คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8281/2544 ฉบับเต็ม

#42711
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8281/2544 นาง ทองก้อน ไชยคำ กับพวก โจทก์ นาย บาง เขตต์โวหาร กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 369 ป.วิ.พ. มาตรา 271 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลย โจทก์มีสิทธิบังคับจำเลยอยู่สามประการ ประการแรกคือบังคับให้โอนสิทธิในที่ดินพิพาทโดยโจทก์ต้องชำระเงินตอบแทน 35,000 บาท แก่จำเลย ประการที่สองคือบังคับให้ใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 35,000 บาท ในกรณีที่จำเลยไม่สามารถโอนสิทธิในที่ดินพิพาทได้ และประการที่สามคือให้จำเลยรื้อถอนสิ่งกีดขวางต่าง ๆ ออกจากที่ดินพิพาท สำหรับสิทธิของโจทก์ในประการแรกและประการที่สองนั้น การบังคับคดีต้องเป็นไปตามลำดับเพราะมิใช่กรณีที่อาจเลือกการชำระหนี้ได้ เมื่อที่ดินพิพาทได้ออกโฉนดที่ดินแล้วโดยมีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เช่นนี้ จึงเป็นกรณีที่โจทก์สามารถใช้สิทธิบังคับในประการแรกคือให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ได้ โจทก์ย่อมไม่อาจใช้สิทธิบังคับในประการที่สองคือให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ เป็นเงิน 35,000 บาท การที่ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์ เพื่อยึดทรัพย์สินของจำเลยมาชำระค่าเสียหายจึงเป็นการไม่ชอบ จำเลยต้องมีหน้าที่โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โดยโจทก์มีหน้าที่ต้องชำระเงิน 35,000 บาท ให้แก่จำเลยในวันทำสัญญาโอนกรรมสิทธิ์เห็นได้ว่าทั้งสองฝ่ายต่างเป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อกันในลักษณะของสัญญาต่างตอบแทน กล่าวคือ ฝ่ายหนึ่งจะไม่ยอมชำระหนี้จนกว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะชำระหนี้หรือขอปฏิบัติการชำระหนี้ก็ได้ เมื่อโจทก์ประสงค์จะให้จำเลยปฏิบัติชำระหนี้ โดยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์ก็ชอบจะขอปฏิบัติการชำระหนี้ในส่วนของตนเสียก่อน แล้วจึงขอให้ศาลบังคับคดีแก่จำเลยได้ เมื่อไม่ปรากฏว่ามีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดขอปฏิบัติการชำระหนี้แก่อีกฝ่ายหนึ่งเลยเช่นนี้ จึงต้องถือว่าทั้งสองฝ่ายต่างมีสิทธิที่จะขอปฏิบัติการชำระหนี้ในส่วนของตนและอาจใช้สิทธิขอให้บังคับคดีแก่อีกฝ่ายหนึ่งตามสัญญาต่อไป ยังไม่อาจถือว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดนัดหรือผิดสัญญา ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตกลงกันว่า "...โจทก์ทั้งสองยินยอมจ่ายเงินจำนวน 35,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในวันทำสัญญาโอนสิทธิในที่ดินพิพาทโดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะไปร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญายอมเพื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการโอนช่วยกันออกฝ่ายละครึ่ง หากจำเลยที่ 2 และที่ 3ไม่สามารถโอนสิทธิในที่ดินพิพาทได้ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงินจำนวน 35,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รื้อถอนสิ่งกีดขวางต่าง ๆ ออกจากที่ดินพิพาทภายใน 7 วัน นับแต่วันทำสัญญายอมโดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือรบกวนสิทธิของโจทก์ทั้งสองอีกต่อไป หากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ดำเนินการโอนสิทธิในที่ดินพิพาทให้โจทก์ทั้งสองยินยอมให้โจทก์ทั้งสองบังคับคดีได้ทันทีและยินยอมให้โจทก์ทั้งสองรื้อถอนสิ่งกีดขวางได้ด้วยตนเอง..." ต่อมาหลังจากพ้นกำหนด 6เดือน ตามคำพิพากษาแล้ว โจทก์ทั้งสองได้ ยื่นคำร้องลงวันที่ 3 พฤษภาคม2542 ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 และที่ 3ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามขอ หลังจากนั้นวันที่ 16 กันยายน 2542โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 2 ได้นำที่ดินพิพาทซึ่งเดิมเป็นที่ดินมีส.ค.1 ไปขอออกโฉนดที่ดิน ได้โฉนดที่ดินเลขที่ 14520 ขอให้ศาลสั่งให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบหรือโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เมื่อจำเลยที่ 2และที่ 3 ไม่ดำเนินการโอนสิทธิในที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองมีสิทธิบังคับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 35,000 บาทแก่โจทก์ทั้งสองเท่านั้น ไม่มีข้อความใดให้โจทก์ทั้งสองบังคับให้จำเลยที่ 2และที่ 3 โอนสิทธิในที่ดินพิพาทพร้อมกับชดใช้ค่าเสียหาย 35,000 บาทแก่โจทก์ทั้งสอง เมื่อโจทก์ทั้งสองขอให้ศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้ว ถือได้ว่าโจทก์ทั้งสองเลือกที่จะบังคับคดีโดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองโจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิบังคับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 