ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 139/2545
นาย สุเมธหรือตันเกียงเส็ง ตัณฑปุตตะหรือแซ่ตัน
โจทก์
นาย วิวัฒน์ ตัณฑปุตตะ กับพวก
จำเลย
จำเลยร่วม
จำเลย
นาง ลาวัลย์ คงคา กับพวก
จำเลย
ป.พ.พ. มาตรา 1646, มาตรา 1748, มาตรา 1754
กฎหมายลักษณะผัวเมีย บทที่ 68 มาตรา
กฎหมายลักษณะผัวเมีย บทที่ 72 มาตรา
ว. และ ห. อยู่กินฉันสามีภริยาที่ประเทศมาเลเซียประมาณ 90 ปีมาแล้ว จึงเป็นสามีภริยาก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 เดิม ห. ถึงแก่กรรมเมื่อปี 2484 อันเป็นปีที่ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 แล้ว จึงต้องนำกฎหมายลักษณะผัวเมียมาใช้กับการแบ่งสินสมรส โดยบทที่ 72 กำหนดให้ทรัพย์ที่บิดามารดาหรือญาติฝ่ายหญิงหรือชายให้ไว้ในวันแต่งงานให้เป็นสินเดิมถ้าให้เมื่ออยู่กินเป็นผัวเมียกันแล้วให้เป็นสินสมรส ดังนั้นถ้าได้ทรัพย์มาก่อนปี 2484 ก็ต้องแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยากันตามบทที่ 68 คือ ถ้าชายและหญิงต่างมีสินเดิม ให้คืนสินเดิมแก่แต่ละฝ่าย ส่วนสินสมรสให้แบ่งเป็น 3 ส่วน ชายได้ 2 ส่วนหญิงได้ 1 ส่วน ถ้าต่างฝ่ายไม่มีสินเดิมก็แบ่งสินสมรสแบบเดียวกันแต่ถ้าได้ทรัพย์มาภายหลังจากที่คู่สมรสของตนถึงแก่กรรมไปแล้วทรัพย์ดังกล่าวย่อมไม่ใช่สินสมรสที่จะแบ่งระหว่างสามีภริยาอีกต่อไป เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทได้มาก่อนปี 2484 จึงเป็นสินสมรสที่ต้องแบ่งระหว่างสามีภริยาตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย โดย ว. ได้ 2 ส่วน ห. ได้ 1 ส่วน หลังจากนั้นส่วนของ ว. จึงตกทอดเป็นมรดกที่ ว. มีสิทธิทำพินัยกรรมยกให้แก่จำเลยที่ 1ถึงที่ 3 กับจำเลยร่วมที่ 2 และที่ 3 ได้ ส่วนของ ห. นั้น โจทก์ผู้จัดการมรดกย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ว. ส่งมอบทรัพย์ดังกล่าวแก่โจทก์เพื่อจัดแบ่งให้แก่ทายาทของ ห. โดย ว. หามีสิทธิทำพินัยกรรมยกทรัพย์ส่วนที่มิใช่ของตนให้แก่ทายาทตามพินัยกรรมไม่
ทรัพย์อันเป็นสินสมรสที่ยังไม่ได้แบ่งนั้น โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกมีสิทธิติดตามเอาคืนมาเพื่อจัดการแบ่งแก่ทายาทได้แม้เกิน 10 ปีนับแต่ ห. ถึงแก่กรรม คดีหาขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1748 ไม่
___________________________
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางหลีชิด แซ่ตัน จำเลยทั้งสามเป็นผู้จัดการมรดกของนายวีระหรือตันวีหลิม ตัณฑปุตตะหรือแซ่ตัน และเป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดกของนางหลีชิด เดิมนางหลีชิดเป็นภริยาของนายวีระ มีบุตรด้วยกันรวม 6 คน คือนางตันยกหงอ นางตันยกกลั่น นางตันยกเองนางตันยกเหลียน โจทก์ และนายตันกังไว นายวีระและนางหลีชิดร่วมกันประกอบอาชีพและมีสินสมรส คือ ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจำนวน 12 รายการ คิดเป็นเงินทั้งสิ้น 409,732,000 บาท ต่อมาวันที่ 20 มกราคม 2484 นางหลีชิดถึงแก่ความตายด้วยอุบัติเหตุรถยนต์ มีทรัพย์มรดกคือสินสมรสดังกล่าว ซึ่งยังไม่ได้แบ่งแยกเป็นส่วนของนางหลีชิด โดยนายวีระสามีเป็นผู้จัดการและแสวงหาประโยชน์ในทรัพย์มรดกของนางหลีชิดตลอดมา จนกระทั่งปี 2514นายวีระถึงแก่ความตาย ก็ยังไม่มีการแบ่งแยกสินสมรสส่วนของนางหลีชิด ปี 2526 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นทายาทของนายวีระกับนางหลีซิวเหลียน แซ่หลี