ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6842/2544
กรมศุลกากร กับพวก
โจทก์
บริษัท มาร์ชโพรดักส์ จำกัด
จำเลย
พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 มาตรา 36, มาตรา 54
จำเลยเป็นผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ได้รับสิทธิและประโยชน์โดยไม่ต้องชำระอากรขาเข้าและภาษีการค้าในขณะนำเข้าตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุนฯ แต่จำเลยไม่ได้นำวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่นำเข้าดังกล่าวไปใช้ผลิตสินค้าเพื่อส่งออก เนื่องจากเกิดเพลิงไหม้จึงไม่อาจนำไปผลิตสินค้าเพื่อส่งออกตามเงื่อนไขที่กำหนดในบัตรส่งเสริมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กรณีก็ต้องถือว่าจำเลยปฏิบัติผิดเงื่อนไขที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกำหนดและมีหน้าที่ต้องเสียอากรขาเข้าและภาษีการค้า
___________________________
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าภาษีอากรพร้อมเงินเพิ่มรวม 1,757,845.65 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ในวันนัดชี้สองสถาน คู่ความแถลงขอให้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเพียงประเด็นเดียวว่า จำเลยปฏิบัติผิดเงื่อนไขตามบัตรส่งเสริมการลงทุน (ที่ถูกบัตรส่งเสริมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน)อันจะทำให้ไม่ได้รับสิทธิและประโยชน์ยกเว้นอากรขาเข้าและภาษีการค้าสำหรับวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศเพื่อใช้ในการผลิตเพื่อการส่งออกหรือไม่ ประเด็นอื่นนอกจากนี้หากมีคู่ความขอสละและจำเลยแถลงรับว่าได้รับแจ้งการประเมินตามฟ้องกับแถลงว่าหากตามกฎหมายจำเลยจะต้องรับผิด ก็ยอมรับผิดตามจำนวนเงินที่โจทก์ฟ้อง
ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง
โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ตามประเด็นข้อพิพาทซึ่งคู่ความท้ากันเพียงประเด็นเดียวว่า จำเลยปฏิบัติผิดเงื่อนไขตามบัตรส่งเสริมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนอันจะทำให้ไม่ได้รับสิทธิและประโยชน์ยกเว้นอากรขาเข้าและภาษีการค้าสำหรับวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศเพื่อใช้ในการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกหรือไม่ เห็นว่า จำเลยได้รับการส่งเสริมการลงทุนตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 ซึ่งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนให้สิทธิและประโยชน์แก่จำเลยโดยให้จำเลยได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียอากรขาเข้าและภาษีการค้าสำหรับวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่ต้องนำเข้าดังกล่าว แต่มีเงื่อนไขอยู่ว่าจำเลยต้องนำวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่นำเข้าดังกล่าวนั้นไปใช้ในการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกตามบัตรส่งเสริมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 4ข้อ 8 ซึ่งเงื่อนไขที่กำหนดดังกล่าวไม่ปรากฏมีข้อยกเว้นให้จำเลยไม่ต้องเสียอากรขาเข้าและภาษีการค้าในกรณีอื่นนอกเหนือจากข้อที่ให้นำวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศไปทำการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกไว้เลย จึงต้องถือว่าจำเลยจะได้รับยกเว้นอากรขาเข้าและภาษีการค้าสำหรับวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่ต้องนำเข้าดังกล่าวเพียงกรณีเดียวเป็นเด็ดขาดกล่าวคือ จำเลยต้องนำไปใช้ผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกเท่านั้น เห็นได้จากพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุนพ.ศ. 2520 มาตรา 54 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้ได้รับการส่งเสริมฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด ให้คณะกรรมการมีอำนาจสั่งเพิกถอนสิทธิและประโยชน์ที่ได้ให้แก่ผู้ได้รับการส่งเสริมทั้งหมด หรือบางส่วนโดยจะกำหนดระยะเวลาไว้ด้วยหรือไม่ก็ได้
