คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 764/2545 ฉบับเต็ม

#42132
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 764/2545 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นาย จรัลหรือไก่ จวงเจิม จำเลย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 มาตรา 241 ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5), มาตรา 185 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 มาตรา 66 การที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 5 เม็ด น้ำหนักรวม 0.43 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว จำนวน 2 เม็ด ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 200 บาท อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายนั้น เป็นการบรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดต่าง ๆ ตามมาตรา 158(5) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ส่วนการที่เมทแอมเฟตามีนของกลางที่เป็นสารบริสุทธิ์จะมีน้ำหนักเท่าใดนั้น เป็นเรื่องที่จะนำสืบในชั้นพิจารณาเพื่อประกอบดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลเท่านั้น แม้ในชั้นสอบสวนจำเลยจะมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ มาตรา 241 ที่ให้ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้ก็ตาม แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเลยว่าในชั้นสอบสวนจำเลยได้แสดงความประสงค์ ต่อพนักงานสอบสวนว่าต้องการทนายความหรือผู้ใดเข้าฟังการสอบปากคำแล้วพนักงานสอบสวนไม่ดำเนินการให้ ทั้งไม่มีกฎหมายใดบังคับให้พนักงานสอบสวนต้องแจ้งสิทธิดังกล่าวให้ผู้ต้องหาทราบก่อนทำการสอบสวน ดังนั้น การที่พนักงานสอบสวนไม่ระบุแจ้งสิทธินั้นให้จำเลยทราบในบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเสียก่อนทำการสอบปากคำ ก็ไม่ทำให้การสอบสวนไม่ชอบแต่อย่างใด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 5 เม็ด น้ำหนักรวม 0.43 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำนวน 2 เม็ด น้ำหนักไม่ปรากฏชัด ให้แก่ผู้ล่อซื้อในราคา 200 บาท อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่แขวงจอมทอง เขตจอมทอง กรุงเทพมหานครเจ้าพนักงานจับกุมจำเลยได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนจำนวน 5 เม็ด และธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อฉบับละ 100 บาท จำนวน 2 ฉบับ เป็นของกลางก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลเยาวชนและครอบครัวกลางเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2541 ให้ลงโทษจำคุก 3 เดือนโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามคดีหมายเลขแดงที่ 5819/2541ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15,66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางกับบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 5819/2541ของศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี8 เดือน บวกโทษจำคุก 3 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 5819/2541 ของศาลเยาวชนและครอบครัวกลางเข้ากับโทษในคดีนี้เป็นจำคุก 6 ปี 11 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยอายุ 19 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 หนึ่งในสาม ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 3 ปี 4 เดือน ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุก 3 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 6 ปี 8 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสามแล้วคงจำคุก4 ปี 5 เดือน 10 วัน บวกโทษจำคุก 3 เดือนตามคดีหมายเลขแดงที่ 5819/2541ของศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ที่รอการลงโทษไว้เข้ากับโทษในคดีนี้เป็นจำคุก 4 ปี 8 เดือน 10 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่าโจทก์บรรยายฟ้องโดยมิได้ระบุปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนของกลาง ฟ้องของโจทก์จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษหรือไม่ เห็นว่าคำฟ้องโจทก์บรรยายว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 5 เม็ด น้ำหนักรวม 0.43 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำนวน 2 เม็ด ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 200 บาท อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน คำฟ้องโจทก์ดังกล่าวเป็นการบรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดต่าง ๆ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 158(5) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว สำหรับเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เป็นสารบริสุทธิ์จะมีน้ำหนักเท่าใดนั้น เป็นเรื่องที่จะนำสืบในชั้นพิจารณาเพื่อประกอบดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลเท่านั้น คำฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5)แล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการต่อไปมีว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนโดยมิชอบเพราะในชั้นสอบสวนไม่ให้จำเลยให้ทนายความหรือผู้ที่จำเลยไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำจำเลยหรือไม่ เห็นว่า แม้ในชั้นสอบสวนจำเลยจะมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 241 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า "ในชั้นสอบสวน ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้" ก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงในสำนวนเลยว่าในชั้นสอบสวนจำเลยได้แสดงความประสงค์ต่อพันตำรวจตรีชุณห์เกษม ปิ่นรอด พนักงานสอบสวนพยานโจทก์ว่าจำเลยต้องการให้ทนายความหรือผู้ใดเข้าฟังการสอบปากคำจำเลยแล้วพันตำรวจตรีชุณห์เกษมไม่ดำเนินการให้ตามความประสงค์ของจำเลยนั้นแต่ประการใด ทั้งไม่มีกฎหมายใดบังคับให้พนักงานสอบสวนต้องแจ้งสิทธิดังกล่าวให้ผู้ต้องหาได้ทราบก่อนทำการสอบสวน การที่พันตำรวจตรีชุณห์เกษมไม่ระบุแจ้งสิทธินั้นให้จำเลยทราบในบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.6 เสียก่อนที่จะทำการสอบปากคำจำเลย ก็ไม่ทำให้การสอบสวนไม่ชอบดังที่จำเลยกล่าวอ้างอีกเช่นกันโจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น..." พิพากษายืน (สุภิญโญ ชยารักษ์-วิชา มหาคุณ-วิชัย วิวิตเสวี) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ สิทธิที่จะมีผู้อยู่ด้วยในชั้นสอบสวนนี้ เป็นสิทธิใหม่ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 241 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า "ในชั้นสอบสวน ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้" ในทางปฏิบัติก่อนที่จะมีการบัญญัติสิทธิที่จะมีผู้อยู่ด้วยในชั้นสอบสวนไว้ในรัฐธรรมนูญ เจ้าพนักงานตำรวจมักจะไม่ยอมให้บุคคลที่ไม่ได้เกี่ยวข้องเข้าฟังการสอบสวน เว้นแต่คดีที่ผู้ต้องหาเป็นทหารจะมีนายทหารพระธรรมนูญเข้าฟังการสอบสวนด้วย ดังนั้นการให้สิทธิแก่ผู้ต้องหาที่สามารถให้ทนายความหรือผู้ที่ตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบสวนได้นี้ จึงเป็นการเพิ่มหลักประกันเพื่อให้พนักงานสอบสวนอนุญาตให้มีพยานในการสอบสวนว่า พนักงานสอบสวนได้ปฏิบัติถูกต้องตามหลักในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาที่จะให้การด้วยความสมัครใจและไม่ถูกบังคับล่อลวงให้การ รวมทั้งคำให้การที่ได้มานั้นมิใช่ได้มาโดยการข่มขู่ ล่อลวง หรือให้สัญญา อย่างไรก็ดี การที่ทนายความหรือผู้ที่ผู้ต้องหาไว้วางใจมานั่งฟังการสอบสวนนี้คงจะไม่มีสิทธิที่จะตอบคำถามแทนผู้ต้องหาเพราะกรณีมิใช่เป็นการเข้ามาเป็นผู้แทนในการดำเนินคดีเช่นเดียวกับทนายความของจำเลย หากพิจารณาบทบัญญัติทั้งในรัฐธรรมนูญและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแล้ว อาจกล่าวได้ว่า ผู้ต้องหามีสิทธิเพิ่มมากขึ้น แต่คำว่า "มีสิทธิ" กับคำว่า "แจ้งสิทธิ" นั้นแตกต่างกันลองพิจารณาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134ที่กำหนดให้พนักงานสอบสวนต้องแจ้งข้อหาให้ผู้ต้องหาทราบและต้องบอกด้วยว่าถ้อยคำที่ผู้ต้องหากล่าวนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานยันเขาในการพิจารณาได้ นั้น หมายความว่า เมื่อผู้ต้องหามาปรากฏตัวต่อหน้าพนักงานสอบสวนแล้ว พนักงานสอบสวนต้องแจ้งข้อหาให้ผู้ต้องหาทราบ ไม่แจ้งไม่ได้เพราะเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย หรือตามมาตรา 7 ทวิ ที่กำหนดให้เจ้าพนักงานตำรวจผู้รับมอบตัวผู้ต้องหามีหน้าที่แจ้งสิทธิแก่ผู้ต้องหาว่า เขามีสิทธิพบและปรึกษาผู้ที่จะเป็นทนายสองต่อสอง ได้รับการเยี่ยมตามสมควร ได้รับการรักษาพยาบาลโดยเร็วเมื่อเกิดการเจ็บป่วย ซึ่งกฎหมายก็ระบุให้เป็นหน้าที่ที่ต้องแจ้งให้ทราบเช่นกัน ในทางกลับกันตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพ.ศ. 2540 ที่บัญญัติให้ผู้ต้องหามีสิทธิต่าง ๆ เช่น สิทธิที่จะมีผู้อยู่ด้วยในชั้นสอบสวน สิทธิที่จะตรวจหรือคัดสำเนาคำให้การของตนในชั้นสอบสวนหรือสิทธิที่จะไม่ให้ถ้อยคำเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเองอันอาจทำให้ตนถูกฟ้องคดีอาญานั้น ล้วนเป็นสิทธิที่ผู้ต้องหาต้องแสดงออกมาเอง นั่นหมายความว่า ผู้ต้องหาต้องรู้ว่าเขามีสิทธิเช่นนั้นอยู่ก่อนแล้วจึงขอใช้สิทธิดังกล่าวได้ซึ่งตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ได้วางบรรทัดฐานไว้ในทำนองว่าเจ้าพนักงานตำรวจหรือพนักงานสอบสวนไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบว่าเขามีสิทธิเช่นนั้น ปัญหาที่ว่า เมื่อรัฐธรรมนูญให้สิทธิต่าง ๆ แก่ผู้ต้องหาแล้ว ผู้ต้องหาต้องทราบเสียก่อนว่าตนมีสิทธิเช่นไรจึงจะสามารถแสดงสิทธินั้นออกมาได้ หากผู้ต้องหาไม่ทราบและเจ้าพนักงานตำรวจก็ไม่ได้แจ้งว่าเขามีสิทธิเช่นนั้น ผู้ต้องหาก็จะไม่มีทางทราบได้เลยว่า ตนสามารถใช้สิทธินั้น ๆ ได้ เมื่อพิจารณาสภาพสังคมไทยในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าพลเมืองส่วนใหญ่ของประเทศยังเป็นคนยากจนและไร้การศึกษาอยู่มาก จริงอยู่แม้จะมีการตื่นตัวและเคลื่อนไหวของพลังประชาชนอยู่เนือง ๆ ซึ่งทำให้ประชาชนบางส่วนได้รับรู้ข่าวสารอันเป็นความรู้และเป็นประโยชน์แก่ตนมากขึ้น แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าอีกบางส่วนที่เหลือของประชาชนยังไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุผลใดก็ตาม ในทางตรงกันข้าม จะมีประชาชนบางกลุ่มที่มีการศึกษา และมีฐานะพอที่จะหาทนายความมาช่วยเหลือตนเมื่อต้องตกเป็นผู้ต้องหาประชาชนเหล่านี้จึงทราบถึงสิทธิและสามารถแสดงใช้สิทธิของตนได้อย่างเต็มที่ในชั้นสอบสวน ในขณะที่ประชาชนผู้ด้อยโอกาสเมื่อตกเป็นผู้ต้องหา เจ้าพนักงานตำรวจทราบดีว่าเขามีสิทธิอย่างไรในชั้นสอบสวนแต่ไม่บอกกล่าวให้เขาทราบเพราะไม่มีบทบังคับให้ต้องแจ้ง ทำให้เขาไม่สามารถแสดงใช้สิทธิดังกล่าวได้ ซึ่งแม้จะไม่เรียกว่าขัดแย้งแต่ก็น่าจะถือได้ว่าเป็นการไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญที่ให้บุคคลมีความเสมอภาคกันในกฎหมาย ฉะนั้น ในทางปฏิบัติเจ้าพนักงานตำรวจหรือพนักงานสอบสวนควรต้องแจ้งสิทธิต่าง ๆ ให้ผู้ต้องหาทราบว่าเขามีสิทธิเช่นใดบ้าง จะใช้หรือแสดงสิทธิดังกล่าวหรือไม่ก็ได้ แล้วจดแจ้งไว้ในบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา ซึ่งผู้เขียนก็พอจะเห็นว่า มีการแจ้งสิทธิของผู้ต้องหาตามรัฐธรรมนูญไว้ในบันทึกคำให้การดังกล่าวบ้างแล้ว แต่ยังไม่แพร่หลายทุกสถานีตำรวจ หากสามารถกระทำได้เช่นนี้ในทุกคดีโดยเสมอภาคกัน ปัญหาเรื่องมาตรฐานเชิงซ้อนหรือทวิมาตรฐาน (DoubleStandard) ก็ไม่จำต้องกล่าวถึงอีกต่อไป ส่วนการศึกษาถึงระบบความยุติธรรมทางอาญา ปัจจุบันมีทฤษฎีที่ขัดแย้งกันอยู่ 2 ทฤษฎี คือ 1. ทฤษฎีการควบคุมอาชญากรรม (CrimeControl) เป็นทฤษฎีที่เน้นหนักทางด้านประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม มุ่งเน้นไปที่การควบคุม ระงับและปราบปรามอาชญากรรมเป็นหลัก การดำเนินงานตามขั้นตอนต่าง ๆ จึงต้องมีความรวดเร็ว แน่นอน และทำให้ผู้กระทำความผิดรอดพ้นจากการถูกศาลพิพากษาลงโทษได้น้อยที่สุด