เป็นผู้จัดการมรดกของนายวีระ คดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยทั้งสามจึงเข้าครอบครองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทั้ง 12 รายการ รวมทั้งเอกสารที่เกี่ยวข้องและแสวงหาประโยชน์เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน โดยมิได้ดำเนินการแบ่งแยกสินสมรสระหว่างนายวีระกับนางหลีชิดออกจากกันและจัดการแบ่งทรัพย์มรดกของนายวีระแต่อย่างไร ต่อมาวันที่ 14กันยายน 2536 ศาลฎีกามีคำพิพากษาตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางหลีชิด โจทก์จึงบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสามในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวีระจัดการแบ่งทรัพย์มรดกในส่วนของนางหลีชิดกับส่วนแบ่งดอกผลจากสวนยางพาราปีละ 2,500,000บาท คิดถึงวันฟ้องเป็นเวลา 11 ปี 3 เดือน พร้อมดอกเบี้ยรวมเป็นเงินจำนวน 51,855,466 บาท ให้แก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยทั้งสามจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโฉนดเลขที่ 251 หมู่ที่ 3ตำบลเบตง จังหวัดยะลา เนื้อที่ 3 งาน 9 เศษ 7 ส่วน 10 ตารางวาที่ดินสวนยางพาราตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3)เล่ม 3 หน้า 19 สารบบเล่ม 3 หน้า 2094 หมู่ที่ 5 ตำบลเบตงอำเภอเบตง จังหวัดยะลา เนื้อที่ 2,095 ไร่ ที่ดินสวนยางพาราตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เล่ม 3 หน้า 20สารบบเล่ม 3 หน้า เลขที่ 2098 หมู่ที่ 5 ตำบลเบตง อำเภอเบตงจังหวัดยะลา เนื้อที่ 5,500 ไร่ ที่ดินสวนยางพาราตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เล่ม 3 หน้า 69 สารบบหน้า 2341 หมู่ที่ 5 ตำบลเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เนื้อที่2,421 ไร่ ที่ดินสวนยางพาราตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3) เล่ม 19 หน้า 62 สารบบเล่ม-หน้า 3302/2341 หมู่ที่ 5ตำบลเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เนื้อที่ 1,600 ไร่ ที่ดินสวนยางพาราตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เล่ม 19 หน้า 62สารบบ-หน้า 3303/2341 หมู่ที่ 5 ตำบลเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลาเนื้อที่ 1,281 ไร่ ที่ดินสวนยางพาราตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน(ส.ค.1) เลขที่ 2341 หมู่ที่ 5 ตำบลเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลาเนื้อที่ 813 ไร่ ที่ดินสวนยางพาราตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน(ส.ค.1) เลขที่ 2340 หมู่ที่ 7 ตำบลเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลาเนื้อที่ 219 ไร่ ที่ดินสวนยางพาราตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3) เล่ม 3 หน้า 69 หมู่ที่ 6 ตำบลเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลาเนื้อที่ 94 ไร่ ที่ดินสวนยางพาราตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน(ส.