คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1357/2545 ฉบับเต็ม

#42159
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1357/2545 พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ โจทก์ นาย ชุมพลหรือพล เพ็งศรี จำเลย ป.อ. มาตรา 33, มาตรา 90, มาตรา 91, มาตรา 278, มาตรา 284, มาตรา 295 ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 225 การกระทำของจำเลยที่ขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายไปยังที่เกิดเหตุและกระโดดลงจากรถเข้ามาชกท้องผู้เสียหายแล้วฉุดเข้าไปในป่า กอดปล้ำ เมื่อผู้เสียหายไม่ยอมจำเลยจึงจับศีรษะผู้เสียหายโขกตอไม้ที่พื้น กดศีรษะลงพื้นและนำมีดปลายแหลมออกมาขู่ให้ผู้เสียหายถอดกางเกง แต่ผู้เสียหายหลอกให้จำเลยปล่อยก่อนแล้วถือโอกาสวิ่งหนีออกจากที่เกิดเหตุได้นั้น เป็นความผิดฐานกระทำอนาจารกับความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายอันเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารและฐานกระทำอนาจารนั้น จำเลยกระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงในวาระเดียวกัน ซึ่งตามพฤติการณ์จำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาเพื่อจะกระทำชำเราผู้เสียหายเท่านั้น จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่ความผิดหลายกรรมต่างกัน ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นฎีกาศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ จำเลยใช้รถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายไปยังที่เกิดเหตุแล้วกระทำผิด รถจักรยานยนต์ดังกล่าวย่อมเป็นเพียงพาหนะที่ใช้พาไปยังที่เกิดเหตุไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำผิดโดยตรงจึงไม่อาจริบได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยพานางสาว ส. ผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวงและใช้กำลังประทุษร้าย ทั้งนี้จำเลยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะพาผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจาร และจำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 1 โดยใช้กำลังประทุษร้ายด้วยการใช้มือชกต่อยที่ท้องของผู้เสียหายที่ 1 และจับศีรษะของผู้เสียหายที่ 1 กระแทกกับตอไม้เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับบาดเจ็บเป็นอันตายแก่กาย แล้วกอดปล้ำจูบบริเวณซอกคอของผู้เสียหายที่ 1 กับใช้มีดปลายแหลมออกมาข่มขู่บังคับเพื่อให้ผู้เสียหายที่ 1 ถอดกางเกง หลังจากนั้นจำเลยใช้มีดปลายแหลมเป็นอาวุธแทงประทุษร้ายร่างกายนายเอนก เชื้อตาเล็ง ผู้เสียหายที่ 2ถูกบริเวณฝ่ามือซ้าย เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กาย ภายหลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจยึดรถจักรยานยนต์คันที่จำเลยใช้เป็นยานพาหนะในการพาผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจารเป็นของกลางและต่อมาจึงจับกุมจำเลยได้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 278, 284, 295, 91, 33 ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 278, 284 วรรคแรก, 295 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำอนาจารและทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 1 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 2 ปี ฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร ให้ลงโทษจำคุก 2 ปีฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 ให้ลงโทษจำคุก 2 เดือน รวมให้ลงโทษจำคุก 4 ปี 2 เดือน ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยขับรถจักรยานยนต์ของกลางพาผู้เสียหายที่ 1 นั่งซ้อนท้ายไปยังที่เกิดเหตุห่างบ้านผู้เสียหายที่ 1 ประมาณ500 เมตร ต่อมาจำเลยหลบหนีไปจากที่เกิดเหตุโดยทิ้งรถจักรยานยนต์ของกลางไว้ หลังเกิดเหตุผู้เสียหายทั้งสองได้รับบาดเจ็บตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย ป.