คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1455/2545 ฉบับเต็ม

#42161
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1455/2545 พนักงานอัยการประจำศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมา โจทก์ นาย อ จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 165 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 6, มาตรา 20 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาฯไม่ได้บัญญัติเกี่ยวกับเรื่องที่พนักงานอัยการโจทก์มีหน้าที่ต้องควบคุมตัวจำเลยซึ่งเป็นเยาวชนมาศาลขณะยื่นฟ้องหรือไม่ แต่มาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาบังคับใช้แก่คดี ซึ่งตามมาตรา 165 ที่กำหนดให้พนักงานอัยการโจทก์คุมตัวจำเลยมาศาลในวันฟ้องนั้นสามารถนำมาใช้บังคับแก่คดีเด็กหรือเยาวชนได้ และไม่เป็นการขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนั้น พนักงานอัยการโจทก์จึงมีหน้าที่ต้องควบคุมตัวจำเลยซึ่งเป็นเยาวชนมาศาลขณะยื่นฟ้อง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยถูกควบคุมตัวที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครราชสีมาแล้วมีการประกันตัวไป แต่ภายหลังสถานพินิจดังกล่าวไม่อาจส่งตัวจำเลยต่อศาลในวันฟ้องได้เนื่องจากจำเลยถูกจับกุมในอีกคดีหนึ่งที่จังหวัดลพบุรี กรณีจึงเป็นเรื่องระหว่างการควบคุมตัวจำเลยในชั้นสอบสวนโดยอยู่ในอำนาจของผู้อำนวยการสถานพินิจ ไม่เกี่ยวกับศาลประกอบกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2543 ที่แก้ไขใหม่ก็มิได้บัญญัติให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางเป็นผู้รับผิดชอบงานของสถานพินิจทั่วราชอาณาจักรดังที่บัญญัติไว้เดิมทั้งในปัจจุบันสถานพินิจทั่วราชอาณาจักรก็เป็นหน่วยงานที่แยกออกไปจากศาลแล้ว ดังนั้น ในชั้นควบคุมตัวจำเลยในสถานพินิจจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยอยู่ในความควบคุมของศาล ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่ประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาจึงชอบแล้ว ___________________________ คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 โดยขณะโจทก์ยื่นฟ้องอยู่ภายในกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผัดฟ้องและอยู่ในระหว่างที่จำเลยซึ่งยังเป็นเยาวชนได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวจากสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครราชสีมาหลบหนี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์มีหน้าที่นำตัวจำเลยมาส่งศาลขณะที่ยื่นฟ้อง เมื่อโจทก์ไม่นำตัวจำเลยมาศาลในขณะยื่นฟ้อง จึงไม่ประทับฟ้องจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งขอให้ประทับรับฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า พนักงานอัยการโจทก์มีหน้าที่ต้องควบคุมตัวจำเลยซึ่งเป็นเยาวชนมาศาลขณะยื่นฟ้องหรือไม่ เห็นว่าตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 ไม่ได้บัญญัติเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้โดยเฉพาะ แต่ตามมาตรา 6 แห่งบทกฎหมายดังกล่าวบัญญัติให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้บังคับแก่คดีเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 165 ได้บัญญัติไว้ชัดเจนให้พนักงานอัยการโจทก์คุมตัวจำเลยมาศาลในวันฟ้อง