ซึ่งทฤษฎีนี้เชื่อว่าการค้นหาความจริงในชั้นเจ้าพนักงานตำรวจและพนักงานอัยการเพียงพอที่จะเชื่อถือได้ 2. ทฤษฎีกระบวนการนิติธรรม (DueProcess) เป็นทฤษฎีที่ตรงกันข้ามกับทฤษฎี Crimecontrol มักเป็นการดำเนินคดีตามความคิดในเรื่องความเป็นธรรมอย่างมีเหตุผลและถูกต้อง ผู้ต้องหาหรือจำเลยต้องได้รับสิทธิต่าง ๆ ตามขั้นตอนอย่างสะดวกโดยอยู่บนพื้นฐานของการที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครองที่เท่าเทียมกัน(EqualProtection) ไม่แบ่งแยกทางด้านเพศ เชื้อชาติ หรือศาสนาทฤษฎีนี้เชื่อว่าวิธีปฏิบัติของเจ้าพนักงานตำรวจเป็นการดำเนินงานในที่รโหฐานซึ่งอาจมีการใช้วิธีการล่อลวงขู่เข็ญ หรือสร้างพยานหลักฐานขึ้นใหม่ได้ จึงต้องให้มีการพิจารณาคดีอย่างเป็นทางการและเปิดเผยในศาลสถิตยุติธรรมต่อหน้าองค์คณะผู้พิพากษาที่เป็นกลาง ไม่ลำเอียงเข้ากับฝ่ายใด อาจกล่าวได้ว่า ทฤษฎีทั้งสองทฤษฎีนี้ถือเป็นทฤษฎีที่นำไปใช้ในระบบความยุติธรรมทางอาญาหลายประเทศทั่วโลก บางประเทศเน้นหนักค่อนไปทาง CrimeControl บางประเทศก็พยายามที่จะดำเนินไปตาม DueProcess ซึ่งก็แล้วแต่แนวนโยบายแห่งรัฐหรือประเทศนั้น ๆ เมื่อหันมาพิจารณาถึงสิทธิต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้นที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้แก่ผู้ต้องหาแล้ว เห็นได้ชัดว่าเป็นการให้สิทธิตามความเป็นธรรมและชอบด้วยเหตุผลในแนวทางทฤษฎี DueProcess แต่หากพิเคราะห์ถึงทางปฏิบัติแล้วน่าจะออกมาในแนวทฤษฎี CrimeControl เช่น การจับกับการสอบสวนเป็นวิธีการทางกฎหมายอันเป็นขั้นตอนคนละขั้นตอนกัน แม้การจับกุมจะไม่ชอบด้วยกฎหมายก็เป็นคนละเรื่องกับการสอบสวน (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1378/2544 ที่ 3238/2531 และที่ 2699/2516) หรือการจับกุมไม่ชอบก็เป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกส่วนหนึ่งหากกระทบกระเทือนถึงการฟ้องคดีอาญาไม่ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 99/2541) หรือการตรวจค้น การจับกุมและการสอบสวนเป็นการดำเนินการคนละขั้นตอนกัน แม้อาจมีปัญหาการตรวจค้นและจับกุมจะไม่ชอบด้วยกฎหมายก็หากระทบกระเทือนถึงการฟ้องคดีอาญาไม่ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1547/2540) ทำให้มองเห็นภาพโดยกว้างว่าระบบความยุติธรรมทางอาญาของไทยใช้ทั้งสองทฤษฎีผสมเข้าด้วยกันตามหน้าที่และปรัชญาในการทำงานขององค์กรของรัฐที่เป็นอิสระแยกต่างหากจากกัน โดยไม่มีจุดเกาะเกี่ยวยึดโยงให้ต่อเนื่องเป็นกระบวนการเดียวกัน ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วองค์กรของรัฐเหล่านี้ต่างมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยให้เกิดแก่สังคมด้วยกันทั้งสิ้น จิตฤดี วีระเวสส์
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
42132
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082057202"
    }
}
date
2545
deka_no
764/2545
deka_running_no
764
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "สุภิญโญ ชยารักษ์",
    "วิชา มหาคุณ",
    "วิชัย วิวิตเสวี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475",
        "law_abbr": "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475",
        "sections": [
            "ม. 241"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 158 (5)",
            "ม. 185"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465",
        "sections": [