จ.1 และ ป.จ.2 มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายทั้งสองกับนางเขียว พุทธากูลมารดาผู้เสียหายที่ 1 และนายดาบตำรวจสุภลักษณ์ ทานะสุข เบิกความได้ความว่า เมื่อจำเลยขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายที่ 1 ไปยังที่เกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 กระโดดลงจากรถ จำเลยเข้ามาชกท้อง 1 ที แล้วฉุดเข้าไปในป่า กอดปล้ำ จูบซอกคอและบอกผู้เสียหายที่ 1 ว่าให้ยอมพี่เถอะผู้เสียหายที่ 1 บอกว่าไม่ยอม จำเลยจึงจับศีรษะผู้เสียหายที่ 1 โขกตอไม้ที่พื้น กดศีรษะลงพื้น และนำมีดปลายแหลมออกมาขู่สั่งให้ผู้เสียหายที่ 1ถอดกางเกง ผู้เสียหายที่ 1 หลอกให้จำเลยปล่อยก่อน เมื่อจำเลยปล่อยผู้เสียหายที่ 1 จึงวิ่งหนีออกจากที่เกิดเหตุ ต่อมาผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งได้ยินเสียงผู้เสียหายที่ 1 ร้องเรียกให้ช่วยแล้วติดตามไปยังที่เกิดเหตุ พบจำเลยกำลังออกจากที่เกิดเหตุ จึงสอบถามจำเลยถึงผู้เสียหายที่ 1 จำเลยกลับชักมีดออกมาแทงผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 2 ใช้มือซ้ายปัด จึงถูกใบมีดที่ฝ่ามือได้รับอันตรายแก่กาย หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจยึดรถจักรยานยนต์ของกลางได้จากที่เกิดเหตุ เห็นว่า พยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความถึงเหตุการณ์ได้ต่อเนื่องกัน เมื่อประกอบกับโจทก์มีนายจักรกฤษณ์ น้ำเย็น แพทย์ผู้ตรวจชันสูตรบาดแผลของผู้เสียหายทั้งสองมาเบิกความประกอบว่า ผู้เสียหายที่ 1 มีรอยขีดข่วนบริเวณน่องซ้ายคล้ายถูกหญ้าบาด และบริเวณศีรษะด้านหลังมีลักษณะบวมโน ซึ่งน่าจะเกิดจากการกระแทกของแข็งไม่มีคมส่วนผู้เสียหายที่ 2 มีบาดแผลถูกของมีคมตัดผ่านตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย ป.จ.1 และ ป.จ.2 อีกทั้งยังปรากฏว่าจำเลยหลบหนีไปโดยทิ้งรถจักรยานยนต์ของจำเลยไว้ที่ที่เกิดเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจยึดเป็นของกลางทำให้เหตุการณ์ตามคำพยานโจทก์ดังกล่าวสอดคล้องสมเหตุผลมีน้ำหนักรับฟังได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย โดยความผิดฐานกระทำอนาจารกับความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 1 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทชอบแล้ว แต่ความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารและฐานกระทำอนาจารนั้น จำเลยกระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงในวาระเดียวกัน ซึ่งตามพฤติการณ์เป็นเรื่องที่จำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาเพื่อจะกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1เท่านั้น จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทมิใช่เป็นความผิดหลายกรรมดังศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยปัญหาว่าการกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมหรือเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับด้วยความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยกับผู้เสียหายที่ 1 เคยรักใคร่ชอบพอกันถึงขั้นมีการสู่ขอแต่งงานกันและจำเลยทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 โดยการจับศีรษะโขกตอไม้เป็นผลเพียงศีรษะโน ไม่มีบาดแผลแตก แสดงว่าจำเลยกระทำแก่ผู้เสียหายที่ 1ไม่รุนแรงนักตามพฤติการณ์แห่งคดีดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดโทษจำคุกจำเลยถึงกระทงละ 2 ปี จึงหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดโทษแก่จำเลยใหม่ให้เหมาะสม ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเพื่อพาผู้เสียหายที่ 1 ไปยังที่เกิดเหตุแล้วกระทำผิดคดีนี้ รถจักรยานยนต์ของกลางย่อมเป็นเพียงพาหนะที่ใช้พาไปยังที่เกิดเหตุไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำผิดโดยตรง จึงไม่อาจริบได้ แม้จำเลยจะมิได้ฎีกาในปัญหานี้ แต่ก็เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เช่นกัน" พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 1ฐานกระทำอนาจาร และฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 ให้จำคุก 1 ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 แล้ว เป็นจำคุกจำเลยมีกำหนด 1 ปี 2 เดือน และไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 (โนรี จันทร์ทร-พินิจ เพชรรุ่ง-ทวีวัฒน์ แดงทองดี) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