โดยนำมาใช้บังคับแก่คดีเด็กหรือเยาวชนได้และไม่เป็นการขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนั้น พนักงานอัยการโจทก์จึงมีหน้าที่ต้องควบคุมตัวจำเลย ซึ่งเป็นเยาวชนมาศาลขณะยื่นฟ้องสำหรับคดีนี้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้ถูกควบคุมตัวที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครราชสีมาแล้วมีการประกันตัวไปภายหลังสถานพินิจดังกล่าวมิอาจส่งตัวจำเลยต่อศาลในวันฟ้องได้เนื่องจากนายประกันได้มาแจ้งว่าจำเลยถูกจับกุมอีกคดีหนึ่งในข้อหาเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอลำสนธิจังหวัดลพบุรีเห็นได้ว่ากรณีเป็นเรื่องระหว่างการควบคุมตัวจำเลยในชั้นสอบสวนโดยอยู่ในอำนาจของผู้อำนวยการสถานพินิจ ไม่เกี่ยวกับศาล ประกอบกับมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2543 ที่แก้ไขใหม่ก็มิได้บัญญัติให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางเป็นผู้รับผิดชอบงานของสถานพินิจทั่วราชอาณาจักรดังที่บัญญัติไว้เดิมทั้งในปัจจุบันสถานพินิจทั่วราชอาณาจักรก็เป็นหน่วยงานที่แยกออกไปจากศาลแล้ว ดังนั้น ในชั้นควบคุมตัวจำเลยในสถานพินิจจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยอยู่ในความควบคุมของศาลเมื่อได้ความว่าขณะพนักงานอัยการโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ไม่มีตัวจำเลยมาศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่ประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาจึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (สุเมธ ตังคจิวางกูร-อำนวย เต้พันธ์-ประเสริฐ เขียนนิลศิริ) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ก่อนหน้านี้เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1615/2517 วินิจฉัยว่าการควบคุมตัวจำเลยซึ่งเป็นเด็กในระหว่างการสอบสวนเป็นการควบคุมโดยสถานพินิจฯ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีเด็กฯ พ.ศ. 2494มาตรา 24(ซึ่งตรงกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนฯ พ.ศ. 2534มาตรา 50 วรรคแรก) ตัวจำเลยจึงมิได้ผ่านเข้ามาอยู่ในความควบคุมตัวของศาล เมื่อจำเลยหลบหนีไปก่อนโจทก์ฟ้อง ศาลชั้นต้นไม่ประทับฟ้องจึงชอบแล้ว ต่อมาในปี 2534 มีการแก้ไขกฎหมายทำให้ปัญหานี้ได้รับการพิจารณาอีกครั้งโดยมติที่ประชุมใหญ่ผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวและผู้อำนวยการสถานพินิจฯ ซึ่งที่ประชุมมีมติตรงกันข้ามกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1615/2517 ดังกล่าวข้างต้น โดยถือว่าจำเลยอยู่ในอำนาจของศาลแล้ว ศาลควรประทับฟ้องและออกหมายจับพร้อมทั้งจำหน่ายคดีโดยเห็นว่า มาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนฯ พ.ศ. 2534ให้สถานพินิจฯ อยู่ในเขตอำนาจศาลและอยู่ในบังคับบัญชาของผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนฯ หลังจากนั้นประมาณเดือนมิถุนายน2541 อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางในขณะนั้นได้มีหนังสือซ้อมความเข้าใจแนวปฏิบัติว่า กรณีเด็กหรือเยาวชนได้รับการประกันตัวไปในชั้นสถานพินิจฯ แล้วหลบหนีก่อนถูกฟ้อง เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้อง ศาลจะต้องรับฟ้องไว้โดยถือว่าจำเลยหลบหนีไปในชั้นพิจารณาแล้ว เพราะการแก้ไขกฎหมายเมื่อปี 2534 ได้เพิ่มหลักการใหม่โดยเพิ่มมาตรา 50 วรรคสอง ที่ให้อำนาจศาลสั่งประกันตัวผู้ต้องหาได้และมาตรา 23 