คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7851/2544 ฉบับเต็ม

#42682
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7851/2544 พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก โจทก์ นาย ถวิล ปานจู จำเลย ป.อ. มาตรา 68, มาตรา 95 ป.วิ.อ. มาตรา 39, มาตรา 185, มาตรา 195, มาตรา 225 ผู้ตายวิ่งเข้ามาชกจำเลยพร้อมทั้งพูดด้วยว่าจะฆ่าให้ตาย จำเลยถูกชกจนล้มลงผู้ตายคว้าเหล็กขูดชาฟท์ปลายแหลมยาวประมาณ 1 คืบเข้ามาแทงจำเลย จำเลยใช้มือรับจนมีบาดแผลที่ฝ่ามือ จำเลยลุกขึ้นวิ่งหนี ผู้ตายวิ่งตามจำเลยและแทงถูกจำเลยที่ต้นแขนขวาและพยายามจะแทงจำเลยอีกจำเลยจึงชักอาวุธปืนยิงผู้ตาย 1 นัด โดยมิได้เลือกว่าจะยิงที่ใดและจะถูกผู้ตายหรือไม่ แล้วจำเลยได้หลบหนีไป การที่ผู้ตายใช้เหล็กขูดชาฟท์ปลายแหลมซึ่งสามารถทำอันตรายผู้อื่นถึงแก่ชีวิตได้ เป็นอาวุธไล่แทงจำเลย จนกระทั่งจำเลยอยู่ในที่คับขันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายเพียง1 นัดเพื่อให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้าย อันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ย่อมเป็นการกระทำที่พอสมควรแก่เหตุอันถือได้ว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 68 ความผิดฐานมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 วรรคหนึ่ง และมาตรา 72 ทวิ วรรคสองประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 มีกำหนดโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี จำคุกไม่เกินห้าปี และโทษปรับไม่เกิน 100 บาทตามลำดับ ความผิดดังกล่าวจึงมีอายุความสิบห้าปี สิบปี และหนึ่งปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 95(2)(3)(5) โจทก์นำคดีมาฟ้องนับแต่วันกระทำความผิดถึงวันฟ้องเกินกว่าสิบห้าปีแล้ว จึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธินำคดีมาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(6) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมาจึงเป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 แม้ความผิดดังกล่าวจะยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 แล้วก็ตาม แต่ปัญหาเรื่องอายุความเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 288,371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง,72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ฐานฆ่าผู้อื่น จำคุก 15 ปี ฐานมีอาวุธปืนจำคุก 1 ปี และฐานพาอาวุธปืนลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ฐานมีและพาอาวุธปืนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกฐานมีอาวุธปืน6 เดือน ฐานพาอาวุธปืน 3 เดือน รวมจำคุก 15 ปี 9 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย 1 นัด กระสุนปืนถูกบริเวณหน้าอก เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาโต้แย้งว่าจำเลยและผู้ตายสมัครใจเข้าวิวาท จึงมิใช่กรณีป้องกัน เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ แม้เหตุแห่งคดีนี้จะเกิดขึ้นจากการทะเลาะวิวาทกันระหว่างจำเลยและผู้ตาย เนื่องจากจำเลยชวนนางสาวรำพึง ประพรม ให้ไปดูภาพยนตร์ที่บ้านหนองพยอม และผู้ตายไม่พอใจ จึงมีปากเสียงและชกต่อยกับจำเลยแต่พยานโจทก์หลายปาก เช่น นางคารม พรมสุขโข ภริยาผู้ตายและนายสุรินทร์ สมใจ ต่างเบิกความว่า กรณีทะเลาะวิวาทดังกล่าวได้ยุติลงโดยมีผู้ห้ามปราม ซึ่งนางคารมยืนยันว่าพยานและน้าของพยานได้ช่วยกันดึงผู้ตายกลับมาที่บริเวณพยานนั่งดูภาพยนตร์อยู่ แต่ต่อมาผู้ตายได้ลุกออกไปอีก จึงเกิดเรื่องเป็นคดีนี้ขึ้นแสดงให้เห็นว่าเหตุวิวาทครั้งแรกได้ขาดตอนไปแล้ว โดยนางขวัญเรือน มีเพชรเบิกความเป็นพยานโจทก์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงหลังนี้ว่า ต่อมาพยานเห็นผู้ตายถือเหล็กแหลมวิ่งไล่ตามจำเลยที่ข้างโบสถ์ ห่างจากที่พยานนั่งอยู่ประมาณ 2 ถึง 3 วา แล้วได้ยินเสียงอาวุธปืนดังขึ้น ทั้งนี้นางคารมภริยาผู้ตายได้เบิกความด้วยว่า พยานได้ยินเสียงเอะอะที่ข้างรถยนต์โดยสาร