42159
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082056301"
    }
}
date
2545
deka_no
1357/2545
deka_running_no
1357
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "โนรี จันทร์ทร",
    "พินิจ เพชรรุ่ง",
    "ทวีวัฒน์ แดงทองดี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 33",
            "ม. 90",
            "ม. 91",
            "ม. 278",
            "ม. 284",
            "ม. 295"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 195 วรรคสอง",
            "ม. 225"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ชุมพลหรือพล เพ็งศรี"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยพานางสาว ส. ผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวงและใช้กำลังประทุษร้าย ทั้งนี้จำเลยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะพาผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจาร และจำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 1 โดยใช้กำลังประทุษร้ายด้วยการใช้มือชกต่อยที่ท้องของผู้เสียหายที่ 1 และจับศีรษะของผู้เสียหายที่ 1 กระแทกกับตอไม้เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับบาดเจ็บเป็นอันตายแก่กาย แล้วกอดปล้ำจูบบริเวณซอกคอของผู้เสียหายที่ 1 กับใช้มีดปลายแหลมออกมาข่มขู่บังคับเพื่อให้ผู้เสียหายที่ 1 ถอดกางเกง หลังจากนั้นจำเลยใช้มีดปลายแหลมเป็นอาวุธแทงประทุษร้ายร่างกายนายเอนก เชื้อตาเล็ง ผู้เสียหายที่ 2ถูกบริเวณฝ่ามือซ้าย เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กาย ภายหลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจยึดรถจักรยานยนต์คันที่จำเลยใช้เป็นยานพาหนะในการพาผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจารเป็นของกลางและต่อมาจึงจับกุมจำเลยได้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 278, 284, 295, 91, 33 ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 278, 284 วรรคแรก, 295 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำอนาจารและทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 1 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 2 ปี ฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร ให้ลงโทษจำคุก 2 ปีฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 ให้ลงโทษจำคุก 2 เดือน รวมให้ลงโทษจำคุก 4 ปี 2 เดือน ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยขับรถจักรยานยนต์ของกลางพาผู้เสียหายที่ 1 นั่งซ้อนท้ายไปยังที่เกิดเหตุห่างบ้านผู้เสียหายที่ 1 ประมาณ500 เมตร ต่อมาจำเลยหลบหนีไปจากที่เกิดเหตุโดยทิ้งรถจักรยานยนต์ของกลางไว้ หลังเกิดเหตุผู้เสียหายทั้งสองได้รับบาดเจ็บตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย ป.จ.1 และ ป.