คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8269/2544 ฉบับเต็ม

#42710
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8269/2544 นาง นวล นาคะโยธิน โจทก์ นาย สอน สงวนกลิ่น จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 46 ป.วิ.พ. มาตรา 224 ข้อเท็จจริงในคดีอาญาที่คดีแพ่งจะต้องถือตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 นั้น ต้องเป็นข้อเท็จจริงที่วินิจฉัยไว้ในคดีอาญาแล้ว เมื่อคดีอาญาศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงเพียงว่ามีเหตุให้จำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ดินพิพาทอาจเป็นของจำเลยก็ได้ ยังฟังไม่ได้แจ้งชัดว่าเป็นของโจทก์ตามพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำสืบเห็นได้ว่าทั้งสองฝ่ายยังโต้เถียงสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทจึงเท่ากับว่าคดีดังกล่าวศาลฎีกายังไม่ได้วินิจฉัยชี้ขาดว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลย จึงรับฟังเป็นยุติในคดีนี้ไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทไม่ได้เป็นของโจทก์ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยบุกรุกที่พิพาทโดยล้อมรั้วครอบครองอยู่ประมาณ 50 ตารางวา ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนรั้วออกไปและเรียกค่าเสียหาย จำเลยให้การว่าจำเลยล้อมรั้วบริเวณที่ดินที่จำเลยครอบครอง ไม่ได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ขอให้ยกฟ้องดังนี้ กรณีเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิครอบครองในที่พิพาทจึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อที่พิพาทขณะโจทก์ยื่นฟ้องมีราคา 10,000 บาทจึงต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 3341 เนื้อที่ 1 งาน 73 ตารางวา ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม 2536 จำเลยบุกรุกเข้ามาในที่ดินที่โจทก์ครอบครองทางด้านทิศตะวันตกโดยล้อมรั้วเข้ามาในที่ดินเป็นเนื้อที่ประมาณ 50 ตารางวา โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนรั้วออกไปจากที่ดินที่โจทก์ครอบครอง แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์ขอคิดค่าเสียหายเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ขอให้บังคับจำเลยให้รื้อถอนรั้วออกไปจากที่ดิน น.ส.3 ก.เลขที่ 3341 ตำบลเชียงยืน อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม ห้ามจำเลยเข้ายุ่งเกี่ยวอีกต่อไป ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 1,000 บาทนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยจะยอมรื้อถอนออกไปจากที่ดินที่โจทก์ครอบครอง จำเลยให้การว่า จำเลยล้อมรั้วบริเวณที่ดินที่จำเลยครอบครองตั้งแต่ปี 2534 ไม่ได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนรั้วออกไปจากที่ดิน น.ส.3 ก.เลขที่ 3341 ตำบลเชียงยืน อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม ห้ามจำเลยเข้ายุ่งเกี่ยวในที่ดินดังกล่าวต่อไป ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนรั้วและออกไปจากที่ดินที่โจทก์ครอบครอง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายข้อแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า แม้คดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8015/2540 แต่คดีอาญาดังกล่าวศาลฎีกายังไม่ได้วินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลย จึงรับฟังเป็นยุติในคดีนี้ไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทไม่ได้เป็นของโจทก์นั้น ชอบหรือไม่เห็นว่า ข้อเท็จจริงในคดีอาญาที่คดีแพ่งจะต้องถือตามดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 นั้น ต้องเป็นข้อเท็จจริงที่วินิจฉัยไว้โดยตรงในคดีอาญาแล้ว เมื่อคดีดังกล่าวศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงเพียงว่ามีเหตุให้จำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ดินพิพาทอาจเป็นของจำเลยก็ได้ ยังฟังไม่ได้แจ้งชัดว่าเป็นของโจทก์ตามพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำสืบเห็นได้ว่าทั้งสองฝ่ายยังโต้เถียงสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท จึงเท่ากับว่าคดีดังกล่าว ศาลฎีกายังไม่ได้วินิจฉัยชี้ขาดว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลย คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่ว่า ศาลฎีกายังไม่ได้วินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลย จึงรับฟังเป็นยุติในคดีนี้ไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทไม่ได้เป็นของโจทก์จึงชอบแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า คดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาท ซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4วินิจฉัยมาหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยบุกรุกที่พิพาทโดยล้อมรั้วในที่ดินที่โจทก์ครอบครองอยู่เป็นเนื้อที่ประมาณ 50 ตารางวา โดยมีเจตนายึดถือเป็นของจำเลย ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนรั้วออกไปและเรียกค่าเสียหาย จำเลยให้การว่าจำเลยล้อมรั้วบริเวณที่ดินที่จำเลยครอบครองไม่ได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ขอให้ยกฟ้องดังนี้ กรณีเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิครอบครองในที่พิพาทจึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์เมื่อที่พิพาทขณะโจทก์ยื่นฟ้องมีราคา 10,000 บาท ซึ่งเป็นทุนทรัพย์ในคดีนี้จึงต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4วินิจฉัยมาจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้นทั้งสองข้อ" พิพากษายืน (จรูญวิทย์ ทองสอน-ไพศาล เจริญวุฒิ-วิชัย วิสิทธวงศ์) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ คดีมีทุนทรัพย์ที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ถือตามทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่ใช่ถือตามทุนทรัพย์ที่พิพาทในศาลชั้นต้นอย่างแต่ก่อน คดีนี้ทุนทรัพย์คือราคาที่ดินซึ่งโจทก์จำเลยพิพาทกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองกันในขณะยื่นฟ้องคิดเป็นเงิน 10,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีตามขอ จำเลยอุทธรณ์ ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์จึงเท่ากับทุนทรัพย์ในคดีในขณะยื่นฟ้องหรือทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในศาลชั้นต้น ที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อที่พิพาทขณะโจทก์ยื่นฟ้องมีราคา 10,000 บาท ซึ่งเป็นทุนทรัพย์ในคดีนี้ จึงต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 224 วรรคหนึ่ง นั้น เป็นเหตุผลที่ถูกต้องในส่วนของวิธีการคำนวณแต่น่าจะไม่ตรงตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ถือตามทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ ไพโรจน์ วายุภาพ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