ให้หัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวเป็นผู้บังคับบัญชาสถานพินิจฯ นอกจากนี้ ยังมีบทความตอนหนึ่งของท่านสิทธิศักดิ์วนะชกิจซึ่งลงพิมพ์ในวารสารดุลพาห (เล่ม 3 ปีที่ 43 เดือนตุลาคม - ธันวาคม2539 หน้า 56-57) ว่า กรณีเด็กหรือเยาวชนได้รับการปล่อยชั่วคราวในระหว่างสอบสวนโดยผู้อำนวยการสถานพินิจฯ เป็นผู้อนุญาตเมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องจะถือว่าจำเลยอยู่ในอำนาจของศาลเยาวชนฯหรือไม่ โดยมีความเห็นเป็นสองแนวทาง แนวทางแรก เห็นว่าจำเลยอยู่ในอำนาจของศาลแล้ว ศาลควรจะประทับฟ้องไว้พิจารณาและออกหมายจับจำเลยพร้อมจำหน่ายคดีชั่วคราว โดยไม่ควรถือตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1615/2517 เนื่องจากคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าววินิจฉัยตามกฎหมายเก่าอีกทั้ง พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนฯพ.ศ. 2534 มาตรา 23 ให้สถานพินิจฯ อยู่ในเขตอำนาจศาลและอยู่ในบังคับบัญชาของผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัว (ซึ่งต่อมาความตอนนี้ถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนฯ (ฉบับที่ 2)พ.ศ. 2543 มีผลนับแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2543 เป็นต้นไป) แนวทางที่สองเห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนฯ ทั้งฉบับเก่า (ปี 2494)และฉบับใหม่ (ปี 2534) มิได้เปลี่ยนแปลงหลักการเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของสถานพินิจฯ หรือศาล บทบัญญัติหรือเจตนารมณ์ของกฎหมายมีอยู่อย่างไรก็คงเป็นเช่นเดิม เมื่อจำเลยหลบหนีไปในชั้นสถานพินิจฯ ก่อนฟ้อง ก็ต้องแปลความว่าจำเลยมิได้อยู่ในอำนาจศาลตามที่ศาลฎีกาได้วางหลักไว้ ส่วนมาตรา 23(ฉบับปี 2534)เมื่อพิจารณาตามตัวบทกฎหมายเห็นได้ว่า เป็นเรื่องของอำนาจหน้าที่ในการบังคับบัญชาข้าราชการธุรการหรือในทางบริหารเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับอำนาจในการพิจารณาคดี สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ ผู้เขียนมีความเห็นเป็นไปในแนวทางที่สองอันประกอบด้วยข้อกฎหมายและเหตุผลดังต่อไปนี้ 1. การยื่นฟ้องคดีอาญาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนฯพ.ศ. 2534 มิได้กำหนดยกเว้นให้พนักงานอัยการโจทก์ไม่ต้องคุมตัวจำเลยมาศาลในขณะยื่นฟ้อง จึงต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 165 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนฯ มาตรา 6มาใช้บังคับซึ่งโจทก์มิได้อุทธรณ์ในประเด็นนี้ เท่ากับโจทก์ยอมรับว่าขณะยื่นฟ้องต้องมีตัวจำเลยมาศาลเหมือนคดีอาญาทั่วไป การที่เด็กหรือเยาวชนที่ถูกจับและส่งตัวให้แก่สถานพินิจฯ แล้วได้รับการประกันตัวไปจากสถานพินิจฯ โดยผู้อำนวยการสถานพินิจฯ เป็นผู้อนุญาตตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนฯ มาตรา 50 วรรคแรก ให้อำนาจไว้จึงถือว่าเป็นดุลพินิจเฉพาะตัวตามกฎหมาย หากเด็กหรือเยาวชนที่ต้องหาหลบหนีไปก่อนฟ้อง ไม่อาจถือว่าหลบหนีในชั้นพิจารณาหรือหลบหนีขณะอยู่ในอำนาจของศาลได้ แม้ว่ามาตรา 50 วรรคสองให้ศาลมีอำนาจสั่งปล่อยชั่วคราวได้หากผู้อำนวยการสถานพินิจฯมีความเห็นไม่ควรอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ก็เป็นเรื่องการให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจกลั่นกรองอีกชั้นหนึ่งเพื่อคุ้มครองสิทธิของเด็กหรือเยาวชนให้ได้รับความเป็นธรรมมากที่สุด