คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 741/2545 ฉบับเต็ม

#42127
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 741/2545 พนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรี โจทก์ นาย สยุม จันยะมิตรี กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 56 พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2545 มาตรา 28, มาตรา 56 วัตถุประสงค์ในการจัดตั้งสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ตามพระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ฯ นั้น เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่สมาชิกให้ช่วยเหลือสงเคราะห์ซึ่งกันและกันเมื่อสมาชิกคนใดคนหนึ่งถึงแก่ความตาย หาได้เป็นไปเพื่อแสวงหาประโยชน์ในทางการค้าหรือแสวงหากำไรแต่อย่างใดไม่ ทั้งพระราชบัญญัตินี้ยังมีลักษณะในการควบคุมการดำเนินกิจการของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว และมีบทกำหนดโทษแก่ผู้ที่ฝ่าฝืนเพื่อป้องกันมิให้มีการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบด้วย การที่จำเลยที่ 1ถึงที่ 5 และจำเลยที่ 7 ซึ่งเป็นกรรมการของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ฯร่วมกันหักเงินร้อยละ 4 จากเงินสงเคราะห์ที่สมาคมเรียกเก็บจากสมาชิกเมื่อสมาชิกคนใดคนหนึ่งตาย ในแต่ละครั้งแล้วนำมาจัดสรรแบ่งกันเป็นประโยชน์ส่วนตัว ทั้ง ๆ ที่เงินส่วนนั้นควรเป็นประโยชน์แก่ญาติของสมาชิกที่ถึงแก่ความตาย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และจำเลยที่ 7 หาได้รู้สำนึกถึงความผิดของตนไม่โดยให้ถ้อยคำแก่พนักงานคุมประพฤติว่าไม่ประสงค์จะชดใช้เงินคืนแก่สมาคม พฤติการณ์ดังกล่าวจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ไม่สมควรรอการลงโทษให้ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งเจ็ดซึ่งมีตำแหน่งเป็นกรรมการของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์วัดแหลมไผ่ ร่วมกันรับค่าจ้างหรือเงินหรือประโยชน์อย่างอื่นทำนองเดียวกันจากสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวรวมเป็นเงิน 137,950 บาท โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษพระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ. 2517 มาตรา 28, 56 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยทั้งเจ็ดให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งเจ็ดมีความผิดตามพระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ. 2517 มาตรา 28 (ที่ถูก มาตรา 28 วรรคหนึ่ง),56 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 4 เดือน จำเลยทั้งเจ็ดให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ2 เดือน จำเลยทั้งเจ็ดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และจำเลยที่ 7 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และจำเลยที่ 7 ว่า สมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยดังกล่าวหรือไม่เห็นว่า วัตถุประสงค์ในการจัดตั้งสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ตามพระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ. 2517 นั้น ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการที่สมาชิกจะช่วยเหลือสงเคราะห์ซึ่งกันและกันเมื่อสมาชิกคนใดคนหนึ่งถึงแก่ความตาย หาได้เป็นไปเพื่อให้ผู้ใดผู้หนึ่งแสวงหาประโยชน์ในทางการค้าหรือแสวงหากำไรแต่อย่างใดไม่ พระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ. 2517 จึงมีลักษณะสำคัญประการหนึ่งในการควบคุมการดำเนินกิจการของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว และมีบทกำหนดโทษแก่ผู้ที่ฝ่าฝืนเพื่อป้องกันมิให้มีการแสวงหาประโยชน์จากกิจการนี้โดยมิชอบ การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และจำเลยที่ 7 ซึ่งเป็นกรรมการของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์วัดแหลมไผ่ ร่วมกันรับค่าจ้างหรือเงินหรือประโยชน์อย่างอื่นทำนองเดียวกันจากสมาคมไปเป็นประโยชน์ส่วนตน โดยตามรายงานการสืบเสาะและพินิจซึ่งฝ่ายจำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านได้ความว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และจำเลยที่ 7 หักเงินจำนวนร้อยละ 4 จากเงินสงเคราะห์ที่สมาคมเรียกเก็บจากสมาชิก เมื่อสมาชิกคนใดคนหนึ่งถึงแก่ความตายในแต่ละครั้ง แล้วนำมาจัดสรรแบ่งกัน ทั้ง ๆ ที่เงินสงเคราะห์ในส่วนนั้นควรจะตกเป็นประโยชน์แก่ญาติของสมาชิกที่ถึงแก่ความตาย ซึ่งโดยปกติก็เป็นผู้ที่มีรายได้น้อยในชนบทและเป็นผู้ที่ค่อนข้างยากไร้ในสังคมอยู่แล้ว อีกทั้งหลังเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และจำเลยที่ 7 ก็หาได้รู้สำนึกถึงความผิดของตนกลับให้ถ้อยคำต่อพนักงานคุมประพฤติว่าไม่ประสงค์จะชดใช้เงินที่ได้รับไปคืนให้แก่สมาคม เพิ่งจะมาชดใช้เงินคืนให้แก่สมาคมหลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยทั้งเจ็ดแล้ว ปรากฏตามบันทึกการใช้เงินคืนแนบท้ายฎีกา แสดงว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และจำเลยที่ 7 ไม่มีเจตนาจะชดใช้เงินคืนมาตั้งแต่แรก พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และจำเลยที่ 7 จึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรง ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และจำเลยที่ 7 นั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และจำเลยที่ 7 ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (ชวลิต ยอดเณร-สุเมธ ตังคจิวางกูร-ประเสริฐ เขียนนิลศิริ) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
42127
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082057210"
    }
}
date
2545
deka_no
741/2545
deka_running_no
741
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "ชวลิต ยอดเณร",
    "สุเมธ ตังคจิวางกูร",
    "ประเสริฐ เขียนนิลศิริ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 56"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2545",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2545",
        "sections": [
            "ม. 28",
            "ม. 56"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย สยุม จันยะมิตรี กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งเจ็ดซึ่งมีตำแหน่งเป็นกรรมการของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์วัดแหลมไผ่ ร่วมกันรับค่าจ้างหรือเงินหรือประโยชน์อย่างอื่นทำนองเดียวกันจากสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวรวมเป็นเงิน 137,950 บาท โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษพระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ. 2517 มาตรา 28, 56 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