ค.1) เลขที่ 2338 หมู่ที่ 5 ตำบลเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลาเนื้อที่ 526 ไร่ 2 งาน 2 ตารางวา ที่ดินสวนยางพาราตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 2339 หมู่ที่ 5 ตำบลเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เนื้อที่ 4,532 ไร่ ให้โจทก์กึ่งหนึ่ง หากจำเลยที่ 1ถึงที่ 3 ไม่สามารถจดทะเบียนโอนให้โจทก์ได้ ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน204,866,050 บาท ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ชำระเงินจำนวน 51,855,466บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 28,124,999 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3ร่วมกันชำระเงินให้โจทก์อีกเดือนละ 333,333.33 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสามจะจดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทั้ง12 รายการหรือชดใช้ราคาแทน
จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะนางหลีชิด แซ่ตัน ถึงแก่ความตายเมื่อปี 2484 และนายวีระตัณฑปุตตะหรือแซ่ตัน ครอบครองทรัพย์ตามฟ้องตลอดมาจนถึงแก่ความตายเมื่อปี 2514 ก่อนที่นายวีระถึงแก่ความตายโจทก์อายุประมาณ 37 ปี บรรลุนิติภาวะแล้วถึง 17 ปี แต่โจทก์มิได้ใช้สิทธิเรียกร้องภายในกำหนด 1 ปี หรือ 10 ปี นับแต่นางหลีชิดถึงแก่ความตาย นางหลีชิดไม่ใช่ภริยาของนายวีระ ทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้องไม่ใช่สินสมรสของนางหลีชิดทรัพย์ดังกล่าวนายวีระได้มาหลังปี 2484 ขอให้ยกฟ้อง
ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางลาวัลย์ คงคา ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวิศิษฐ์ คงคานายตันเคี่ยมหงวนหรือวสันต์ แซ่ตัน และนายตันกังไว แซ่ตันซึ่งได้รับส่วนแบ่งมรดกของนายวีระ ตัณฑปุตตะ ไปแล้วเข้าเป็นจำเลยร่วม และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางลีซิวเหลียนหรือลีซอเหลียน แซ่หลี ได้ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วม เพราะนางลีซิวเหลียนเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายวีระมีส่วนได้เสียในผลแห่งคดี ศาลชั้นต้นอนุญาต
จำเลยร่วมที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การว่า นางหลีชิด แซ่ตัน ไม่ใช่ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายวีระ ตัณฑปุตตะ ทรัพย์ตามฟ้องจึงไม่ใช่สินสมรส แต่เป็นทรัพย์ของนายวีระซึ่งได้มาหลังจากนางหลีชิดถึงแก่ความตายแล้ว นายวีระครอบครองและทำประโยชน์ในทรัพย์ดังกล่าวในฐานะเป็นเจ้าของ ไม่ได้ครอบครองร่วมกับทายาทของนางหลีชิด โจทก์ฟ้องคดีหลังจากนางหลีชิดถึงแก่ความตายแล้วประมาณ 56 ปี จึงขาดอายุความ อีกทั้งโจทก์ไม่ได้ใช้สิทธิฟ้องภายใน1 ปี นับแต่โจทก์บรรลุนิติภาวะและรู้ถึงความตายของนางหลีชิดขอให้ยกฟ้อง
จำเลยร่วมที่ 4 ไม่ยื่นคำให้การ
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลฎีกา 3267/2536 ซึ่งฟังว่า นางหลีชิด แซ่ตันกับนายวีระ ตัณฑปุตตะ เป็นมารดาและบิดาโจทก์ นางหลีชิดถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรมไว้ ส่วนนายวีระได้ถึงแก่ความตายโดยทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินตามที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับจำเลยร่วมที่ 2 และที่ 3 ตามเอกสารหมายล.1 โดยโจทก์มิได้รับส่วนแบ่งจากพินัยกรรมดังกล่าวแต่อย่างใดคดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางหลีชิดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3267/2536 มีสิทธิเรียกร้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวีระ จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครองทรัพย์สินส่วนของนางหลีชิดให้โจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ประกอบกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3267/2536 