คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8086/2544 ฉบับเต็ม

#42697
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8086/2544 พนักงานอัยการจังหวัดระนอง โจทก์ นาย เลิศชาย ชื่นชอบ จำเลย ป.อ. มาตรา 91 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 มาตรา 15, มาตรา 66 การที่จำเลยตกลงจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 140 เม็ดแล้วนำเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 ถุง ถุงละ 70 เม็ดติดตัวมาส่งมอบให้แก่จ่าสิบตำรวจ ก. เมื่อจำเลยส่งมอบเมทแอมเฟตามีนถุงแรกแล้วก็ถูกจับกุมทันที โดยที่ยังไม่ทันส่งมอบถุงที่สอง เช่นนี้ จำเลยมีเจตนาจำหน่ายและจะส่งมอบเมทแอมเฟตามีนจำนวนทั้งหมด 2 ถุง ที่นำติดตัวมาตามที่ได้ตกลงซื้อขายในคราวเดียวกัน หาใช่กรณีจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามจำนวนที่ได้ตกลงซื้อขายกันไปแล้วและยังคงมีเหลืออยู่ในครอบครองของจำเลยอีกจำนวนหนึ่งเพื่อจำหน่ายในคราวต่อไปไม่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียว หาใช่ความผิดหลายกรรมต่างกันไม่ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ริบของกลาง จำเลยให้การภาคเสธ โดยยอมรับว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเพียง 100 เม็ด ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 7 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุก 7 ปี รวมจำคุก 14 ปี คำให้การและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 ปี 4 เดือน ริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งมีโทษเท่ากันลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 7 ปี เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยกระทำความผิดกรรมเดียว อันเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยแต่เฉพาะข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน ซึ่งในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนศาลอุทธรณ์ภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงมาว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง จำเลยตกลงจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 140 เม็ดให้แก่จ่าสิบตำรวจเกษม มณีโชติ ซึ่งปลอมตัวเป็นผู้ซื้อ และจำเลยนำเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวซึ่งบรรจุถุงละ 70 เม็ด จำนวน 2 ถุงติดตัวมาส่งมอบให้แก่จ่าสิบตำรวจเกษม แต่เมื่อจำเลยส่งมอบไปแล้ว 1 ถุง จำนวน 70 เม็ด เจ้าพนักงานตำรวจก็จับกุมจำเลยทันทีและยึดเมทแอมเฟตามีนไว้ได้ทั้งหมด 2 ถุง เห็นว่า การที่จำเลยตกลงจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำนวน 140 เม็ดแล้วนำเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 ถุงถุงละ 70 เม็ดติดตัวมาส่งมอบให้แก่จ่าสิบตำรวจเกษม เมื่อจำเลยส่งมอบเมทแอมเฟตามีนถุงแรกจำนวน 70 เม็ดแก่จ่าสิบตำรวจเกษมแล้ว แม้จำเลยจะถูกจับกุมทันทีโดยที่ยังไม่ทันได้ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนถุงที่สอง เช่นนี้ ก็ถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาจำหน่ายและจะส่งมอบเมทแอมเฟตามีนจำนวนทั้งหมด 2 ถุง ที่นำติดตัวมาแก่จ่าสิบตำรวจเกษมตามที่ได้ตกลงซื้อขายในคราวเดียวกัน หาใช่กรณีจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามจำนวนที่ได้ตกลงซื้อขายกันไปแล้ว และยังคงมีเหลืออยู่ในครอบครองของจำเลยอีกจำนวนหนึ่ง เพื่อจำหน่ายในคราวต่อไปไม่ เพราะเมทแอมเฟตามีนทั้ง 2 ถุง เป็นเมทแอมเฟตามีนจำนวนเดียวกับที่จำเลยได้ตกลงซื้อขายและนำมาส่งมอบให้แก่จ่าสิบตำรวจเกษมทั้งหมดในคราวเดียวกันนั้นเอง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียว หาใช่ความผิดหลายกรรมต่างกันดังฟ้องไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8พิพากษาลงโทษจำเลยฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนกระทงเดียวนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช-ชูชาติ ศรีแสง-สบโชค สุขารมณ์) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
42697
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082060491"
    }
}
date
2544
deka_no
8086/2544
deka_running_no
8086
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช",
    "ชูชาติ ศรีแสง",
    "สบโชค สุขารมณ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 91"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465",
        "sections": [
            "ม. 15",
            "ม. 66"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดระนอง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย เลิศชาย ชื่นชอบ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ริบของกลาง

จำเลยให้การภาคเสธ โดยยอมรับว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเพียง 100 เม็ด

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 7 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุก 7 ปี รวมจำคุก 14 ปี คำให้การและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 ปี 4 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งมีโทษเท่ากันลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 7 ปี เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยกระทำความผิดกรรมเดียว อันเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยแต่เฉพาะข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน ซึ่งในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนศาลอุทธรณ์ภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงมาว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง จำเลยตกลงจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 140 เม็ดให้แก่จ่าสิบตำรวจเกษม มณีโชติ ซึ่งปลอมตัวเป็นผู้ซื้อ และจำเลยนำเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวซึ่งบรรจุถุงละ 70 เม็ด จำนวน 2 ถุงติดตัวมาส่งมอบให้แก่จ่าสิบตำรวจเกษม แต่เมื่อจำเลยส่งมอบไปแล้ว 1 ถุง จำนวน 70 เม็ด เจ้าพนักงานตำรวจก็จับกุมจำเลยทันทีและยึดเมทแอมเฟตามีนไว้ได้ทั้งหมด 2 ถุง เห็นว่า การที่จำเลยตกลงจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำนวน 140 เม็ดแล้วนำเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 ถุงถุงละ 70 เม็ดติดตัวมาส่งมอบให้แก่จ่าสิบตำรวจเกษม เมื่อจำเลยส่งมอบเมทแอมเฟตามีนถุงแรกจำนวน 70 เม็ดแก่จ่าสิบตำรวจเกษมแล้ว แม้จำเลยจะถูกจับกุมทันทีโดยที่ยังไม่ทันได้ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนถุงที่สอง เช่นนี้ ก็ถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาจำหน่ายและจะส่งมอบเมทแอมเฟตามีนจำนวนทั้งหมด 2 ถุง ที่นำติดตัวมาแก่จ่าสิบตำรวจเกษมตามที่ได้ตกลงซื้อขายในคราวเดียวกัน หาใช่กรณีจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามจำนวนที่ได้ตกลงซื้อขายกันไปแล้ว และยังคงมีเหลืออยู่ในครอบครองของจำเลยอีกจำนวนหนึ่ง เพื่อจำหน่ายในคราวต่อไปไม่ เพราะเมทแอมเฟตามีนทั้ง 2 ถุง เป็นเมทแอมเฟตามีนจำนวนเดียวกับที่จำเลยได้ตกลงซื้อขายและนำมาส่งมอบให้แก่จ่าสิบตำรวจเกษมทั้งหมดในคราวเดียวกันนั้นเอง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียว หาใช่ความผิดหลายกรรมต่างกันดังฟ้องไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8พิพากษาลงโทษจำเลยฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนกระทงเดียวนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001077.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544