            "ม. 66"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย จรัลหรือไก่ จวงเจิม"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 5 เม็ด น้ำหนักรวม 0.43 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำนวน 2 เม็ด น้ำหนักไม่ปรากฏชัด ให้แก่ผู้ล่อซื้อในราคา 200 บาท อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่แขวงจอมทอง เขตจอมทอง กรุงเทพมหานครเจ้าพนักงานจับกุมจำเลยได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนจำนวน 5 เม็ด และธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อฉบับละ 100 บาท จำนวน 2 ฉบับ เป็นของกลางก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลเยาวชนและครอบครัวกลางเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2541 ให้ลงโทษจำคุก 3 เดือนโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามคดีหมายเลขแดงที่ 5819/2541ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15,66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางกับบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 5819/2541ของศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี8 เดือน บวกโทษจำคุก 3 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 5819/2541 ของศาลเยาวชนและครอบครัวกลางเข้ากับโทษในคดีนี้เป็นจำคุก 6 ปี 11 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยอายุ 19 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 หนึ่งในสาม ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 3 ปี 4 เดือน ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุก 3 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 6 ปี 8 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสามแล้วคงจำคุก4 ปี 5 เดือน 10 วัน บวกโทษจำคุก 3 เดือนตามคดีหมายเลขแดงที่ 5819/2541ของศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ที่รอการลงโทษไว้เข้ากับโทษในคดีนี้เป็นจำคุก 4 ปี 8 เดือน 10 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่าโจทก์บรรยายฟ้องโดยมิได้ระบุปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนของกลาง ฟ้องของโจทก์จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษหรือไม่ เห็นว่าคำฟ้องโจทก์บรรยายว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 5 เม็ด น้ำหนักรวม 0.43 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำนวน 2 เม็ด ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 200 บาท อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน คำฟ้องโจทก์ดังกล่าวเป็นการบรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดต่าง ๆ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 158(5) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว สำหรับเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เป็นสารบริสุทธิ์จะมีน้ำหนักเท่าใดนั้น เป็นเรื่องที่จะนำสืบในชั้นพิจารณาเพื่อประกอบดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลเท่านั้น คำฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5)แล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการต่อไปมีว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนโดยมิชอบเพราะในชั้นสอบสวนไม่ให้จำเลยให้ทนายความหรือผู้ที่จำเลยไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำจำเลยหรือไม่ เห็นว่า แม้ในชั้นสอบสวนจำเลยจะมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 241 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า "ในชั้นสอบสวน ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้" ก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงในสำนวนเลยว่าในชั้นสอบสวนจำเลยได้แสดงความประสงค์ต่อพันตำรวจตรีชุณห์เกษม ปิ่นรอด พนักงานสอบสวนพยานโจทก์ว่าจำเลยต้องการให้ทนายความหรือผู้ใดเข้าฟังการสอบปากคำจำเลยแล้วพันตำรวจตรีชุณห์เกษมไม่ดำเนินการให้ตามความประสงค์ของจำเลยนั้นแต่ประการใด ทั้งไม่มีกฎหมายใดบังคับให้พนักงานสอบสวนต้องแจ้งสิทธิดังกล่าวให้ผู้ต้องหาได้ทราบก่อนทำการสอบสวน การที่พันตำรวจตรีชุณห์เกษมไม่ระบุแจ้งสิทธินั้นให้จำเลยทราบในบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.6 เสียก่อนที่จะทำการสอบปากคำจำเลย ก็ไม่ทำให้การสอบสวนไม่ชอบดังที่จำเลยกล่าวอ้างอีกเช่นกันโจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น..."