ถ้าคณะกรรมการพิจารณาเห็นว่า การที่ผู้ได้รับการส่งเสริมฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขนั้นมิได้เป็นการกระทำโดยจงใจ จะสั่งให้สำนักงานเตือนเป็นหนังสือให้ผู้ได้รับการส่งเสริมแก้ไขหรือปฏิบัติให้ถูกต้องตามเงื่อนไขภายในเวลาที่กำหนดก่อนก็ได้ แต่เมื่อพ้นกำหนดเวลานั้นแล้วผู้ได้รับการส่งเสริมยังมิได้แก้ไขหรือปฏิบัติให้ถูกต้องโดยไม่มีเหตุอันสมควรให้คณะกรรมการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง"
เมื่อพิจารณาความในบทมาตรานี้วรรคสองใช้ถ้อยคำว่า คณะกรรมการจะสั่งให้สำนักงานเตือนผู้ได้รับการส่งเสริมก่อนก็ได้ในกรณีที่ผู้ได้รับการส่งเสริมมิได้จงใจฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข จึงแสดงว่านอกจากในกรณีผู้ได้รับการส่งเสริมได้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขโดยจงใจซึ่งคณะกรรมการต้องเพิกถอนสิทธิและประโยชน์แล้ว แม้เป็นกรณีผู้ได้รับการส่งเสริมมิได้จงใจฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขกฎหมายก็ยังให้อำนาจคณะกรรมการสามารถสั่งเพิกถอนสิทธิและประโยชน์ เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่าจำเลยนำเข้าวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่ต้องนำเข้าตามฟ้อง2 ครั้ง เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2531 และวันที่ 12 เมษายน 2532 ซึ่งหากจำเลยไม่ใช่ผู้ได้รับการส่งเสริมโดยได้รับสิทธิและประโยชน์ตามบัตรส่งเสริมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน จำเลยก็มีหน้าที่ต้องชำระอากรขาเข้าและภาษีการค้าสำหรับวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่ต้องนำเข้าตามฟ้องตั้งแต่ขณะนำเข้าเพราะวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่ต้องนำเข้าดังกล่าวเป็นสินค้าที่ตามปกติแล้วผู้นำเข้าจะต้องเสียอากรขาเข้าและภาษีการค้าซึ่งเมื่อจำเลยเสียอากรขาเข้าและภาษีการค้าในขณะนำเข้าในกรณีเช่นนี้ไปแล้วแม้ต่อมาสินค้าดังกล่าวจะสูญหาย ถูกทำลายหรือเกิดเหตุเพลิงไหม้เสียหาย จำเลยก็หาอาจร้องขอคืนอากรขาเข้าและภาษีการค้าสำหรับสินค้าที่เสียหายไปได้ไม่ ดังนั้น เมื่อจำเลยเป็นผู้ได้รับการส่งเสริมได้รับสิทธิและประโยชน์โดยไม่ต้องชำระอากรขาเข้าและภาษีการค้าในขณะนำเข้า แต่จำเลยไม่ได้นำวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่นำเข้าดังกล่าวไปใช้ผลิตสินค้าเพื่อส่งออก เนื่องจากเกิดเพลิงไหม้จึงไม่อาจนำไปผลิตสินค้าเพื่อส่งออกตามเงื่อนไขที่กำหนดในบัตรส่งเสริมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กรณีก็ต้องถือว่าจำเลยปฏิบัติผิดเงื่อนไขที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกำหนด จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องเสียอากรขาเข้าและภาษีการค้าแก่โจทก์ทั้งสองตามจำนวนเงินที่โจทก์ฟ้องคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น"
พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 1,757,845.65 บาทแก่โจทก์ทั้งสองให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์
(โนรี จันทร์ทร-สมศักดิ์ วงศ์ยืน-สุทิน ปัทมราชวิเชียร)
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
ตามพระราชบัญญัติศุลกากรฯ และประมวลรัษฎากรฯ หากจำเลยไม่ใช่ผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุน โดยได้รับสิทธิและประโยชน์ตามบัตรส่งเสริมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งให้สิทธิและประโยชน์ยกเว้นอากรขาเข้า ภาษีการค้าสำหรับวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ เพื่อใช้ในการผลิตเพื่อการส่งออกภายในระยะเวลาที่กำหนดจำเลยย่อมมีหน้าที่ต้องชำระอากรขาเข้าและภาษีการค้าสำหรับวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่ต้องนำเข้าดังกล่าว เพราะเป็นสินค้าที่ตามปกติแล้วผู้นำเข้าจะต้องเสียภาษีอากรขาเข้าและภาษีการค้า เนื่องจากสภาพและความต้องการทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในด้านการเร่งรัดการลงทุน ประโยชน์ในการสร้างงาน การเพิ่มรายได้และการกระจายรายได้ให้แก่ประชาชนได้ดีพอ จึงเป็นเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุนฯ เพื่อให้เกิดความมั่นใจแก่ผู้ลงทุนโดยกำหนดสิทธิและประโยชน์ที่เหมาะสมสำหรับการจูงใจให้มีการลงทุนในกิจการที่รัฐให้ความสำคัญ และประสงค์จะส่งเสริมให้มีการคุ้มครองกิจการที่รัฐให้การส่งเสริมที่ทันต่อเหตุการณ์และให้มีกลไกการบริหารงานส่งเสริมการลงทุนของรัฐที่สามารถอำนวยความสะดวกและขจัดอุปสรรคในการลงทุน บทบัญญัติของพระราชบัญญัติฉบับนี้ เป็นบทบัญญัติยกเว้นความรับผิดในการชำระค่าภาษีอากรตามพระราชบัญญัติศุลกากรฯและประมวลรัษฎากรฯ ดังกล่าวแล้ว จึงมีบทบัญญัติถึงกรณีที่ผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด ให้คณะกรรมการมีอำนาจสั่งเพิกถอนสิทธิ และประโยชน์ที่ได้ให้แก่ผู้ได้รับการส่งเสริมทั้งหมดหรือบางส่วน โดยจะกำหนดระยะเวลาไว้ด้วยหรือไม่ก็ได้ ทั้งนี้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 54 มาตรา 54 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าคณะกรรมการพิจารณาเห็นว่าการที่ผู้ได้รับการส่งเสริมฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขนั้น มิได้เป็นการกระทำโดยจงใจจะสั่งให้สำนักงานเตือนเป็นหนังสือให้ผู้ได้รับการส่งเสริมแก้ไข หรือปฏิบัติให้ถูกต้องตามเงื่อนไขภายในเวลาที่กำหนดก่อนก็ได้แต่เมื่อพ้นเวลานั้นแล้ว ผู้ได้รับการส่งเสริมยังมิได้แก้ไขหรือปฏิบัติให้ถูกต้องโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้คณะกรรมการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง" หมายถึงมีคำสั่งเพิกถอนบัตรส่งเสริมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน โดยหลักของการตีความตัวบทกฎหมาย หากเป็นกรณีที่เป็นบทบัญญัติตัดสิทธิหรือจำกัดสิทธิของบุคคลแล้ว จะต้องตีความโดยเคร่งครัด กล่าวคือสำหรับกรณีนี้ตามบทกฎหมายให้มีคำเตือนแก่ผู้ได้รับการส่งเสริมให้ปฏิบัติให้ถูกต้องก่อนก็ได้ เช่นนี้แสดงว่า ต้องมีการกระทำที่ฝ่าฝืนหรือผิดเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนดเท่านั้น อาทิเช่น เมื่อผลิตสินค้าจากวัตถุดิบดังกล่าวแล้ว มิได้ส่งออก แต่กลับนำออกขายภายในประเทศหรือไม่นำวัตถุดิบดังกล่าวผลิตเป็นสินค้า แต่นำออกขายในรูปเดิมภายในประเทศหรือนำไปผลิตสินค้านอกเหนือไปจากที่กำหนดในบัตรส่งเสริมฯ เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่เป็นการกระทำของผู้ได้รับการส่งเสริมทั้งสิ้น อันเป็นมูลเหตุที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนจะมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิและประโยชน์ที่ได้ให้แก่ผู้ได้รับการส่งเสริมได้ ปัญหาจึงมีว่าการที่เกิดเพลิงไหม้โรงงานของจำเลย เป็นเหตุให้วัตถุดิบบางส่วนที่จำเลยนำเข้า ถูกเพลิงไหม้ได้รับความเสียหายจนไม่สามารถนำไปใช้ผลิตเป็นสินค้าเพื่อการส่งออกภายในกำหนดระยะเวลาที่กำหนดเป็นการกระทำที่ต้องด้วยบทบัญญัติตามมาตรา 