โอนสิทธิในที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสองอีก โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิบังคับคดีให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่าโจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิขอบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสองนั้น เห็นว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์ทั้งสองมีสิทธิบังคับจำเลยที่ 2 และที่ 3 อยู่สามประการ ประการแรกคือบังคับให้โอนสิทธิในที่ดินพิพาทโดยโจทก์ทั้งสองต้องชำระเงินตอบแทน 35,000 บาท แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ประการที่สองคือบังคับให้ใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 35,000 บาท ในกรณีที่จำเลยที่ 2 และที่ 3ไม่สามารถโอนสิทธิในที่ดินพิพาทได้ และประการที่สามคือให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รื้อถอนสิ่งกีดขวางต่าง ๆ ออกจากที่ดินพิพาท สำหรับ สิทธิของโจทก์ทั้งสองในประการแรกและประการที่สองนั้น การบังคับคดีต้องเป็นไปตามลำดับเพราะมิใช่กรณีที่อาจเลือกการชำระหนี้ได้ เมื่อที่ดินพิพาทได้ออกโฉนดที่ดินแล้วเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 14520 มีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เช่นนี้ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองสามารถใช้สิทธิบังคับในประการแรก คือให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสองได้ โจทก์ทั้งสองย่อมไม่อาจใช้สิทธิบังคับในประการที่สอง คือให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 35,000 บาท การที่ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์ทั้งสองเพื่อยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มาชำระค่าเสียหายจึงเป็นการไม่ชอบ ส่วนการใช้สิทธิของโจทก์ทั้งสอง ในการบังคับคดีประการแรกนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง โดยโจทก์ทั้งสองต้องชำระเงิน 35,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2และที่ 3 ในวันทำสัญญาโอนกรรมสิทธิ์ เห็นได้ว่าทั้งสองฝ่ายต่างเป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อกันในลักษณะของสัญญาต่างตอบแทนกล่าวคือ ฝ่ายหนึ่งจะไม่ยอมชำระหนี้จนกว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะชำระหนี้หรือขอปฏิบัติการชำระหนี้ก็ได้ เมื่อโจทก์ทั้งสองประสงค์จะให้จำเลยที่ 2 และที่ 3ปฏิบัติการชำระหนี้โดยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองก็ชอบที่จะขอปฏิบัติการชำระหนี้ในส่วนของตนเสียก่อน แล้วจึงขอให้ศาลบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ เมื่อไม่ปรากฏว่ามีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดขอปฏิบัติการชำระหนี้แก่อีกฝ่ายหนึ่งเลยเช่นนี้ จึงต้องถือว่าทั้งสองฝ่ายต่างมีสิทธิที่จะขอปฏิบัติการชำระหนี้ในส่วนของตนและอาจใช้สิทธิขอให้บังคับคดีแก่อีกฝ่ายหนึ่งตามสัญญาต่อไป ยังไม่อาจถือว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดนัดหรือผิดสัญญา ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่ว่าโจทก์ทั้งสองผิดนัดจึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์-กำพล ภู่สุดแสวง-สุรชาติ บุญศิริพันธ์) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
42711
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082060178"
    }
}
date
2544
deka_no
8281/2544
deka_running_no
8281
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์",
    "กำพล ภู่สุดแสวง",
    "สุรชาติ บุญศิริพันธ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 369"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 271"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาง ทองก้อน ไชยคำ กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย บาง เขตต์โวหาร กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตกลงกันว่า "...โจทก์ทั้งสองยินยอมจ่ายเงินจำนวน 35,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในวันทำสัญญาโอนสิทธิในที่ดินพิพาทโดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะไปร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญายอมเพื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการโอนช่วยกันออกฝ่ายละครึ่ง หากจำเลยที่ 2 และที่ 3ไม่สามารถโอนสิทธิในที่ดินพิพาทได้ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงินจำนวน 35,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รื้อถอนสิ่งกีดขวางต่าง ๆ ออกจากที่ดินพิพาทภายใน 7 วัน นับแต่วันทำสัญญายอมโดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือรบกวนสิทธิของโจทก์ทั้งสองอีกต่อไป หากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ดำเนินการโอนสิทธิในที่ดินพิพาทให้โจทก์ทั้งสองยินยอมให้โจทก์ทั้งสองบังคับคดีได้ทันทีและยินยอมให้โจทก์ทั้งสองรื้อถอนสิ่งกีดขวางได้ด้วยตนเอง..." ต่อมาหลังจากพ้นกำหนด 6เดือน ตามคำพิพากษาแล้ว โจทก์ทั้งสองได้ ยื่นคำร้องลงวันที่ 3 พฤษภาคม2542 ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 และที่ 3ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามขอ หลังจากนั้นวันที่ 16 กันยายน 2542โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 2 ได้นำที่ดินพิพาทซึ่งเดิมเป็นที่ดินมีส.