คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7834/2544 ฉบับเต็ม

#42680
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7834/2544 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดภูเขียว โจทก์ นาย กฤษณ ฟองฟุ้ง กับพวก จำเลย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 จำเลยซ่อนเมทแอมเฟตามีนไว้ที่บริเวณหน้ารถด้านคนขับรถยนต์ของกลางจึงไม่ใช่ยานพาหนะซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตโดยตรงจึงไม่อาจริบได้ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 102 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 และริบของกลางทั้งหมด จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 14 ปี คำให้การของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนและคำรับสารภาพของจำเลยที่ 4 ในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2และที่ 3 และกึ่งหนึ่งสำหรับจำเลยที่ 4 คงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3คนละ 9 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 4 มีกำหนด 7 ปี ริบของกลาง จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษจำคุกคนละ 6 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 และกึ่งหนึ่งสำหรับจำเลยที่ 4 แล้ว สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 จำคุกคนละ 4 ปี และจำเลยที่ 4 จำคุก 3 ปี ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสี่ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ว่า รถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 81 - 7060 ขอนแก่นของกลาง เป็นยานพาหนะที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 102 หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต การที่จำเลยทั้งสี่เพียงแต่ซ่อนเมทแอมเฟตามีนไว้ที่บริเวณหน้ารถด้านคนขับรถยนต์ของกลางจึงไม่ใช่ยานพาหนะซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตโดยตรงจึงไม่อาจริบได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสี่สำหรับข้อนี้ฟังขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า รถยนต์บรรทุกของกลางไม่ริบ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 (ธาดา กษิตินนท์-ชวลิต ศรีสง่า-วัฒนชัย โชติชูตระกูล) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 102 ได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะว่า ทรัพย์สินซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ให้ริบเสียทั้งสิ้น เช่นเดียวกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 เมื่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้วจึงไม่นำประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับ สำหรับกรณีริบทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 มีคำพิพากษาฎีกาเป็นบรรทัดฐานว่าทรัพย์สินที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวันมิใช่ทรัพย์สินที่มีไว้สำหรับใช้ในการกระทำความผิดโดยแท้หรือโดยตรงแม้จะมีการนำไปใช้ในการกระทำความผิดก็ไม่อาจริบได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 29/2531,2224/2533) สำหรับการริบทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 102 ก็ควรมีหลักการเป็นอย่างเดียวกัน ดังนั้น รถยนต์ของกลางซึ่งเป็นยานพาหนะที่จำเลยใช้ในการสัญจรตามธรรมดา มิได้ใช้สำหรับกระทำความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองโดยตรง จึงไม่อาจริบรถยนต์ได้ ไพโรจน์ วายุภาพ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
42680
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082060833"
    }
}
date
2544
deka_no
7834/2544
deka_running_no
7834
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "ธาดา กษิตินนท์",
    "ชวลิต ศรีสง่า",
    "วัฒนชัย โชติชูตระกูล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 102"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดภูเขียว"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย กฤษณ ฟองฟุ้ง กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 และริบของกลางทั้งหมด

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 14 ปี คำให้การของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนและคำรับสารภาพของจำเลยที่ 4 ในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2และที่ 3 และกึ่งหนึ่งสำหรับจำเลยที่ 4 คงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3คนละ 9 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 4 มีกำหนด 7 ปี ริบของกลาง

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษจำคุกคนละ 6 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 และกึ่งหนึ่งสำหรับจำเลยที่ 4 แล้ว สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 จำคุกคนละ 4 ปี และจำเลยที่ 4 จำคุก 3 ปี ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ว่า รถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 81 - 7060 ขอนแก่นของกลาง เป็นยานพาหนะที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 102 หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต การที่จำเลยทั้งสี่เพียงแต่ซ่อนเมทแอมเฟตามีนไว้ที่บริเวณหน้ารถด้านคนขับรถยนต์ของกลางจึงไม่ใช่ยานพาหนะซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตโดยตรงจึงไม่อาจริบได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสี่สำหรับข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า รถยนต์บรรทุกของกลางไม่ริบ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 102 ได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะว่า ทรัพย์สินซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ให้ริบเสียทั้งสิ้น เช่นเดียวกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 เมื่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้วจึงไม่นำประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับ สำหรับกรณีริบทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 มีคำพิพากษาฎีกาเป็นบรรทัดฐานว่าทรัพย์สินที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวันมิใช่ทรัพย์สินที่มีไว้สำหรับใช้ในการกระทำความผิดโดยแท้หรือโดยตรงแม้จะมีการนำไปใช้ในการกระทำความผิดก็ไม่อาจริบได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 29/2531,2224/2533) สำหรับการริบทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 102 ก็ควรมีหลักการเป็นอย่างเดียวกัน ดังนั้น รถยนต์ของกลางซึ่งเป็นยานพาหนะที่จำเลยใช้ในการสัญจรตามธรรมดา มิได้ใช้สำหรับกระทำความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองโดยตรง จึงไม่อาจริบรถยนต์ได้ ไพโรจน์ วายุภาพ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001080.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544