คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6828/2544 ฉบับเต็ม

#42643
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6828/2544 พนักงานอัยการจังหวัดยะลา โจทก์ นาย สุไลมาน หามะ กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 90 พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 มาตรา 4, มาตรา 12, มาตรา 101 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 20, มาตรา 71 การมีไว้เพื่อขายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มิได้บัญญัติว่าเป็นความผิดคงบัญญัติความผิดเฉพาะฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง,71 และเมื่อเป็นยาแผนปัจจุบันด้วย จึงเป็นความผิดฐานขายยาแผนปัจจุบันตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง,101 อีกด้วย อันเป็นการกระทำกรรมเดียวต้องปรับบทลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 อันเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียว ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยทั้งสองร่วมกันมีไว้เพื่อขายซึ่งของเหลวสีน้ำตาล ซึ่งมีโคเดอีนที่เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ผสมอยู่ด้วยอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 และเป็นยาแผนปัจจุบัน จำนวน 5 ขวด ปริมาตรรวม 2,500 มิลลิเมตร โดยไม่ได้รับใบอนุญาต อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และจำเลยทั้งสองร่วมกันขายโดยการจำหน่ายของเหลวสีน้ำตาล อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 และเป็นยาแผนปัจจุบันดังกล่าวจำนวน 1 ขวด ปริมาตร 500 มิลลิลิตร ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 500 บาท โดยไม่ได้รับใบอนุญาตอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4,7, 20, 71 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ที่ถูกพระราชบัญญัติยา) พ.ศ. 2510 มาตรา 4, 12, 101 ริบของเหลวสีน้ำตาลของกลาง และคืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 20, 71 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ที่ถูกพระราชบัญญัติยา) พ.ศ. 2510 มาตรา 40, 12, 101 ฐานมีโคเดอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานจำหน่ายโคเคอีนโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 4 เดือน รวมจำคุกคนละ 1 ปี 4 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุกคนละ 8 เดือน ริบของกลาง คืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "อนึ่ง การมีไว้เพื่อขายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ซึ่งเป็นยาแผนปัจจุบันตามฟ้องด้วยนั้น พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มิได้บัญญัติว่าเป็นความผิดแต่อย่างใด คงบัญญัติความผิดเฉพาะฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง, 71 เมื่อเป็นยาแผนปัจจุบันด้วยจึงเป็นความผิดฐานขายยาแผนปัจจุบันตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง, 101 อีกด้วย ซึ่งตามมาตรา 4 แห่งบทบัญญัติดังกล่าวนี้ได้วิเคราะห์ศัพท์คำว่า "ขาย" หมายความว่า ขายปลีก ขายส่ง จำหน่าย จ่าย แจก แลกเปลี่ยน เพื่อประโยชน์ในทางการค้า และให้หมายความรวมถึงการมีไว้เพื่อขายด้วย ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมีไว้เพื่อขายซึ่งยาแผนปัจจุบันของกลางดังกล่าวตามฟ้องในวันเวลาเดียวกันและต่อเนื่องกันจึงถือเป็นความผิดอย่างเดียวกันและเป็นการกระทำกรรมเดียวกันคือความผิดฐานร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาตทั้งเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 3ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง, 71ดังกล่าว ซึ่งต้องปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาพ.ศ. 2510 อันเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองเป็นความผิด 2 กรรม และมิได้ปรับบทลงโทษตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 เพียงบทเดียวนั้น เป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้โดยไม่แก้ไขโทษที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225" พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง, 71 พระราชบัญญัติยาพ.ศ. 2510 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง, 101 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง, 101 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 4 เดือนลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก คนละ 2 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 (กมล เพียรพิทักษ์-สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์-จรัส พวงมณี) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
42643
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082062137"
    }
}
date
2544
deka_no
6828/2544
deka_running_no
6828
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "กมล เพียรพิทักษ์",
    "สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์",
    "จรัส พวงมณี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 90"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510",
        "sections": [
            "ม. 4",
            "ม. 12",
            "ม. 101"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 20",
            "ม. 71"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดยะลา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย สุไลมาน หามะ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยทั้งสองร่วมกันมีไว้เพื่อขายซึ่งของเหลวสีน้ำตาล ซึ่งมีโคเดอีนที่เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ผสมอยู่ด้วยอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 และเป็นยาแผนปัจจุบัน จำนวน 5 ขวด ปริมาตรรวม 2,500 มิลลิเมตร โดยไม่ได้รับใบอนุญาต อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และจำเลยทั้งสองร่วมกันขายโดยการจำหน่ายของเหลวสีน้ำตาล อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 และเป็นยาแผนปัจจุบันดังกล่าวจำนวน 1 ขวด ปริมาตร 500 มิลลิลิตร ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 500 บาท โดยไม่ได้รับใบอนุญาตอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4,7, 20, 71 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ที่ถูกพระราชบัญญัติยา) พ.ศ. 2510 มาตรา 4, 12, 101 ริบของเหลวสีน้ำตาลของกลาง และคืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 20, 71 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ที่ถูกพระราชบัญญัติยา) พ.ศ. 2510 มาตรา 40, 12, 101 ฐานมีโคเดอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานจำหน่ายโคเคอีนโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 4 เดือน รวมจำคุกคนละ 1 ปี 4 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุกคนละ 8 เดือน ริบของกลาง คืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "อนึ่ง การมีไว้เพื่อขายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ซึ่งเป็นยาแผนปัจจุบันตามฟ้องด้วยนั้น พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มิได้บัญญัติว่าเป็นความผิดแต่อย่างใด คงบัญญัติความผิดเฉพาะฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง, 71 เมื่อเป็นยาแผนปัจจุบันด้วยจึงเป็นความผิดฐานขายยาแผนปัจจุบันตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง, 101 อีกด้วย ซึ่งตามมาตรา 4 แห่งบทบัญญัติดังกล่าวนี้ได้วิเคราะห์ศัพท์คำว่า "ขาย" หมายความว่า ขายปลีก ขายส่ง จำหน่าย จ่าย แจก แลกเปลี่ยน เพื่อประโยชน์ในทางการค้า และให้หมายความรวมถึงการมีไว้เพื่อขายด้วย ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมีไว้เพื่อขายซึ่งยาแผนปัจจุบันของกลางดังกล่าวตามฟ้องในวันเวลาเดียวกันและต่อเนื่องกันจึงถือเป็นความผิดอย่างเดียวกันและเป็นการกระทำกรรมเดียวกันคือความผิดฐานร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาตทั้งเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 3ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง, 71ดังกล่าว ซึ่งต้องปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาพ.ศ. 2510 อันเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองเป็นความผิด 2 กรรม และมิได้ปรับบทลงโทษตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 เพียงบทเดียวนั้น เป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้โดยไม่แก้ไขโทษที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง, 71 พระราชบัญญัติยาพ.ศ. 2510 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง, 101 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง, 101 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 4 เดือนลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก คนละ 2 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001092.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544