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
สิทธิที่จะมีผู้อยู่ด้วยในชั้นสอบสวนนี้ เป็นสิทธิใหม่ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 241 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า "ในชั้นสอบสวน ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้" ในทางปฏิบัติก่อนที่จะมีการบัญญัติสิทธิที่จะมีผู้อยู่ด้วยในชั้นสอบสวนไว้ในรัฐธรรมนูญ เจ้าพนักงานตำรวจมักจะไม่ยอมให้บุคคลที่ไม่ได้เกี่ยวข้องเข้าฟังการสอบสวน เว้นแต่คดีที่ผู้ต้องหาเป็นทหารจะมีนายทหารพระธรรมนูญเข้าฟังการสอบสวนด้วย ดังนั้นการให้สิทธิแก่ผู้ต้องหาที่สามารถให้ทนายความหรือผู้ที่ตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบสวนได้นี้ จึงเป็นการเพิ่มหลักประกันเพื่อให้พนักงานสอบสวนอนุญาตให้มีพยานในการสอบสวนว่า พนักงานสอบสวนได้ปฏิบัติถูกต้องตามหลักในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาที่จะให้การด้วยความสมัครใจและไม่ถูกบังคับล่อลวงให้การ รวมทั้งคำให้การที่ได้มานั้นมิใช่ได้มาโดยการข่มขู่ ล่อลวง หรือให้สัญญา อย่างไรก็ดี การที่ทนายความหรือผู้ที่ผู้ต้องหาไว้วางใจมานั่งฟังการสอบสวนนี้คงจะไม่มีสิทธิที่จะตอบคำถามแทนผู้ต้องหาเพราะกรณีมิใช่เป็นการเข้ามาเป็นผู้แทนในการดำเนินคดีเช่นเดียวกับทนายความของจำเลย หากพิจารณาบทบัญญัติทั้งในรัฐธรรมนูญและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแล้ว อาจกล่าวได้ว่า ผู้ต้องหามีสิทธิเพิ่มมากขึ้น แต่คำว่า "มีสิทธิ" กับคำว่า "แจ้งสิทธิ" นั้นแตกต่างกันลองพิจารณาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134ที่กำหนดให้พนักงานสอบสวนต้องแจ้งข้อหาให้ผู้ต้องหาทราบและต้องบอกด้วยว่าถ้อยคำที่ผู้ต้องหากล่าวนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานยันเขาในการพิจารณาได้ นั้น หมายความว่า เมื่อผู้ต้องหามาปรากฏตัวต่อหน้าพนักงานสอบสวนแล้ว พนักงานสอบสวนต้องแจ้งข้อหาให้ผู้ต้องหาทราบ ไม่แจ้งไม่ได้เพราะเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย หรือตามมาตรา 7 ทวิ ที่กำหนดให้เจ้าพนักงานตำรวจผู้รับมอบตัวผู้ต้องหามีหน้าที่แจ้งสิทธิแก่ผู้ต้องหาว่า เขามีสิทธิพบและปรึกษาผู้ที่จะเป็นทนายสองต่อสอง ได้รับการเยี่ยมตามสมควร ได้รับการรักษาพยาบาลโดยเร็วเมื่อเกิดการเจ็บป่วย ซึ่งกฎหมายก็ระบุให้เป็นหน้าที่ที่ต้องแจ้งให้ทราบเช่นกัน ในทางกลับกันตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพ.ศ. 2540 ที่บัญญัติให้ผู้ต้องหามีสิทธิต่าง ๆ เช่น สิทธิที่จะมีผู้อยู่ด้วยในชั้นสอบสวน สิทธิที่จะตรวจหรือคัดสำเนาคำให้การของตนในชั้นสอบสวนหรือสิทธิที่จะไม่ให้ถ้อยคำเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเองอันอาจทำให้ตนถูกฟ้องคดีอาญานั้น ล้วนเป็นสิทธิที่ผู้ต้องหาต้องแสดงออกมาเอง นั่นหมายความว่า ผู้ต้องหาต้องรู้ว่าเขามีสิทธิเช่นนั้นอยู่ก่อนแล้วจึงขอใช้สิทธิดังกล่าวได้ซึ่งตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ได้วางบรรทัดฐานไว้ในทำนองว่าเจ้าพนักงานตำรวจหรือพนักงานสอบสวนไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบว่าเขามีสิทธิเช่นนั้น ปัญหาที่ว่า เมื่อรัฐธรรมนูญให้สิทธิต่าง ๆ แก่ผู้ต้องหาแล้ว ผู้ต้องหาต้องทราบเสียก่อนว่าตนมีสิทธิเช่นไรจึงจะสามารถแสดงสิทธินั้นออกมาได้ หากผู้ต้องหาไม่ทราบและเจ้าพนักงานตำรวจก็ไม่ได้แจ้งว่าเขามีสิทธิเช่นนั้น ผู้ต้องหาก็จะไม่มีทางทราบได้เลยว่า ตนสามารถใช้สิทธินั้น ๆ ได้ เมื่อพิจารณาสภาพสังคมไทยในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าพลเมืองส่วนใหญ่ของประเทศยังเป็นคนยากจนและไร้การศึกษาอยู่มาก จริงอยู่แม้จะมีการตื่นตัวและเคลื่อนไหวของพลังประชาชนอยู่เนือง ๆ ซึ่งทำให้ประชาชนบางส่วนได้รับรู้ข่าวสารอันเป็นความรู้และเป็นประโยชน์แก่ตนมากขึ้น แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าอีกบางส่วนที่เหลือของประชาชนยังไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุผลใดก็ตาม ในทางตรงกันข้าม จะมีประชาชนบางกลุ่มที่มีการศึกษา และมีฐานะพอที่จะหาทนายความมาช่วยเหลือตนเมื่อต้องตกเป็นผู้ต้องหาประชาชนเหล่านี้จึงทราบถึงสิทธิและสามารถแสดงใช้สิทธิของตนได้อย่างเต็มที่ในชั้นสอบสวน ในขณะที่ประชาชนผู้ด้อยโอกาสเมื่อตกเป็นผู้ต้องหา เจ้าพนักงานตำรวจทราบดีว่าเขามีสิทธิอย่างไรในชั้นสอบสวนแต่ไม่บอกกล่าวให้เขาทราบเพราะไม่มีบทบังคับให้ต้องแจ้ง ทำให้เขาไม่สามารถแสดงใช้สิทธิดังกล่าวได้ ซึ่งแม้จะไม่เรียกว่าขัดแย้งแต่ก็น่าจะถือได้ว่าเป็นการไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญที่ให้บุคคลมีความเสมอภาคกันในกฎหมาย ฉะนั้น ในทางปฏิบัติเจ้าพนักงานตำรวจหรือพนักงานสอบสวนควรต้องแจ้งสิทธิต่าง ๆ ให้ผู้ต้องหาทราบว่าเขามีสิทธิเช่นใดบ้าง จะใช้หรือแสดงสิทธิดังกล่าวหรือไม่ก็ได้ แล้วจดแจ้งไว้ในบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา ซึ่งผู้เขียนก็พอจะเห็นว่า มีการแจ้งสิทธิของผู้ต้องหาตามรัฐธรรมนูญไว้ในบันทึกคำให้การดังกล่าวบ้างแล้ว แต่ยังไม่แพร่หลายทุกสถานีตำรวจ หากสามารถกระทำได้เช่นนี้ในทุกคดีโดยเสมอภาคกัน ปัญหาเรื่องมาตรฐานเชิงซ้อนหรือทวิมาตรฐาน (DoubleStandard) ก็ไม่จำต้องกล่าวถึงอีกต่อไป ส่วนการศึกษาถึงระบบความยุติธรรมทางอาญา ปัจจุบันมีทฤษฎีที่ขัดแย้งกันอยู่ 2 ทฤษฎี คือ 1. ทฤษฎีการควบคุมอาชญากรรม (CrimeControl) เป็นทฤษฎีที่เน้นหนักทางด้านประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม มุ่งเน้นไปที่การควบคุม ระงับและปราบปรามอาชญากรรมเป็นหลัก การดำเนินงานตามขั้นตอนต่าง ๆ จึงต้องมีความรวดเร็ว แน่นอน และทำให้ผู้กระทำความผิดรอดพ้นจากการถูกศาลพิพากษาลงโทษได้น้อยที่สุด