จ.2 มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายทั้งสองกับนางเขียว พุทธากูลมารดาผู้เสียหายที่ 1 และนายดาบตำรวจสุภลักษณ์ ทานะสุข เบิกความได้ความว่า เมื่อจำเลยขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายที่ 1 ไปยังที่เกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 กระโดดลงจากรถ จำเลยเข้ามาชกท้อง 1 ที แล้วฉุดเข้าไปในป่า กอดปล้ำ จูบซอกคอและบอกผู้เสียหายที่ 1 ว่าให้ยอมพี่เถอะผู้เสียหายที่ 1 บอกว่าไม่ยอม จำเลยจึงจับศีรษะผู้เสียหายที่ 1 โขกตอไม้ที่พื้น กดศีรษะลงพื้น และนำมีดปลายแหลมออกมาขู่สั่งให้ผู้เสียหายที่ 1ถอดกางเกง ผู้เสียหายที่ 1 หลอกให้จำเลยปล่อยก่อน เมื่อจำเลยปล่อยผู้เสียหายที่ 1 จึงวิ่งหนีออกจากที่เกิดเหตุ ต่อมาผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งได้ยินเสียงผู้เสียหายที่ 1 ร้องเรียกให้ช่วยแล้วติดตามไปยังที่เกิดเหตุ พบจำเลยกำลังออกจากที่เกิดเหตุ จึงสอบถามจำเลยถึงผู้เสียหายที่ 1 จำเลยกลับชักมีดออกมาแทงผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 2 ใช้มือซ้ายปัด จึงถูกใบมีดที่ฝ่ามือได้รับอันตรายแก่กาย หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจยึดรถจักรยานยนต์ของกลางได้จากที่เกิดเหตุ เห็นว่า พยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความถึงเหตุการณ์ได้ต่อเนื่องกัน เมื่อประกอบกับโจทก์มีนายจักรกฤษณ์ น้ำเย็น แพทย์ผู้ตรวจชันสูตรบาดแผลของผู้เสียหายทั้งสองมาเบิกความประกอบว่า ผู้เสียหายที่ 1 มีรอยขีดข่วนบริเวณน่องซ้ายคล้ายถูกหญ้าบาด และบริเวณศีรษะด้านหลังมีลักษณะบวมโน ซึ่งน่าจะเกิดจากการกระแทกของแข็งไม่มีคมส่วนผู้เสียหายที่ 2 มีบาดแผลถูกของมีคมตัดผ่านตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย ป.จ.1 และ ป.จ.2 อีกทั้งยังปรากฏว่าจำเลยหลบหนีไปโดยทิ้งรถจักรยานยนต์ของจำเลยไว้ที่ที่เกิดเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจยึดเป็นของกลางทำให้เหตุการณ์ตามคำพยานโจทก์ดังกล่าวสอดคล้องสมเหตุผลมีน้ำหนักรับฟังได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย โดยความผิดฐานกระทำอนาจารกับความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 1 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทชอบแล้ว แต่ความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารและฐานกระทำอนาจารนั้น จำเลยกระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงในวาระเดียวกัน ซึ่งตามพฤติการณ์เป็นเรื่องที่จำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาเพื่อจะกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1เท่านั้น จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทมิใช่เป็นความผิดหลายกรรมดังศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยปัญหาว่าการกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมหรือเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับด้วยความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยกับผู้เสียหายที่ 1 เคยรักใคร่ชอบพอกันถึงขั้นมีการสู่ขอแต่งงานกันและจำเลยทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 โดยการจับศีรษะโขกตอไม้เป็นผลเพียงศีรษะโน ไม่มีบาดแผลแตก แสดงว่าจำเลยกระทำแก่ผู้เสียหายที่ 1ไม่รุนแรงนักตามพฤติการณ์แห่งคดีดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดโทษจำคุกจำเลยถึงกระทงละ 2 ปี จึงหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดโทษแก่จำเลยใหม่ให้เหมาะสม ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเพื่อพาผู้เสียหายที่ 1 ไปยังที่เกิดเหตุแล้วกระทำผิดคดีนี้ รถจักรยานยนต์ของกลางย่อมเป็นเพียงพาหนะที่ใช้พาไปยังที่เกิดเหตุไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำผิดโดยตรง จึงไม่อาจริบได้ แม้จำเลยจะมิได้ฎีกาในปัญหานี้ แต่ก็เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เช่นกัน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 1ฐานกระทำอนาจาร และฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 ให้จำคุก 1 ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 แล้ว เป็นจำคุกจำเลยมีกำหนด 1 ปี 2 เดือน และไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001039.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545