54 หรือไม่ เห็นได้ชัดว่าเหตุเพลิงไหม้เป็นอุบัติเหตุที่มิใช่เกิดจากการกระทำทั้งกรณีเช่นนี้สำนักงานฯไม่อาจให้คำเตือนแก่จำเลยตามมาตรา 54 วรรคสองได้ ดังนั้น จึงน่าจะถือไม่ได้ว่าจำเลยผู้ได้รับการส่งเสริมฝ่าฝืนหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไข มีข้อพิจารณาคำวินิจฉัย ตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ที่ให้เหตุผลในการให้จำเลยรับผิดว่า หากจำเลยไม่ใช่ผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจำเลยก็มีหน้าที่ต้องชำระอากรขาเข้าและภาษีการค้าสำหรับวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่ต้องนำเข้าตามฟ้องตั้งแต่นำเข้า แม้ต่อมาสินค้าดังกล่าวจะสูญหายถูกทำลายหรือเกิดเพลิงไหม้เสียหาย จำเลยก็หาอาจร้องขอคืนอากรขาเข้าและภาษีการค้าสำหรับสินค้าที่เสียไปได้ไม่ ดังนั้น เมื่อจำเลยไม่ได้นำวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นดังกล่าวไปผลิตสินค้าเพื่อส่งออกเนื่องจากเกิดเพลิงไหม้ กรณีต้องถือว่าจำเลยปฏิบัติผิดเงื่อนไขที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกำหนด คำวินิจฉัยดังกล่าวนี้เป็นการย้อนกลับไปพิเคราะห์ถึงมูลเหตุที่จำเลยผู้นำเข้าต้องรับผิดตามปกติธรรมดา แต่มูลความแห่งคดีนี้ได้มีการเปลี่ยนไปแล้ว เป็นกรณีที่ต้องพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุนฯ อันเป็นข้อยกเว้นความรับผิดของจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากรฯ และประมวลรัษฎากรฯซึ่งจำเลยจะต้องรับผิดชำระค่าอากรและภาษีก็ต่อเมื่อฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว คำวินิจฉัยในส่วนนี้จึงมิใช่เหตุที่จำเลยต้องรับผิดโดยตรง เป็นเพียงข้อสนับสนุนว่าการที่จำเลยผู้นำเข้าไม่สามารถนำวัตถุดิบที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าภาษีอากร ผลิตเป็นสินค้าเพื่อการส่งออกไม่ว่ากรณีใด ๆ ถือว่าเป็นกรณีปฏิบัติผิดเงื่อนไขที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกำหนดเท่านั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 บัญญัติว่า "กฎหมายนั้นต้องใช้ในบรรดากรณีซึ่งต้องด้วยบทบัญญัติใด ๆ แห่งกฎหมายตามตัวอักษร หรือตามความมุ่งหมายของบทบัญญัตินั้น ๆ เมื่อไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้ ให้วินิจฉัยคดีนั้นตามจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น ถ้าไม่มีจารีตประเพณีเช่นว่านั้น ให้วินิจฉัยคดีอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง และถ้าบทกฎหมายเช่นนั้นก็ไม่มีด้วยให้วินิจฉัยตามหลักกฎหมายทั่วไป" ดังนั้น จึงมีข้อพิจารณาต่อไปว่า แม้ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุนฯจะไม่มีบทบัญญัติถึงกรณีที่เกิดเหตุเพลิงไหม้หรือเกิดเหตุสุดวิสัย ทำให้วัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่ต้องนำเข้าที่ได้รับยกเว้นภาษีอากรถูกทำลายหรือสูญหายผู้นำเข้าจะต้องรับผิดชำระค่าภาษีอากรที่ได้รับยกเว้นอีกหรือไม่ หากถือว่าผู้นำเข้ายังมีหนี้ที่มีเงื่อนไขจะต้องชำระแก่กรมศุลกากรและกรมสรรพากรแล้ว จะนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219กรณีการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยอันเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาปรับแก่คดีตามมาตรา 4 ดังกล่าวแล้วได้หรือไม่เนื่องจากถ้าการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัย เพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งเกิดขึ้นภายหลังที่ได้ก่อหนี้และซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบลูกหนี้เป็นอันหลุดพ้นจากการชำระหนี้นั้น สุวรรณ ตระการพันธุ์