42710
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082060274"
    }
}
date
2544
deka_no
8269/2544
deka_running_no
8269
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "จรูญวิทย์ ทองสอน",
    "ไพศาล เจริญวุฒิ",
    "วิชัย วิสิทธวงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 46"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 224"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาง นวล นาคะโยธิน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย สอน สงวนกลิ่น"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 3341 เนื้อที่ 1 งาน 73 ตารางวา ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม 2536 จำเลยบุกรุกเข้ามาในที่ดินที่โจทก์ครอบครองทางด้านทิศตะวันตกโดยล้อมรั้วเข้ามาในที่ดินเป็นเนื้อที่ประมาณ 50 ตารางวา โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนรั้วออกไปจากที่ดินที่โจทก์ครอบครอง แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์ขอคิดค่าเสียหายเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ขอให้บังคับจำเลยให้รื้อถอนรั้วออกไปจากที่ดิน น.ส.3 ก.เลขที่ 3341 ตำบลเชียงยืน อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม ห้ามจำเลยเข้ายุ่งเกี่ยวอีกต่อไป ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 1,000 บาทนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยจะยอมรื้อถอนออกไปจากที่ดินที่โจทก์ครอบครอง

จำเลยให้การว่า จำเลยล้อมรั้วบริเวณที่ดินที่จำเลยครอบครองตั้งแต่ปี 2534 ไม่ได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนรั้วออกไปจากที่ดิน น.ส.3 ก.เลขที่ 3341 ตำบลเชียงยืน อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม ห้ามจำเลยเข้ายุ่งเกี่ยวในที่ดินดังกล่าวต่อไป ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนรั้วและออกไปจากที่ดินที่โจทก์ครอบครอง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายข้อแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า แม้คดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8015/2540 แต่คดีอาญาดังกล่าวศาลฎีกายังไม่ได้วินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลย จึงรับฟังเป็นยุติในคดีนี้ไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทไม่ได้เป็นของโจทก์นั้น ชอบหรือไม่เห็นว่า ข้อเท็จจริงในคดีอาญาที่คดีแพ่งจะต้องถือตามดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 นั้น ต้องเป็นข้อเท็จจริงที่วินิจฉัยไว้โดยตรงในคดีอาญาแล้ว เมื่อคดีดังกล่าวศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงเพียงว่ามีเหตุให้จำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ดินพิพาทอาจเป็นของจำเลยก็ได้ ยังฟังไม่ได้แจ้งชัดว่าเป็นของโจทก์ตามพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำสืบเห็นได้ว่าทั้งสองฝ่ายยังโต้เถียงสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท จึงเท่ากับว่าคดีดังกล่าว ศาลฎีกายังไม่ได้วินิจฉัยชี้ขาดว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลย คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่ว่า ศาลฎีกายังไม่ได้วินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลย จึงรับฟังเป็นยุติในคดีนี้ไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทไม่ได้เป็นของโจทก์จึงชอบแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า คดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาท ซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4วินิจฉัยมาหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยบุกรุกที่พิพาทโดยล้อมรั้วในที่ดินที่โจทก์ครอบครองอยู่เป็นเนื้อที่ประมาณ 50 ตารางวา โดยมีเจตนายึดถือเป็นของจำเลย ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนรั้วออกไปและเรียกค่าเสียหาย จำเลยให้การว่าจำเลยล้อมรั้วบริเวณที่ดินที่จำเลยครอบครองไม่ได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ขอให้ยกฟ้องดังนี้ กรณีเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิครอบครองในที่พิพาทจึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์เมื่อที่พิพาทขณะโจทก์ยื่นฟ้องมีราคา 10,000 บาท ซึ่งเป็นทุนทรัพย์ในคดีนี้จึงต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4วินิจฉัยมาจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้นทั้งสองข้อ"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
คดีมีทุนทรัพย์ที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ถือตามทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่ใช่ถือตามทุนทรัพย์ที่พิพาทในศาลชั้นต้นอย่างแต่ก่อน คดีนี้ทุนทรัพย์คือราคาที่ดินซึ่งโจทก์จำเลยพิพาทกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองกันในขณะยื่นฟ้องคิดเป็นเงิน 10,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีตามขอ จำเลยอุทธรณ์ ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์จึงเท่ากับทุนทรัพย์ในคดีในขณะยื่นฟ้องหรือทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในศาลชั้นต้น ที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อที่พิพาทขณะโจทก์ยื่นฟ้องมีราคา 10,000 บาท ซึ่งเป็นทุนทรัพย์ในคดีนี้ จึงต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 224 วรรคหนึ่ง นั้น เป็นเหตุผลที่ถูกต้องในส่วนของวิธีการคำนวณแต่น่าจะไม่ตรงตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ถือตามทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ ไพโรจน์ วายุภาพ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001075.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544