เมื่อพยานลุกขึ้นไปดูก็เห็นผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว และเห็นจำเลยยืนถืออาวุธปืนอยู่ โดยพยานได้ตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า ในมือของผู้ตายมีเหล็กขูดชาฟท์ คำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวจึงเจือสมกับคำเบิกความของจำเลยที่ยืนยันว่า หลังจากมีเรื่องในครั้งแรกแล้วผู้ตายวิ่งเข้ามาชกจำเลยพร้อมทั้งพูดด้วยว่าจะฆ่าให้ตาย จำเลยถูกชกจนล้มลง ผู้ตายคว้าเหล็กขูดชาฟท์ปลายแหลมยาวประมาณ 1 คืบ เข้ามาแทงจำเลย จำเลยใช้มือรับจนมีบาดแผลที่ฝ่ามือ จำเลยลุกขึ้นวิ่งหนี ผู้ตายวิ่งตามจำเลยและแทงถูกจำเลยที่ต้นแขนขวาและพยายามจะแทงจำเลยอีก จำเลยจึงชักอาวุธปืนยิงผู้ตาย 1 นัด โดยมิได้เลือกว่าจะยิงที่ใด และจะถูกผู้ตายหรือไม่ แล้วจำเลยได้หลบหนีไป การที่ผู้ตายใช้เหล็กขูดชาฟท์ปลายแหลม ซึ่งสามารถทำอันตรายผู้อื่นถึงแก่ชีวิตได้เป็นอาวุธไล่แทงจำเลย จนกระทั่งจำเลยอยู่ในที่คับขันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายเพียง 1 นัด เพื่อให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ย่อมเป็นการกระทำที่พอสมควรแก่เหตุอันถือได้ว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6พิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหาฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง คดีนี้เหตุเกิดเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2521 ความผิดฐานมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯพ.ศ. 2491 มาตรา 72 วรรคหนึ่ง และมาตรา 72 ทวิ วรรคสองประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 มีกำหนดโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี จำคุกไม่เกินห้าปี และโทษปรับไม่เกิน 100 บาท ตามลำดับ ความผิดทั้งสองฐานจึงมีอายุความสิบห้าปี สิบปีและหนึ่งปีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 95(2)(3)(5) โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2539 นับแต่วันกระทำความผิดถึงวันฟ้องเกินกว่าสิบห้าปีแล้ว คดีสำหรับความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวจึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธิการนำคดีมาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(6) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมาจึงเป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 แม้ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวจะยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 แล้วก็ตาม แต่ปัญหาเรื่องอายุความเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225" พิพากษายกฟ้องโจทก์ทุกข้อหา (วิชา มหาคุณ-พูนศักดิ์ จงกลนี-ปัญญา สุทธิบดี) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
42682
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082060737"
    }
}
date
2544
deka_no
7851/2544
deka_running_no
7851
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "วิชา มหาคุณ",
    "พูนศักดิ์ จงกลนี",
    "ปัญญา สุทธิบดี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 68",
            "ม. 95"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 39",
            "ม. 185",
            "ม. 195",
            "ม. 225"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ถวิล ปานจู"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 288,371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง,72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ฐานฆ่าผู้อื่น จำคุก 15 ปี ฐานมีอาวุธปืนจำคุก 1 ปี และฐานพาอาวุธปืนลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ฐานมีและพาอาวุธปืนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกฐานมีอาวุธปืน6 เดือน ฐานพาอาวุธปืน 3 เดือน รวมจำคุก 15 ปี 9 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย 1 นัด กระสุนปืนถูกบริเวณหน้าอก เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาโต้แย้งว่าจำเลยและผู้ตายสมัครใจเข้าวิวาท จึงมิใช่กรณีป้องกัน เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ แม้เหตุแห่งคดีนี้จะเกิดขึ้นจากการทะเลาะวิวาทกันระหว่างจำเลยและผู้ตาย เนื่องจากจำเลยชวนนางสาวรำพึง ประพรม ให้ไปดูภาพยนตร์ที่บ้านหนองพยอม และผู้ตายไม่พอใจ จึงมีปากเสียงและชกต่อยกับจำเลยแต่พยานโจทก์หลายปาก เช่น นางคารม พรมสุขโข ภริยาผู้ตายและนายสุรินทร์ สมใจ ต่างเบิกความว่า กรณีทะเลาะวิวาทดังกล่าวได้ยุติลงโดยมีผู้ห้ามปราม ซึ่งนางคารมยืนยันว่าพยานและน้าของพยานได้ช่วยกันดึงผู้ตายกลับมาที่บริเวณพยานนั่งดูภาพยนตร์อยู่ แต่ต่อมาผู้ตายได้ลุกออกไปอีก จึงเกิดเรื่องเป็นคดีนี้ขึ้นแสดงให้เห็นว่าเหตุวิวาทครั้งแรกได้ขาดตอนไปแล้ว โดยนางขวัญเรือน มีเพชรเบิกความเป็นพยานโจทก์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงหลังนี้ว่า ต่อมาพยานเห็นผู้ตายถือเหล็กแหลมวิ่งไล่ตามจำเลยที่ข้างโบสถ์ ห่างจากที่พยานนั่งอยู่ประมาณ 2 ถึง 3 วา แล้วได้ยินเสียงอาวุธปืนดังขึ้น ทั้งนี้นางคารมภริยาผู้ตายได้เบิกความด้วยว่า พยานได้ยินเสียงเอะอะที่ข้างรถยนต์โดยสาร เมื่อพยานลุกขึ้นไปดูก็เห็นผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว และเห็นจำเลยยืนถืออาวุธปืนอยู่ โดยพยานได้ตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า ในมือของผู้ตายมีเหล็กขูดชาฟท์ คำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวจึงเจือสมกับคำเบิกความของจำเลยที่ยืนยันว่า หลังจากมีเรื่องในครั้งแรกแล้วผู้ตายวิ่งเข้ามาชกจำเลยพร้อมทั้งพูดด้วยว่าจะฆ่าให้ตาย จำเลยถูกชกจนล้มลง ผู้ตายคว้าเหล็กขูดชาฟท์ปลายแหลมยาวประมาณ 1 คืบ เข้ามาแทงจำเลย จำเลยใช้มือรับจนมีบาดแผลที่ฝ่ามือ จำเลยลุกขึ้นวิ่งหนี ผู้ตายวิ่งตามจำเลยและแทงถูกจำเลยที่ต้นแขนขวาและพยายามจะแทงจำเลยอีก จำเลยจึงชักอาวุธปืนยิงผู้ตาย 1 นัด โดยมิได้เลือกว่าจะยิงที่ใด และจะถูกผู้ตายหรือไม่ แล้วจำเลยได้หลบหนีไป การที่ผู้ตายใช้เหล็กขูดชาฟท์ปลายแหลม ซึ่งสามารถทำอันตรายผู้อื่นถึงแก่ชีวิตได้เป็นอาวุธไล่แทงจำเลย จนกระทั่งจำเลยอยู่ในที่คับขันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายเพียง 1 นัด เพื่อให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ย่อมเป็นการกระทำที่พอสมควรแก่เหตุอันถือได้ว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6พิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหาฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้เหตุเกิดเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2521 ความผิดฐานมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯพ.ศ. 2491 มาตรา 72 วรรคหนึ่ง และมาตรา 72 ทวิ วรรคสองประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 มีกำหนดโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี จำคุกไม่เกินห้าปี และโทษปรับไม่เกิน 100 บาท ตามลำดับ ความผิดทั้งสองฐานจึงมีอายุความสิบห้าปี สิบปีและหนึ่งปีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 95(2)(3)(5) โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2539 นับแต่วันกระทำความผิดถึงวันฟ้องเกินกว่าสิบห้าปีแล้ว คดีสำหรับความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวจึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธิการนำคดีมาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(6) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมาจึงเป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 แม้ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวจะยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 แล้วก็ตาม แต่ปัญหาเรื่องอายุความเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษายกฟ้องโจทก์ทุกข้อหา
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001079.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544