหล่อ โฉมงาม",
    "สมศักดิ์ วงศ์ยืน",
    "โนรี จันทร์ทร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1452",
            "ม. 1495"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลรัษฎากร",
        "law_abbr": "ป.รัษฎากร",
        "sections": [
            "ม. 57 ตรี"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายธนากร เกียรติเลิศพงศา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "กรมสรรพากร"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2539 นางจุฑารัตน์เกียรติเลิศพงศา ภริยาโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์กับบุคคลอื่นรวม 5 คนเป็นจำเลยในคดีแพ่ง ระหว่างการพิจารณาคดีนางจุฑารัตน์ตกลงกับนายสุรชัย ศิริภาภรณ์ จำเลยที่ 4 โดยรับเงินจากนายสุรชัยจำนวน 11,300,000 บาท แล้วนางจุฑารัตน์ถอนฟ้องคดีดังกล่าวคดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาจำเลยได้ประเมินให้โจทก์เสียภาษีเงินได้จากยอดเงินที่นางจุฑารัตน์รับไปดังกล่าว เป็นเงินค่าภาษีจำนวน3,208,086 บาท เบี้ยปรับจำนวน 3,208,086 บาท เงินเพิ่มจำนวน914,304.51 บาท รวมทั้งสิ้นจำนวน 7,330,476.51 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และได้ยื่นฟ้องนางจุฑารัตน์ต่อศาลจังหวัดนนทบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวขอให้พิพากษาว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับนางจุฑารัตน์เป็นโมฆะศาลจังหวัดนนทบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะ ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยเรียกเก็บเงินค่าภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มรวมทั้งสิ้นจำนวน 5,726,433.51บาท โดยให้เหตุผลว่านางจุฑารัตน์ภริยาเป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินถือว่าเงินได้เป็นของสามี โจทก์กับนางจุฑารัตน์มิได้จดทะเบียนหย่าขาดจากกัน ความเป็นสามีภริยายังมีอยู่ตลอดไป เงินได้ที่ภริยารับจึงถือเป็นเงินได้ของคู่สมรส มิใช่เงินได้ส่วนตัวของภริยาการสมรสที่เป็นโมฆะเกิดขึ้นภายหลังไม่กระทบถึงสิทธิของบุคคลภายนอก ผู้กระทำการโดยสุจริต ซึ่งได้มาก่อนการบันทึกความเป็นโมฆะในทะเบียนสมรส แต่โจทก์ไม่เห็นด้วยกล่าวคือ นางจุฑารัตน์ฟ้องคดีเองมิได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งยังฟ้องโจทก์ด้วยกรณีจึงเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์แก่โจทก์คู่สมรส ถือไม่ได้ว่านางจุฑารัตน์ฟ้องคดีเพื่อเป็นประโยชน์ต่อทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสเมื่อนางจุฑารัตน์เป็นผู้รับเงินจากนายสุรชัยผู้ซื้อที่ดินในคดีที่ตนยื่นฟ้องจึงควรเป็นเงินได้อื่นใดของผู้มีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40(8)ซึ่งจำเลยควรเรียกนางจุฑารัตน์มาตรวจสอบไต่สวนและประเมินภาษีเงินได้จากนางจุฑารัตน์ผู้มีเงินได้จากการฟ้องคดีเนื่องจากนางจุฑารัตน์มีเงินได้เพียงผู้เดียว และเงินได้จากการฟ้องคดีที่นางจุฑารัตน์รับไว้เพียงผู้เดียวมิใช่เงินได้จากสินสมรส นอกจากนี้การสมรสที่เป็นโมฆะจะไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา ทรัพย์สินฝ่ายใดมีหรือได้มาไม่ว่าก่อนหรือหลังการสมรสคงเป็นของฝ่ายนั้นเมื่อการสมรสของโจทก์กับนางจุฑารัตน์ตกเป็นโมฆะแล้ว ย่อมไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สิน รวมทั้งสิทธิและหน้าที่ โจทก์จึงหาต้องรับผิดในเงินค่าภาษีจากเงินได้ที่นางจุฑารัตน์รับไว้ไม่ขอให้พิพากษาเพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามแบบหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด.12 เลขที่ สต. 7/01005290/1/102477 ลงวันที่ 25 กันยายน 2541และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ. 1 (อธ.3) /83/2543 ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2543

