คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8404/2544 ฉบับเต็ม

#42719
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8404/2544 นาง ละออ อินเทียน โจทก์ นาย ช่วย ฤทธิบูรณ์ จำเลย จำเลยร่วม จำเลย นาย ประสาร ฤทธิบูรณ์ จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 177, มาตรา 183, มาตรา 225 โจทก์ฟ้องว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์โดยซื้อมาจากจำเลยจำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย จำเลยไม่เคยขายให้โจทก์แต่ตอนหลังจำเลยกลับให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน คำให้การจำเลยในตอนหลังจึงขัดกับคำให้การตอนแรกเป็นคำให้การที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 177 วรรคสอง ไม่ก่อให้เกิดเป็นประเด็นเรื่องที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ แม้ศาลชั้นต้นจะกำหนดเป็นประเด็นไว้ก็ไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในเรื่องดังกล่าว ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน 2 แปลงแปลงแรกเนื้อที่ประมาณ 20 ไร่ ซื้อจากจำเลยเมื่อปี 2532 แปลงที่สองเนื้อที่ประมาณ 11 ไร่ ซื้อจากนายประสาร ฤทธิบูรณ์ บุตรชายจำเลยเมื่อปี 2531 หลังจากซื้อแล้ว โจทก์ให้จำเลยเช่าทำประโยชน์มาโดยตลอดต่อมาปี 2536 โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยเช่าต่อไป จึงบอกเลิกการเช่า ให้จำเลยออกไปจากที่ดินทั้งสองแปลง จำเลยตกลงและยอมรับ แต่ต่อมาวันที่ 5 มิถุนายน 2536 จำเลยกลับบุกรุกเข้าไปไถทำประโยชน์ในที่ดินต่อไปอีก โจทก์แจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจ จำเลยยอมรับว่าที่ดินเป็นของโจทก์และตกลงจะขอเช่าทำประโยชน์ต่อไป แต่ก็ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง โจทก์จึงร้องเรียนต่อเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหลายครั้งแต่ไม่สามารถบังคับจำเลยได้ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ที่ดินทั้งสองแปลงอาจให้ผู้อื่นเช่าได้ในราคาไร่ละ 400 บาท ต่อปี รวมค่าเช่าไม่ต่ำกว่าปีละ 12,400 บาท ขอให้พิพากษาว่าโจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินทั้งสองแปลง ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในที่ดิน ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไป กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายปีละ 12,400 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินทั้งสองแปลง จำเลยให้การว่า ไม่ได้ขายแล้วเช่าที่ดินทั้งสองแปลงตามฟ้องแต่จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์มาลงทุนทำไร่แล้วส่งข้าวโพดและถั่วให้โจทก์เป็นการชำระหนี้แทน โดยโจทก์ขอหลักฐานการเป็นเจ้าของที่ดินของจำเลยยึดถือไว้ ต่อมาโจทก์ต้องการได้ที่ดินของจำเลยและบุตรชายจึงหว่านล้อมให้จำเลยหลงเชื่อเช่าที่ดินแปลงอื่นเพื่อปลูกข้าวโพดและถั่วเพราะมีเนื้อที่มากขึ้นและสามารถชำระหนี้แก่โจทก์ได้ ส่วนที่ดินของจำเลยและบุตรชายใช้ทำไร่อ้อยต่อเนื่องกัน 3 ปี ไม่สามารถปลูกพืชไร่หมุนเวียนได้ จำเลยหลงเชื่อตกลงเช่าที่ดินกับโจทก์ ซึ่งไม่ใช่ที่ดินของจำเลยและบุตรชายตามฟ้อง สัญญาซื้อขายที่ดินเป็นเอกสารปลอม ลายมือชื่อผู้ขายไม่ใช่ลายมือชื่อจำเลย เมื่อปี 2536 โจทก์ไปร้องเรียนต่อทางอำเภออ้างว่าจำเลยขายที่ดินให้แล้วโจทก์ให้จำเลยเช่า จำเลยโต้แย้งคัดค้านว่าเป็นเรื่องหนี้สินที่ติดค้างกัน ไม่มีการซื้อขายที่ดินแต่อย่างใด เป็นเพียงการเช่าที่ดินแปลงอื่นซึ่งไม่ใช่แปลงของจำเลยและบุตรชาย นอกจากนี้ที่ดินของจำเลยและบุตรชายตามฟ้องเป็นป่าเสื่อมโทรมที่ยังไม่มีการเพิกถอน จึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา นายประสาร ฤทธิสมบูรณ์ บุตรชายจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จล.2 ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 7,967 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินพิพาท ให้ยกฟ้องจำเลยร่วม คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จล.1 ด้วย ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์อีกปีละ 4,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินพิพาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จ.2 