อำนาจของศาลตามมาตรา 50 วรรคสอง ไม่ได้หมายความว่าศาลมีอำนาจควบคุมตัวเด็กหรือเยาวชนที่ต้องหานั้นไว้แต่อย่างใด อีกทั้งการผัดฟ้องก็ไม่มีกฎหมายบังคับว่าพนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนต้องควบคุมผู้ต้องหามาศาล ดังนั้น แม้ศาลจะอนุญาตให้ผัดฟ้องก็ยังถือไม่ได้ว่าเด็กหรือเยาวชนที่ต้องหาอยู่ในอำนาจศาล ศาลจะมีอำนาจควบคุมเด็กหรือเยาวชนที่ต้องหาต่อเมื่อคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลซึ่งศาลอาจให้ควบคุมตัวไว้ในสถานพินิจฯ หรือสถานที่อื่นก็ได้ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนฯ มาตรา 67 2. ขั้นตอนระหว่างการสอบสวนหรือก่อนฟ้อง ผู้อำนวยการสถานพินิจฯ มีหน้าที่แจ้งความเห็นต่อพนักงานอัยการว่าเด็กหรือเยาวชนที่ต้องหาอาจกลับตนเป็นคนดีได้โดยไม่ต้องฟ้อง กรณีนี้พนักงานอัยการมีอำนาจสั่งไม่ฟ้องเด็กหรือเยาวชนนั้นได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนฯ มาตรา 63 เมื่อเป็นเช่นนี้การควบคุมตัวผู้ต้องหาในสถานพินิจฯ ย่อมเห็นได้ชัดว่าไม่อยู่ในอำนาจศาลเพราะหากพนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องก็อาจควบคุมตัวไว้ตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ หากพนักงานอัยการเห็นควรสั่งฟ้องพนักงานอัยการต้องยื่นฟ้องต่อศาลเยาวชนฯ ภายใน 30 วัน นับแต่วัน นับแต่วันที่เด็กหรือเยาวชนนั้นถูกจับกุมตามมาตรา 51 วรรคแรก ซึ่งระยะเวลาการฟ้องคดีดังกล่าว มาตรา 52 บัญญัติว่า ในกรณีที่เด็กหรือเยาวชนผู้ต้องหาหลบหนีจากการควบคุมในระหว่างสอบสวน มิให้นับระยะเวลาที่หลบหนีนั้นรวมเข้าในกำหนดระยะเวลาตามมาตรา 51 เท่ากับกำหนดระยะเวลาการฟ้องคดีอาญาของพนักงานอัยการให้ยาวออกไปอีกจนกว่าจะจับตัวเด็กหรือเยาวชนผู้ต้องหามาส่งฟ้องศาลได้นั่นเอง 3. ส่วนอำนาจของศาลที่จะสั่งให้สถานพินิจฯ ปฏิบัติอย่างใดตามมาตรา 34,37,43 และ 46 นั้น เป็นอำนาจที่ศาลสั่งได้ภายใต้ขอบเขตอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของสถานพินิจฯ เฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล เมื่อสถานพินิจฯรับตัวเด็กหรือเยาวชนไว้จากพนักงานสอบสวนจึงเป็นขั้นตอนสอบสวนก่อนฟ้อง อันเป็นคนละขั้นตอนต่างหากจากการพิจารณาพิพากษาคดีชั้นศาล 4. บทบัญญัติมาตรา 23 ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนฯพ.ศ. 2543 ซึ่งแก้ไขโดยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนฯ (ฉบับที่ 2)พ.ศ. 2543 ที่เริ่มใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2543 มีผลให้สถานพินิจฯ อยู่ในบังคับบัญชาของกระทรวงยุติธรรมโดยเด็ดขาดตามมาตรา 32 สถานพินิจฯ จึงเป็นส่วนราชการที่มีหน้าที่ตามกฎหมายทำหน้าที่สืบเสาะสอดส่อง และควบคุมเด็กหรือเยาวชนเพื่อรายงานให้ศาลทราบ อันจะเป็นประโยชน์ในการใช้ดุลพินิจแก้ไขเด็กหรือเยาวชนให้กลับตนเป็นคนดีให้บรรลุวัตถุประสงค์ของกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองเด็กหรือเยาวชนที่ตกเป็นผู้ต้องหาและดูแลสังคมไปด้วย รวมทั้งเพื่อให้เห็นไปตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก มาตรา 40 ที่ประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิก 5. ผลกระทบเรื่องอายุความในคดีอาญา กรณีจำเลยที่เป็นเด็กหรือเยาวชนหลบหนีจากสถานพินิจฯ ก่อนฟ้องแล้วศาลสั่งประทับฟ้องโดยถือว่าจำเลยอยู่ในอำนาจศาล เท่ากับโจทก์ได้ฟ้องและได้ตัวผู้กระทำผิดมายังศาลแล้ว ถ้าผู้กระทำผิดหลบหนีศาลจะสั่งงดการพิจารณาไว้ กำหนดอายุความในคดีอาญาจะนับแต่วันที่จำเลยหลบหนีหรือวันที่ศาลสั่งงดการพิจารณาเป็นต้นไป แต่ถ้าศาลสั่งไม่ประทับฟ้องเท่ากับโจทก์มิได้ฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลภายในกำหนดเวลาที่บัญญัติไว้อายุความจะเริ่มจะนับตั้งแต่วันกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 ทำให้เห็นได้ว่าอายุความกรณีที่ศาลประทับฟ้องไว้พิจารณาจะยาวกว่าอายุความกรณีที่ศาลไม่ประทับฟ้องซึ่งย่อมเป็นผลร้ายแก่เด็กหรือเยาวชนมากกว่า ฉะนั้น การแปลความให้ศาลประทับฟ้องไว้ก่อนแล้วจำหน่ายคดีจึงน่าจะขัดต่อแนวความคิดตามกฎหมายที่มุ่งจะคุ้มครองสิทธิของเด็กและเยาวชน เกดแก้ว หว่างอุ่น
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
42161
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082056061"
    }
}
date
2545
deka_no
1455/2545
deka_running_no
1455
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "สุเมธ ตังคจิวางกูร",
    "อำนวย เต้พันธ์",
    "ประเสริฐ เขียนนิลศิริ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 165"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534",
        "sections": [
            "ม. 6",
            "ม. 20"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการประจำศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย อ"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 โดยขณะโจทก์ยื่นฟ้องอยู่ภายในกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผัดฟ้องและอยู่ในระหว่างที่จำเลยซึ่งยังเป็นเยาวชนได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวจากสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครราชสีมาหลบหนี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์มีหน้าที่นำตัวจำเลยมาส่งศาลขณะที่ยื่นฟ้อง เมื่อโจทก์ไม่นำตัวจำเลยมาศาลในขณะยื่นฟ้อง จึงไม่ประทับฟ้องจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งขอให้ประทับรับฟ้อง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า พนักงานอัยการโจทก์มีหน้าที่ต้องควบคุมตัวจำเลยซึ่งเป็นเยาวชนมาศาลขณะยื่นฟ้องหรือไม่ เห็นว่าตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 ไม่ได้บัญญัติเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้โดยเฉพาะ แต่ตามมาตรา 6 แห่งบทกฎหมายดังกล่าวบัญญัติให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้บังคับแก่คดีเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 165 ได้บัญญัติไว้ชัดเจนให้พนักงานอัยการโจทก์คุมตัวจำเลยมาศาลในวันฟ้อง โดยนำมาใช้บังคับแก่คดีเด็กหรือเยาวชนได้และไม่เป็นการขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนั้น พนักงานอัยการโจทก์จึงมีหน้าที่ต้องควบคุมตัวจำเลย ซึ่งเป็นเยาวชนมาศาลขณะยื่นฟ้องสำหรับคดีนี้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้ถูกควบคุมตัวที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครราชสีมาแล้วมีการประกันตัวไปภายหลังสถานพินิจดังกล่าวมิอาจส่งตัวจำเลยต่อศาลในวันฟ้องได้เนื่องจากนายประกันได้มาแจ้งว่าจำเลยถูกจับกุมอีกคดีหนึ่งในข้อหาเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอลำสนธิจังหวัดลพบุรีเห็นได้ว่ากรณีเป็นเรื่องระหว่างการควบคุมตัวจำเลยในชั้นสอบสวนโดยอยู่ในอำนาจของผู้อำนวยการสถานพินิจ ไม่เกี่ยวกับศาล ประกอบกับมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2543 ที่แก้ไขใหม่ก็มิได้บัญญัติให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางเป็นผู้รับผิดชอบงานของสถานพินิจทั่วราชอาณาจักรดังที่บัญญัติไว้เดิมทั้งในปัจจุบันสถานพินิจทั่วราชอาณาจักรก็เป็นหน่วยงานที่แยกออกไปจากศาลแล้ว ดังนั้น ในชั้นควบคุมตัวจำเลยในสถานพินิจจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยอยู่ในความควบคุมของศาลเมื่อได้ความว่าขณะพนักงานอัยการโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ไม่มีตัวจำเลยมาศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่ประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาจึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
ก่อนหน้านี้เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1615/2517 วินิจฉัยว่าการควบคุมตัวจำเลยซึ่งเป็นเด็กในระหว่างการสอบสวนเป็นการควบคุมโดยสถานพินิจฯ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีเด็กฯ พ.ศ. 2494มาตรา 24(ซึ่งตรงกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนฯ พ.ศ. 2534มาตรา 50 วรรคแรก) ตัวจำเลยจึงมิได้ผ่านเข้ามาอยู่ในความควบคุมตัวของศาล เมื่อจำเลยหลบหนีไปก่อนโจทก์ฟ้อง ศาลชั้นต้นไม่ประทับฟ้องจึงชอบแล้ว ต่อมาในปี 2534 มีการแก้ไขกฎหมายทำให้ปัญหานี้ได้รับการพิจารณาอีกครั้งโดยมติที่ประชุมใหญ่ผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวและผู้อำนวยการสถานพินิจฯ ซึ่งที่ประชุมมีมติตรงกันข้ามกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1615/2517 ดังกล่าวข้างต้น โดยถือว่าจำเลยอยู่ในอำนาจของศาลแล้ว ศาลควรประทับฟ้องและออกหมายจับพร้อมทั้งจำหน่ายคดีโดยเห็นว่า มาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนฯ พ.ศ. 2534ให้สถานพินิจฯ อยู่ในเขตอำนาจศาลและอยู่ในบังคับบัญชาของผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนฯ หลังจากนั้นประมาณเดือนมิถุนายน2541 อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางในขณะนั้นได้มีหนังสือซ้อมความเข้าใจแนวปฏิบัติว่า กรณีเด็กหรือเยาวชนได้รับการประกันตัวไปในชั้นสถานพินิจฯ แล้วหลบหนีก่อนถูกฟ้อง เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้อง ศาลจะต้องรับฟ้องไว้โดยถือว่าจำเลยหลบหนีไปในชั้นพิจารณาแล้ว เพราะการแก้ไขกฎหมายเมื่อปี 2534 ได้เพิ่มหลักการใหม่โดยเพิ่มมาตรา 50 วรรคสอง ที่ให้อำนาจศาลสั่งประกันตัวผู้ต้องหาได้และมาตรา 23 ให้หัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวเป็นผู้บังคับบัญชาสถานพินิจฯ นอกจากนี้ ยังมีบทความตอนหนึ่งของท่านสิทธิศักดิ์วนะชกิจซึ่งลงพิมพ์ในวารสารดุลพาห (เล่ม 3 ปีที่ 43 เดือนตุลาคม - ธันวาคม2539 หน้า 56-57) ว่า กรณีเด็กหรือเยาวชนได้รับการปล่อยชั่วคราวในระหว่างสอบสวนโดยผู้อำนวยการสถานพินิจฯ เป็นผู้อนุญาตเมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องจะถือว่าจำเลยอยู่ในอำนาจของศาลเยาวชนฯหรือไม่ โดยมีความเห็นเป็นสองแนวทาง แนวทางแรก เห็นว่าจำเลยอยู่ในอำนาจของศาลแล้ว ศาลควรจะประทับฟ้องไว้พิจารณาและออกหมายจับจำเลยพร้อมจำหน่ายคดีชั่วคราว โดยไม่ควรถือตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1615/2517 เนื่องจากคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าววินิจฉัยตามกฎหมายเก่าอีกทั้ง พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนฯพ.ศ. 2534 มาตรา 23 ให้สถานพินิจฯ อยู่ในเขตอำนาจศาลและอยู่ในบังคับบัญชาของผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัว (ซึ่งต่อมาความตอนนี้ถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนฯ (ฉบับที่ 2)พ.ศ. 2543 มีผลนับแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2543 เป็นต้นไป) แนวทางที่สองเห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนฯ ทั้งฉบับเก่า (ปี 2494)และฉบับใหม่ (ปี 2534) มิได้เปลี่ยนแปลงหลักการเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของสถานพินิจฯ หรือศาล บทบัญญัติหรือเจตนารมณ์ของกฎหมายมีอยู่อย่างไรก็คงเป็นเช่นเดิม เมื่อจำเลยหลบหนีไปในชั้นสถานพินิจฯ ก่อนฟ้อง ก็ต้องแปลความว่าจำเลยมิได้อยู่ในอำนาจศาลตามที่ศาลฎีกาได้วางหลักไว้ ส่วนมาตรา 23(ฉบับปี 2534)เมื่อพิจารณาตามตัวบทกฎหมายเห็นได้ว่า เป็นเรื่องของอำนาจหน้าที่ในการบังคับบัญชาข้าราชการธุรการหรือในทางบริหารเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับอำนาจในการพิจารณาคดี สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ ผู้เขียนมีความเห็นเป็นไปในแนวทางที่สองอันประกอบด้วยข้อกฎหมายและเหตุผลดังต่อไปนี้ 1. การยื่นฟ้องคดีอาญาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนฯพ.ศ. 2534 มิได้กำหนดยกเว้นให้พนักงานอัยการโจทก์ไม่ต้องคุมตัวจำเลยมาศาลในขณะยื่นฟ้อง จึงต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 165 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนฯ มาตรา 6มาใช้บังคับซึ่งโจทก์มิได้อุทธรณ์ในประเด็นนี้ เท่ากับโจทก์ยอมรับว่าขณะยื่นฟ้องต้องมีตัวจำเลยมาศาลเหมือนคดีอาญาทั่วไป การที่เด็กหรือเยาวชนที่ถูกจับและส่งตัวให้แก่สถานพินิจฯ แล้วได้รับการประกันตัวไปจากสถานพินิจฯ โดยผู้อำนวยการสถานพินิจฯ เป็นผู้อนุญาตตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนฯ มาตรา 50 วรรคแรก ให้อำนาจไว้จึงถือว่าเป็นดุลพินิจเฉพาะตัวตามกฎหมาย หากเด็กหรือเยาวชนที่ต้องหาหลบหนีไปก่อนฟ้อง ไม่อาจถือว่าหลบหนีในชั้นพิจารณาหรือหลบหนีขณะอยู่ในอำนาจของศาลได้ แม้ว่ามาตรา 50 วรรคสองให้ศาลมีอำนาจสั่งปล่อยชั่วคราวได้หากผู้อำนวยการสถานพินิจฯมีความเห็นไม่ควรอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ก็เป็นเรื่องการให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจกลั่นกรองอีกชั้นหนึ่งเพื่อคุ้มครองสิทธิของเด็กหรือเยาวชนให้ได้รับความเป็นธรรมมากที่สุด อำนาจของศาลตามมาตรา 50 วรรคสอง ไม่ได้หมายความว่าศาลมีอำนาจควบคุมตัวเด็กหรือเยาวชนที่ต้องหานั้นไว้แต่อย่างใด อีกทั้งการผัดฟ้องก็ไม่มีกฎหมายบังคับว่าพนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนต้องควบคุมผู้ต้องหามาศาล ดังนั้น แม้ศาลจะอนุญาตให้ผัดฟ้องก็ยังถือไม่ได้ว่าเด็กหรือเยาวชนที่ต้องหาอยู่ในอำนาจศาล ศาลจะมีอำนาจควบคุมเด็กหรือเยาวชนที่ต้องหาต่อเมื่อคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลซึ่งศาลอาจให้ควบคุมตัวไว้ในสถานพินิจฯ หรือสถานที่อื่นก็ได้ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนฯ มาตรา 67 2. ขั้นตอนระหว่างการสอบสวนหรือก่อนฟ้อง ผู้อำนวยการสถานพินิจฯ มีหน้าที่แจ้งความเห็นต่อพนักงานอัยการว่าเด็กหรือเยาวชนที่ต้องหาอาจกลับตนเป็นคนดีได้โดยไม่ต้องฟ้อง