จำเลยให้การว่า นางจุฑารัตน์ได้รับเงินไว้จำนวน 11,300,000บาท จากผู้อื่นเพื่อยอมความในคดีที่นางจุฑารัตน์เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้กับพวก นางจุฑารัตน์จึงเป็นผู้มีเงินได้พึงประเมิน ซึ่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี ให้ถือเอาเงินได้พึงประเมินของนางจุฑารัตน์เป็นเงินได้ของสามีคือโจทก์ และให้สามีมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีซึ่งไม่มีบทกฎหมายใดกำหนดว่าเฉพาะเงินได้ที่เป็นสินสมรสเท่านั้นที่จะต้องให้สามีรับผิดค่าภาษี โจทก์จึงมีหน้าที่ยื่นรายการและเสียภาษีจากเงินได้ดังกล่าวและแม้การสมรสของโจทก์กับนางจุฑารัตน์จะเป็นโมฆะแต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1500 บัญญัติว่าไม่กระทบถึงสิทธิของบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและได้มาก่อนมีการบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรสซึ่งศาลมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2542 ให้การสมรสของโจทก์กับนางจุฑารัตน์เป็นโมฆะ แต่สิทธิและหน้าที่ในการประเมินภาษีของจำเลย และหน้าที่ความรับผิดชอบของโจทก์ในการยื่นแบบรายการและเสียภาษีเงินได้พึงประเมินของนางจุฑารัตน์เกิดขึ้นแล้วโจทก์จึงยังคงมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการยื่นรายการและเสียภาษีเหมือนเดิม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์เป็นสามีนางจุฑารัตน์ เกียรติเลิศพงศา เมื่อปีภาษี 2539นางจุฑารัตน์ได้รับเงินจำนวน 11,300,000 บาท จากจำเลยที่ 4ในคดีหมายเลขดำที่ 371/2539 คดีหมายเลขแดงที่ 2757/2539ของศาลจังหวัดนนทบุรี ซึ่งนางจุฑารัตน์ฟ้องโจทก์กับพวกรวม 5 คน เป็นคดีแพ่งขอเพิกถอนนิติกรรม โจทก์มิได้นำเงินจำนวนดังกล่าวมารวมคำนวณเสียภาษีเงินได้ ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.12) เลขที่ สต.7/01005290/1/102477 ลงวันที่ 25 กันยายน 2541 ให้โจทก์เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2539 เพิ่มเติมกับเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมทั้งสิ้นจำนวน 7,330,476 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และยื่นฟ้องนางจุฑารัตน์ต่อศาลจังหวัดนนทบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว ขอให้พิพากษาให้การสมรสระหว่างโจทก์กับนางจุฑารัตน์เป็นโมฆะ เนื่องจากนางจุฑารัตน์มีคู่สมรสอยู่แล้วในขณะที่สมรสกับโจทก์ วันที่ 3 กันยายน2542 ศาลจังหวัดนนทบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำพิพากษาว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับนางจุฑารัตน์เป็นโมฆะ ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ. 1 (อธ.3) /83/2543ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2543 ให้โจทก์ชำระค่าภาษีกับเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมทั้งสิ้นจำนวน 5,726,433.51 บาท ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่าโจทก์มีหน้าที่ต้องยื่นรายการและเสียภาษีเงินได้สำหรับเงินจำนวน 11,300,000 บาท ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่าเมื่อการสมรสระหว่างโจทก์กับนางจุฑารัตน์เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 ประกอบมาตรา 1495เนื่องจากนางจุฑารัตน์มีคู่สมรสอยู่แล้วในขณะที่สมรสกับโจทก์มีผลเท่ากับโจทก์กับนางจุฑารัตน์มิได้เป็นสามีภริยากันมาแต่แรกจึงไม่อาจถือว่าเงินได้จำนวน 11,300,000 บาท ที่นางจุฑารัตน์ได้รับมาเป็นเงินได้ของโจทก์ตามความในมาตรา 57 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์ไม่มีหน้าที่และความรับผิดชอบในการยื่นรายการและเสียภาษีสำหรับเงินได้จำนวนนี้ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.12) เลขที่ สต.7/01005290/1/102477 ลงวันที่ 25 กันยายน 2541 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ. 1 (อธ.3) /83/2543ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2543
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001049.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545