และ จล.1 ปัญหาข้อแรกที่จำเลยฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่ว่าที่ดินตามฟ้องเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ ตามที่จำเลยอุทธรณ์นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์โดยซื้อมาจากจำเลยและบุตรจำเลยจำเลยให้การต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยและบุตร จำเลยและบุตรไม่เคยขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ แต่ตอนหลังจำเลยกลับให้การมาด้วยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน คำให้การจำเลยในตอนหลังนี้จึงขัดกับคำให้การที่ให้การมาตอนแรก เป็นคำให้การที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ไม่ก่อให้เกิดเป็นประเด็นเรื่องที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่แม้ศาลชั้นต้นจะกำหนดเป็นประเด็นไว้ก็ไม่ชอบที่จะวินิจฉัยให้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับวินิจฉัยให้ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (อรพินท์ เศรษฐมานิต-อภิชาต สุขัคคานนท์-รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ คดีนี้แม้คำให้การของจำเลยจะขัดกัน ไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้จึงไม่ชอบก็ตาม อันมีผลให้ศาลชั้นต้นยกขึ้นวินิจฉัยให้ไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องของกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นแต่เมื่อจำเลยอุทธรณ์ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องย่อมเป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยย่อมมีสิทธิยกขึ้นอุทธรณ์ได้ตามมาตรา 225 วรรคสองแม้จะไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นก็ตาม ศาลอุทธรณ์จึงต้องวินิจฉัยให้ตามมาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 170 วรรคสองและมาตรา 246 ซึ่งเป็นเรื่องของกระบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์ กรณีมิใช่เป็นดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ที่จะไม่วินิจฉัยให้ได้ตามมาตรา 142(5)ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในปัญหาดังกล่าวจึงน่าจะไม่ชอบ ไพโรจน์ วายุภาพ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
42719
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082059960"
    }
}
date
2544
deka_no
8404/2544
deka_running_no
8404
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "อรพินท์ เศรษฐมานิต",
    "อภิชาต สุขัคคานนท์",
    "รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 177",
            "ม. 183",
            "ม. 225"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาง ละออ อินเทียน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ช่วย ฤทธิบูรณ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "จำเลยร่วม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ประสาร ฤทธิบูรณ์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน 2 แปลงแปลงแรกเนื้อที่ประมาณ 20 ไร่ ซื้อจากจำเลยเมื่อปี 2532 แปลงที่สองเนื้อที่ประมาณ 11 ไร่ ซื้อจากนายประสาร ฤทธิบูรณ์ บุตรชายจำเลยเมื่อปี 2531 หลังจากซื้อแล้ว โจทก์ให้จำเลยเช่าทำประโยชน์มาโดยตลอดต่อมาปี 2536 โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยเช่าต่อไป จึงบอกเลิกการเช่า ให้จำเลยออกไปจากที่ดินทั้งสองแปลง จำเลยตกลงและยอมรับ แต่ต่อมาวันที่ 5 มิถุนายน 2536 จำเลยกลับบุกรุกเข้าไปไถทำประโยชน์ในที่ดินต่อไปอีก โจทก์แจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจ จำเลยยอมรับว่าที่ดินเป็นของโจทก์และตกลงจะขอเช่าทำประโยชน์ต่อไป แต่ก็ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง โจทก์จึงร้องเรียนต่อเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหลายครั้งแต่ไม่สามารถบังคับจำเลยได้ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ที่ดินทั้งสองแปลงอาจให้ผู้อื่นเช่าได้ในราคาไร่ละ 400 บาท ต่อปี รวมค่าเช่าไม่ต่ำกว่าปีละ 12,400 บาท ขอให้พิพากษาว่าโจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินทั้งสองแปลง ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในที่ดิน ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไป กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายปีละ 12,400 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินทั้งสองแปลง

