คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6721/2544 ฉบับเต็ม

#42639
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6721/2544 ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน โจทก์ นาย สุวิทย์ พงศ์จรัสพันธุ์ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 204 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งนัดชี้สองสถานหรือสืบพยานโจทก์วันที่ 13 กันยายน 2543 จำเลยทราบนัดแล้วไม่มาศาลในวันดังกล่าว จึงต้องถือว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 200 วรรคหนึ่ง และศาลชั้นต้นชอบที่จะพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นไปฝ่ายเดียวตามมาตรา 204 ซึ่งเมื่อศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์จนแล้วเสร็จโดยจำเลยมิได้อยู่ในศาล ก็มีอำนาจพิพากษาคดีไปเสียทีเดียวตามมาตรา 204 กรณีไม่ต้องด้วยมาตรา 206 วรรคสาม และวรรคสี่(1) ที่ให้สิทธิแก่คู่ความฝ่ายที่ขาดนัดพิจารณานำพยานเข้าสืบได้หากมาศาลยังไม่พ้นเวลาที่จะนำพยานของตนเข้าสืบ เพราะจำเลยมิได้มาศาลในวันสืบพยานฉะนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีเสร็จการพิจารณาและมีคำพิพากษาในวันนั้นจึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบตามมาตรา 27 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้จำนวน11,271,875.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.50 บาท ของต้นเงินจำนวน 10,623,109.23 บาท นับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น หากไม่ชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้คดี จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ ชั้นพิจารณา จำเลยทั้งสองไม่มาศาลในวันสืบพยาน ถือว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 204 โจทก์นำพยานเข้าสืบ 1 ปากและแถลงหมดพยาน ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในวันเดียวกัน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน9,888,031.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 2,816,841.60 บาท นับตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2543 แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 กรกฎาคม 2543) ต้องไม่เกินจำนวน444,092.75 บาท และดอกเบี้ยร้อยละ 11.50 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน7,071,190.01 บาท นับตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 134878 และ 134879 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน จำเลยที่ 1 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า เมื่อศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์แล้วเสร็จในวันที่ 13 กันยายน 2543 ตามที่มีคำสั่งนัดไว้ ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะต้องเลื่อนการพิจารณาออกไปเพื่อให้จำเลยที่ 1 สืบพยานตามที่ได้ยื่นคำให้การไว้แล้วจึงจะพิพากษาตามรูปคดี การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีเสร็จการพิจารณาและมีคำพิพากษาในวันนั้นเอง จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบมาตรา 88 ขอให้ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2543 จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การภายในกำหนด ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ยื่นคำให้การศาลจึงต้องดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 2 ลักษณะ 2 หมวด 2 การพิจารณาโดยขาดนัดซึ่งบัญญัติใหม่ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2543 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 15มีนาคม 2543 แก่คดีที่ยื่นฟ้องตั้งแต่วันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ สำหรับคดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ศาลมีคำสั่งนัดชี้สองสถานหรือสืบพยานโจทก์วันที่ 13 กันยายน 2543 จำเลยที่ 1 ทราบนัดแล้วไม่มาศาลในวันดังกล่าวจึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 200 วรรคหนึ่ง และศาลชอบที่จะพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นไปฝ่ายเดียวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 204 ซึ่งเมื่อศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์จนแล้วเสร็จโดยจำเลยที่ 1 มิได้อยู่ในศาล ก็ย่อมที่จะมีอำนาจพิพากษาคดีไปเสียทีเดียวตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 204 ดังกล่าว ข้อเท็จจริงในคดีไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 206 วรรคสาม และวรรคสี่(1) ที่ให้สิทธิแก่คู่ความฝ่ายที่ขาดนัดพิจารณา นำพยานเข้าสืบได้หากมาศาลยังไม่พ้นเวลาที่จะนำพยานของตนเข้าสืบ เพราะคดีนี้จำเลยที่ 1 มิได้มาศาลในวันสืบพยาน ฉะนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีเสร็จการพิจารณาและมีคำพิพากษาในวันนั้นจึงหาเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบมาตรา 88 ดังที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ไม่ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (สมชาย จุลนิติ์-อำนวย เต้พันธ์-ชวลิต ตุลยสิงห์) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ การที่จะถือว่าคู่ความขาดนัดพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 200 จะต้องเป็นกรณีที่คู่ความไม่มาศาลในวันสืบพยาน ซึ่งวันสืบพยานตามมาตรา 1(10) หมายถึงวันที่ศาลเริ่มต้นทำการสืบพยาน คดีนี้จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้คดี ส่วนจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ เช่นนี้ ศาลชั้นต้นจะทำการชี้สองสถานไม่ได้ตามมาตรา 182(1) การที่ศาลชั้นต้นนัดชี้สองสถานและสืบพยานโจทก์ในวันเดียวกัน จึงถือว่าเป็นการนัดสืบพยานโจทก์เท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มาศาลจึงถือว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณาตามมาตรา 204 ศาลต้องพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวตามมาตรา 206 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ซึ่งให้นำมาตรา 198 ทวิ วรรคสองและวรรคสาม มาใช้บังคับโดยอนุโลม ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การ แม้ไม่มาศาลในวันสืบพยานก็ไม่ถือว่าขาดนัดพิจารณาตามมาตรา 204 เพราะเมื่อจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและโจทก์ยื่นคำร้อง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์ชนะคดีโดยขาดนัดตามมาตรา 198 ซึ่งศาลจะมีคำพิพากษาได้ต่อเมื่อได้มีการปฏิบัติตามมาตรา 198 ทวิ แต่คดีนี้มีการขอบังคับจำนองจากที่ดินที่ประกันด้วย อันเป็นคดีเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์จึงต้องมีการสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวด้วยตามมาตรา 198 ทวิ วรรคสอง เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้วและตลอดเวลาที่ทำการสืบพยานจำเลยที่ 1 ไม่มาศาล ศาลก็พิพากษาคดีในวันนั้นได้เลย โดยไม่ต้องสืบพยานจำเลยที่ 1 เพราะไม่ต้องด้วยมาตรา 206 วรรคสามและวรรคสี่ ที่จะต้องเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 มาศาลในระหว่างการพิจารณาคดีฝ่ายเดียว ดังที่ศาลฎีกาวินิจฉัย ไพโรจน์ วายุภาพ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