จำเลยทั้งเจ็ดให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งเจ็ดมีความผิดตามพระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ. 2517 มาตรา 28 (ที่ถูก มาตรา 28 วรรคหนึ่ง),56 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 4 เดือน จำเลยทั้งเจ็ดให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ2 เดือน

จำเลยทั้งเจ็ดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และจำเลยที่ 7 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และจำเลยที่ 7 ว่า สมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยดังกล่าวหรือไม่เห็นว่า วัตถุประสงค์ในการจัดตั้งสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ตามพระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ. 2517 นั้น ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการที่สมาชิกจะช่วยเหลือสงเคราะห์ซึ่งกันและกันเมื่อสมาชิกคนใดคนหนึ่งถึงแก่ความตาย หาได้เป็นไปเพื่อให้ผู้ใดผู้หนึ่งแสวงหาประโยชน์ในทางการค้าหรือแสวงหากำไรแต่อย่างใดไม่ พระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ. 2517 จึงมีลักษณะสำคัญประการหนึ่งในการควบคุมการดำเนินกิจการของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว และมีบทกำหนดโทษแก่ผู้ที่ฝ่าฝืนเพื่อป้องกันมิให้มีการแสวงหาประโยชน์จากกิจการนี้โดยมิชอบ การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และจำเลยที่ 7 ซึ่งเป็นกรรมการของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์วัดแหลมไผ่ ร่วมกันรับค่าจ้างหรือเงินหรือประโยชน์อย่างอื่นทำนองเดียวกันจากสมาคมไปเป็นประโยชน์ส่วนตน โดยตามรายงานการสืบเสาะและพินิจซึ่งฝ่ายจำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านได้ความว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และจำเลยที่ 7 หักเงินจำนวนร้อยละ 4 จากเงินสงเคราะห์ที่สมาคมเรียกเก็บจากสมาชิก เมื่อสมาชิกคนใดคนหนึ่งถึงแก่ความตายในแต่ละครั้ง แล้วนำมาจัดสรรแบ่งกัน ทั้ง ๆ ที่เงินสงเคราะห์ในส่วนนั้นควรจะตกเป็นประโยชน์แก่ญาติของสมาชิกที่ถึงแก่ความตาย ซึ่งโดยปกติก็เป็นผู้ที่มีรายได้น้อยในชนบทและเป็นผู้ที่ค่อนข้างยากไร้ในสังคมอยู่แล้ว อีกทั้งหลังเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และจำเลยที่ 7 ก็หาได้รู้สำนึกถึงความผิดของตนกลับให้ถ้อยคำต่อพนักงานคุมประพฤติว่าไม่ประสงค์จะชดใช้เงินที่ได้รับไปคืนให้แก่สมาคม เพิ่งจะมาชดใช้เงินคืนให้แก่สมาคมหลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยทั้งเจ็ดแล้ว ปรากฏตามบันทึกการใช้เงินคืนแนบท้ายฎีกา แสดงว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และจำเลยที่ 7 ไม่มีเจตนาจะชดใช้เงินคืนมาตั้งแต่แรก พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และจำเลยที่ 7 จึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรง ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และจำเลยที่ 7 นั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และจำเลยที่ 7 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001047.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545