ซึ่งทฤษฎีนี้เชื่อว่าการค้นหาความจริงในชั้นเจ้าพนักงานตำรวจและพนักงานอัยการเพียงพอที่จะเชื่อถือได้ 2. ทฤษฎีกระบวนการนิติธรรม (DueProcess) เป็นทฤษฎีที่ตรงกันข้ามกับทฤษฎี Crimecontrol มักเป็นการดำเนินคดีตามความคิดในเรื่องความเป็นธรรมอย่างมีเหตุผลและถูกต้อง ผู้ต้องหาหรือจำเลยต้องได้รับสิทธิต่าง ๆ ตามขั้นตอนอย่างสะดวกโดยอยู่บนพื้นฐานของการที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครองที่เท่าเทียมกัน(EqualProtection) ไม่แบ่งแยกทางด้านเพศ เชื้อชาติ หรือศาสนาทฤษฎีนี้เชื่อว่าวิธีปฏิบัติของเจ้าพนักงานตำรวจเป็นการดำเนินงานในที่รโหฐานซึ่งอาจมีการใช้วิธีการล่อลวงขู่เข็ญ หรือสร้างพยานหลักฐานขึ้นใหม่ได้ จึงต้องให้มีการพิจารณาคดีอย่างเป็นทางการและเปิดเผยในศาลสถิตยุติธรรมต่อหน้าองค์คณะผู้พิพากษาที่เป็นกลาง ไม่ลำเอียงเข้ากับฝ่ายใด อาจกล่าวได้ว่า ทฤษฎีทั้งสองทฤษฎีนี้ถือเป็นทฤษฎีที่นำไปใช้ในระบบความยุติธรรมทางอาญาหลายประเทศทั่วโลก บางประเทศเน้นหนักค่อนไปทาง CrimeControl บางประเทศก็พยายามที่จะดำเนินไปตาม DueProcess ซึ่งก็แล้วแต่แนวนโยบายแห่งรัฐหรือประเทศนั้น ๆ เมื่อหันมาพิจารณาถึงสิทธิต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้นที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้แก่ผู้ต้องหาแล้ว เห็นได้ชัดว่าเป็นการให้สิทธิตามความเป็นธรรมและชอบด้วยเหตุผลในแนวทางทฤษฎี DueProcess แต่หากพิเคราะห์ถึงทางปฏิบัติแล้วน่าจะออกมาในแนวทฤษฎี CrimeControl เช่น การจับกับการสอบสวนเป็นวิธีการทางกฎหมายอันเป็นขั้นตอนคนละขั้นตอนกัน แม้การจับกุมจะไม่ชอบด้วยกฎหมายก็เป็นคนละเรื่องกับการสอบสวน (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1378/2544 ที่ 3238/2531 และที่ 2699/2516) หรือการจับกุมไม่ชอบก็เป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกส่วนหนึ่งหากกระทบกระเทือนถึงการฟ้องคดีอาญาไม่ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 99/2541) หรือการตรวจค้น การจับกุมและการสอบสวนเป็นการดำเนินการคนละขั้นตอนกัน แม้อาจมีปัญหาการตรวจค้นและจับกุมจะไม่ชอบด้วยกฎหมายก็หากระทบกระเทือนถึงการฟ้องคดีอาญาไม่ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1547/2540) ทำให้มองเห็นภาพโดยกว้างว่าระบบความยุติธรรมทางอาญาของไทยใช้ทั้งสองทฤษฎีผสมเข้าด้วยกันตามหน้าที่และปรัชญาในการทำงานขององค์กรของรัฐที่เป็นอิสระแยกต่างหากจากกัน โดยไม่มีจุดเกาะเกี่ยวยึดโยงให้ต่อเนื่องเป็นกระบวนการเดียวกัน ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วองค์กรของรัฐเหล่านี้ต่างมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยให้เกิดแก่สังคมด้วยกันทั้งสิ้น จิตฤดี วีระเวสส์
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001047.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545