จำเลยให้การว่า ไม่ได้ขายแล้วเช่าที่ดินทั้งสองแปลงตามฟ้องแต่จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์มาลงทุนทำไร่แล้วส่งข้าวโพดและถั่วให้โจทก์เป็นการชำระหนี้แทน โดยโจทก์ขอหลักฐานการเป็นเจ้าของที่ดินของจำเลยยึดถือไว้ ต่อมาโจทก์ต้องการได้ที่ดินของจำเลยและบุตรชายจึงหว่านล้อมให้จำเลยหลงเชื่อเช่าที่ดินแปลงอื่นเพื่อปลูกข้าวโพดและถั่วเพราะมีเนื้อที่มากขึ้นและสามารถชำระหนี้แก่โจทก์ได้ ส่วนที่ดินของจำเลยและบุตรชายใช้ทำไร่อ้อยต่อเนื่องกัน 3 ปี ไม่สามารถปลูกพืชไร่หมุนเวียนได้ จำเลยหลงเชื่อตกลงเช่าที่ดินกับโจทก์ ซึ่งไม่ใช่ที่ดินของจำเลยและบุตรชายตามฟ้อง สัญญาซื้อขายที่ดินเป็นเอกสารปลอม ลายมือชื่อผู้ขายไม่ใช่ลายมือชื่อจำเลย เมื่อปี 2536 โจทก์ไปร้องเรียนต่อทางอำเภออ้างว่าจำเลยขายที่ดินให้แล้วโจทก์ให้จำเลยเช่า จำเลยโต้แย้งคัดค้านว่าเป็นเรื่องหนี้สินที่ติดค้างกัน ไม่มีการซื้อขายที่ดินแต่อย่างใด เป็นเพียงการเช่าที่ดินแปลงอื่นซึ่งไม่ใช่แปลงของจำเลยและบุตรชาย นอกจากนี้ที่ดินของจำเลยและบุตรชายตามฟ้องเป็นป่าเสื่อมโทรมที่ยังไม่มีการเพิกถอน จึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา นายประสาร ฤทธิสมบูรณ์ บุตรชายจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จล.2 ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 7,967 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินพิพาท ให้ยกฟ้องจำเลยร่วม คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จล.1 ด้วย ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์อีกปีละ 4,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินพิพาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จ.2 และ จล.1 ปัญหาข้อแรกที่จำเลยฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่ว่าที่ดินตามฟ้องเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ ตามที่จำเลยอุทธรณ์นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์โดยซื้อมาจากจำเลยและบุตรจำเลยจำเลยให้การต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยและบุตร จำเลยและบุตรไม่เคยขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ แต่ตอนหลังจำเลยกลับให้การมาด้วยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน คำให้การจำเลยในตอนหลังนี้จึงขัดกับคำให้การที่ให้การมาตอนแรก เป็นคำให้การที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ไม่ก่อให้เกิดเป็นประเด็นเรื่องที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่แม้ศาลชั้นต้นจะกำหนดเป็นประเด็นไว้ก็ไม่ชอบที่จะวินิจฉัยให้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับวินิจฉัยให้ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
คดีนี้แม้คำให้การของจำเลยจะขัดกัน ไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้จึงไม่ชอบก็ตาม อันมีผลให้ศาลชั้นต้นยกขึ้นวินิจฉัยให้ไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องของกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นแต่เมื่อจำเลยอุทธรณ์ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องย่อมเป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยย่อมมีสิทธิยกขึ้นอุทธรณ์ได้ตามมาตรา 225 วรรคสองแม้จะไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นก็ตาม ศาลอุทธรณ์จึงต้องวินิจฉัยให้ตามมาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 170 วรรคสองและมาตรา 246 ซึ่งเป็นเรื่องของกระบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์ กรณีมิใช่เป็นดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ที่จะไม่วินิจฉัยให้ได้ตามมาตรา 142(5)ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในปัญหาดังกล่าวจึงน่าจะไม่ชอบ ไพโรจน์ วายุภาพ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001072.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544