42639
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082062346"
    }
}
date
2544
deka_no
6721/2544
deka_running_no
6721
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "สมชาย จุลนิติ์",
    "อำนวย เต้พันธ์",
    "ชวลิต ตุลยสิงห์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 204"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย สุวิทย์ พงศ์จรัสพันธุ์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้จำนวน11,271,875.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.50 บาท ของต้นเงินจำนวน 10,623,109.23 บาท นับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น หากไม่ชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้คดี

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ชั้นพิจารณา จำเลยทั้งสองไม่มาศาลในวันสืบพยาน ถือว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 204 โจทก์นำพยานเข้าสืบ 1 ปากและแถลงหมดพยาน ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในวันเดียวกัน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน9,888,031.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 2,816,841.60 บาท นับตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2543 แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 กรกฎาคม 2543) ต้องไม่เกินจำนวน444,092.75 บาท และดอกเบี้ยร้อยละ 11.50 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน7,071,190.01 บาท นับตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 134878 และ 134879 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า เมื่อศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์แล้วเสร็จในวันที่ 13 กันยายน 2543 ตามที่มีคำสั่งนัดไว้ ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะต้องเลื่อนการพิจารณาออกไปเพื่อให้จำเลยที่ 1 สืบพยานตามที่ได้ยื่นคำให้การไว้แล้วจึงจะพิพากษาตามรูปคดี การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีเสร็จการพิจารณาและมีคำพิพากษาในวันนั้นเอง จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบมาตรา 88 ขอให้ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2543 จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การภายในกำหนด ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ยื่นคำให้การศาลจึงต้องดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 2 ลักษณะ 2 หมวด 2 การพิจารณาโดยขาดนัดซึ่งบัญญัติใหม่ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2543 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 15มีนาคม 2543 แก่คดีที่ยื่นฟ้องตั้งแต่วันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ สำหรับคดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ศาลมีคำสั่งนัดชี้สองสถานหรือสืบพยานโจทก์วันที่ 13 กันยายน 2543 จำเลยที่ 1 ทราบนัดแล้วไม่มาศาลในวันดังกล่าวจึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 200 วรรคหนึ่ง และศาลชอบที่จะพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นไปฝ่ายเดียวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 204 ซึ่งเมื่อศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์จนแล้วเสร็จโดยจำเลยที่ 1 มิได้อยู่ในศาล ก็ย่อมที่จะมีอำนาจพิพากษาคดีไปเสียทีเดียวตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 204 ดังกล่าว ข้อเท็จจริงในคดีไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 206 วรรคสาม และวรรคสี่(1) ที่ให้สิทธิแก่คู่ความฝ่ายที่ขาดนัดพิจารณา นำพยานเข้าสืบได้หากมาศาลยังไม่พ้นเวลาที่จะนำพยานของตนเข้าสืบ เพราะคดีนี้จำเลยที่ 1 มิได้มาศาลในวันสืบพยาน ฉะนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีเสร็จการพิจารณาและมีคำพิพากษาในวันนั้นจึงหาเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบมาตรา 88 ดังที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ไม่ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
การที่จะถือว่าคู่ความขาดนัดพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 200 จะต้องเป็นกรณีที่คู่ความไม่มาศาลในวันสืบพยาน ซึ่งวันสืบพยานตามมาตรา 1(10) หมายถึงวันที่ศาลเริ่มต้นทำการสืบพยาน คดีนี้จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้คดี ส่วนจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ เช่นนี้ ศาลชั้นต้นจะทำการชี้สองสถานไม่ได้ตามมาตรา 182(1) การที่ศาลชั้นต้นนัดชี้สองสถานและสืบพยานโจทก์ในวันเดียวกัน จึงถือว่าเป็นการนัดสืบพยานโจทก์เท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มาศาลจึงถือว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณาตามมาตรา 204 ศาลต้องพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวตามมาตรา 206 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ซึ่งให้นำมาตรา 198 ทวิ วรรคสองและวรรคสาม มาใช้บังคับโดยอนุโลม ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การ แม้ไม่มาศาลในวันสืบพยานก็ไม่ถือว่าขาดนัดพิจารณาตามมาตรา 204 เพราะเมื่อจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและโจทก์ยื่นคำร้อง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์ชนะคดีโดยขาดนัดตามมาตรา 198 ซึ่งศาลจะมีคำพิพากษาได้ต่อเมื่อได้มีการปฏิบัติตามมาตรา 198 ทวิ แต่คดีนี้มีการขอบังคับจำนองจากที่ดินที่ประกันด้วย อันเป็นคดีเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์จึงต้องมีการสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวด้วยตามมาตรา 198 ทวิ วรรคสอง เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้วและตลอดเวลาที่ทำการสืบพยานจำเลยที่ 1 ไม่มาศาล ศาลก็พิพากษาคดีในวันนั้นได้เลย โดยไม่ต้องสืบพยานจำเลยที่ 1 เพราะไม่ต้องด้วยมาตรา 206 วรรคสามและวรรคสี่ ที่จะต้องเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 มาศาลในระหว่างการพิจารณาคดีฝ่ายเดียว ดังที่ศาลฎีกาวินิจฉัย ไพโรจน์ วายุภาพ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001094.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544