ค.1 ไปขอออกโฉนดที่ดิน ได้โฉนดที่ดินเลขที่ 14520 ขอให้ศาลสั่งให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบหรือโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสอง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เมื่อจำเลยที่ 2และที่ 3 ไม่ดำเนินการโอนสิทธิในที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองมีสิทธิบังคับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 35,000 บาทแก่โจทก์ทั้งสองเท่านั้น ไม่มีข้อความใดให้โจทก์ทั้งสองบังคับให้จำเลยที่ 2และที่ 3 โอนสิทธิในที่ดินพิพาทพร้อมกับชดใช้ค่าเสียหาย 35,000 บาทแก่โจทก์ทั้งสอง เมื่อโจทก์ทั้งสองขอให้ศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้ว ถือได้ว่าโจทก์ทั้งสองเลือกที่จะบังคับคดีโดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองโจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิบังคับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 โอนสิทธิในที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสองอีก

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิบังคับคดีให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่าโจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิขอบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสองนั้น เห็นว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์ทั้งสองมีสิทธิบังคับจำเลยที่ 2 และที่ 3 อยู่สามประการ ประการแรกคือบังคับให้โอนสิทธิในที่ดินพิพาทโดยโจทก์ทั้งสองต้องชำระเงินตอบแทน 35,000 บาท แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ประการที่สองคือบังคับให้ใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 35,000 บาท ในกรณีที่จำเลยที่ 2 และที่ 3ไม่สามารถโอนสิทธิในที่ดินพิพาทได้ และประการที่สามคือให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รื้อถอนสิ่งกีดขวางต่าง ๆ ออกจากที่ดินพิพาท สำหรับ สิทธิของโจทก์ทั้งสองในประการแรกและประการที่สองนั้น การบังคับคดีต้องเป็นไปตามลำดับเพราะมิใช่กรณีที่อาจเลือกการชำระหนี้ได้ เมื่อที่ดินพิพาทได้ออกโฉนดที่ดินแล้วเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 14520 มีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เช่นนี้ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองสามารถใช้สิทธิบังคับในประการแรก คือให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสองได้ โจทก์ทั้งสองย่อมไม่อาจใช้สิทธิบังคับในประการที่สอง คือให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 35,000 บาท การที่ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์ทั้งสองเพื่อยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มาชำระค่าเสียหายจึงเป็นการไม่ชอบ ส่วนการใช้สิทธิของโจทก์ทั้งสอง ในการบังคับคดีประการแรกนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง โดยโจทก์ทั้งสองต้องชำระเงิน 35,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2และที่ 3 ในวันทำสัญญาโอนกรรมสิทธิ์ เห็นได้ว่าทั้งสองฝ่ายต่างเป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อกันในลักษณะของสัญญาต่างตอบแทนกล่าวคือ ฝ่ายหนึ่งจะไม่ยอมชำระหนี้จนกว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะชำระหนี้หรือขอปฏิบัติการชำระหนี้ก็ได้ เมื่อโจทก์ทั้งสองประสงค์จะให้จำเลยที่ 2 และที่ 3ปฏิบัติการชำระหนี้โดยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองก็ชอบที่จะขอปฏิบัติการชำระหนี้ในส่วนของตนเสียก่อน แล้วจึงขอให้ศาลบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ เมื่อไม่ปรากฏว่ามีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดขอปฏิบัติการชำระหนี้แก่อีกฝ่ายหนึ่งเลยเช่นนี้ จึงต้องถือว่าทั้งสองฝ่ายต่างมีสิทธิที่จะขอปฏิบัติการชำระหนี้ในส่วนของตนและอาจใช้สิทธิขอให้บังคับคดีแก่อีกฝ่ายหนึ่งตามสัญญาต่อไป ยังไม่อาจถือว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดนัดหรือผิดสัญญา ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่ว่าโจทก์ทั้งสองผิดนัดจึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001074.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544