กรณีนี้พนักงานอัยการมีอำนาจสั่งไม่ฟ้องเด็กหรือเยาวชนนั้นได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนฯ มาตรา 63 เมื่อเป็นเช่นนี้การควบคุมตัวผู้ต้องหาในสถานพินิจฯ ย่อมเห็นได้ชัดว่าไม่อยู่ในอำนาจศาลเพราะหากพนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องก็อาจควบคุมตัวไว้ตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ หากพนักงานอัยการเห็นควรสั่งฟ้องพนักงานอัยการต้องยื่นฟ้องต่อศาลเยาวชนฯ ภายใน 30 วัน นับแต่วัน นับแต่วันที่เด็กหรือเยาวชนนั้นถูกจับกุมตามมาตรา 51 วรรคแรก ซึ่งระยะเวลาการฟ้องคดีดังกล่าว มาตรา 52 บัญญัติว่า ในกรณีที่เด็กหรือเยาวชนผู้ต้องหาหลบหนีจากการควบคุมในระหว่างสอบสวน มิให้นับระยะเวลาที่หลบหนีนั้นรวมเข้าในกำหนดระยะเวลาตามมาตรา 51 เท่ากับกำหนดระยะเวลาการฟ้องคดีอาญาของพนักงานอัยการให้ยาวออกไปอีกจนกว่าจะจับตัวเด็กหรือเยาวชนผู้ต้องหามาส่งฟ้องศาลได้นั่นเอง 3. ส่วนอำนาจของศาลที่จะสั่งให้สถานพินิจฯ ปฏิบัติอย่างใดตามมาตรา 34,37,43 และ 46 นั้น เป็นอำนาจที่ศาลสั่งได้ภายใต้ขอบเขตอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของสถานพินิจฯ เฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล เมื่อสถานพินิจฯรับตัวเด็กหรือเยาวชนไว้จากพนักงานสอบสวนจึงเป็นขั้นตอนสอบสวนก่อนฟ้อง อันเป็นคนละขั้นตอนต่างหากจากการพิจารณาพิพากษาคดีชั้นศาล 4. บทบัญญัติมาตรา 23 ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนฯพ.ศ. 2543 ซึ่งแก้ไขโดยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนฯ (ฉบับที่ 2)พ.ศ. 2543 ที่เริ่มใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2543 มีผลให้สถานพินิจฯ อยู่ในบังคับบัญชาของกระทรวงยุติธรรมโดยเด็ดขาดตามมาตรา 32 สถานพินิจฯ จึงเป็นส่วนราชการที่มีหน้าที่ตามกฎหมายทำหน้าที่สืบเสาะสอดส่อง และควบคุมเด็กหรือเยาวชนเพื่อรายงานให้ศาลทราบ อันจะเป็นประโยชน์ในการใช้ดุลพินิจแก้ไขเด็กหรือเยาวชนให้กลับตนเป็นคนดีให้บรรลุวัตถุประสงค์ของกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองเด็กหรือเยาวชนที่ตกเป็นผู้ต้องหาและดูแลสังคมไปด้วย รวมทั้งเพื่อให้เห็นไปตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก มาตรา 40 ที่ประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิก 5. ผลกระทบเรื่องอายุความในคดีอาญา กรณีจำเลยที่เป็นเด็กหรือเยาวชนหลบหนีจากสถานพินิจฯ ก่อนฟ้องแล้วศาลสั่งประทับฟ้องโดยถือว่าจำเลยอยู่ในอำนาจศาล เท่ากับโจทก์ได้ฟ้องและได้ตัวผู้กระทำผิดมายังศาลแล้ว ถ้าผู้กระทำผิดหลบหนีศาลจะสั่งงดการพิจารณาไว้ กำหนดอายุความในคดีอาญาจะนับแต่วันที่จำเลยหลบหนีหรือวันที่ศาลสั่งงดการพิจารณาเป็นต้นไป แต่ถ้าศาลสั่งไม่ประทับฟ้องเท่ากับโจทก์มิได้ฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลภายในกำหนดเวลาที่บัญญัติไว้อายุความจะเริ่มจะนับตั้งแต่วันกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 ทำให้เห็นได้ว่าอายุความกรณีที่ศาลประทับฟ้องไว้พิจารณาจะยาวกว่าอายุความกรณีที่ศาลไม่ประทับฟ้องซึ่งย่อมเป็นผลร้ายแก่เด็กหรือเยาวชนมากกว่า ฉะนั้น การแปลความให้ศาลประทับฟ้องไว้ก่อนแล้วจำหน่ายคดีจึงน่าจะขัดต่อแนวความคิดตามกฎหมายที่มุ่งจะคุ้มครองสิทธิของเด็กและเยาวชน เกดแก้ว หว่างอุ่น
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001037.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545