นั้นรับฟังได้มั่นคงว่า นายวีระและนางหลีชิดอยู่กินฉันสามีภริยาที่ประเทศมาเลเซียประมาณ 90 ปีมาแล้ว จึงเป็นสามีภริยาก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 เดิม ต่อมานางหลีชิดถึงแก่ความตายเมื่อปี 2484 อันเป็นปีที่ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 แล้ว เหตุนี้จึงต้องนำกฎหมายลักษณะผัวเมียมาใช้บังคับกับการแบ่งสินสมรส ซึ่งกฎหมายลักษณะผัวเมียบทที่ 72 ว่าด้วยทรัพย์สินระหว่างผัวเมียบัญญัติว่า "ทรัพย์ที่บิดามารดาหรือญาติฝ่ายหญิงหรือชายให้ในวันมีแขก (วันแต่งงาน)ให้เป็นสินเดิม ถ้าให้เมื่ออยู่กินเป็นผัวเมียกันแล้วให้เป็นสินสมรส"จึงต้องวินิจฉัยก่อนเป็นลำดับแรกว่า ที่ดินที่โจทก์ฟ้องเรียกจากจำเลยทั้งสามนั้นเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างเป็นสามีภริยาก่อนปี 2484 อันเป็นวันที่นางหลีชิดถึงแก่ความตายหรือไม่ถ้าได้มาก่อนปี 2484 ก็ต้องแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย บทที่ 68 กล่าวคือ ถ้าชายและหญิงต่างมีสินเดิมให้คืนสินเดิมแก่แต่ละฝ่าย ส่วนสินสมรสให้แบ่งเป็น 3 ส่วน ชายได้ 2 ส่วน หญิงได้ 1 ส่วน ถ้าต่างฝ่ายไม่มีสินเดิมก็แบ่งสินสมรสแบบเดียวกัน หากเป็นทรัพย์สินที่ได้มาภายหลังจากนางหลีชิดถึงแก่ความตาย อันเป็นเหตุทำให้การสมรสสิ้นสุดแล้ว ทรัพย์สินดังกล่าวย่อมมิใช่สินสมรสที่จะแบ่งระหว่างสามีภริยาอีกต่อไป ข้อนี้โจทก์มีนายอุทัย สุภัทรประทีป หัวหน้าสำนักงานที่ดินจังหวัดยะลา สาขาเบตงซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐมิได้เป็นญาติของคู่ความฝ่ายใด จึงถือว่าเป็นพยานคนกลาง เบิกความประกอบเอกสารหลักฐานเชื่อได้ว่าเฉพาะที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 2095เอกสารหมาย จ.2 กับที่ดินตามโฉนดเลขที่ 251 เอกสารหมายจ.3 ได้ซื้อมาตั้งแต่ปี 2479 สำหรับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 2098 เอกสารหมาย จ.4 ได้ซื้อมาเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2482 ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 2341, 3302/2341 และ 3303/2341 เอกสารหมายจ.5 ได้มาโดยเข้าครอบครองเมื่อปี 2476 ที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เอกสารหมาย จ.6 ได้มาตั้งแต่ปี 2483ที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เอกสารหมาย จ.8ได้มาตั้งแต่ปี 2478 และที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน(ส.ค.1) เอกสารหมาย จ.9 ได้มาโดยอ้างว่าเข้าครอบครองเมื่อปี 2476 ส่วนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมายจ.1 และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เอกสารหมาย จ.7 นั้นน่าเชื่อว่านายวีระได้มาภายหลังจากนางหลีชิดถึงแก่ความตายเหตุนี้จึงฟังได้ว่าที่ดินตามเอกสารหมาย จ.2, จ.3, จ.4, จ.5, จ.6,จ.8 และ จ.9 เป็นทรัพย์สินที่ได้มาก่อนปี 2484 อันเป็นสินสมรสที่ต้องแบ่งระหว่างสามีภริยาตามกฎหมายลักษณะผัวเมียโดยนายวีระได้ 2 ส่วน นางหลีชิดได้ 1 ส่วน หลังจากนั้นส่วนของนายวีระจึงตกทอดเป็นมรดกที่นายวีระมีสิทธิทำพินัยกรรมยกให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับจำเลยร่วมที่ 2 และที่ 3 ได้ ส่วนของนางหลีชิดนั้นโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวีระ ส่งมอบทรัพย์ดังกล่าวแก่โจทก์เพื่อจัดการแบ่งให้ทายาททั้งปวงของนางหลีชิดอันได้แก่นายวีระซึ่งเป็นสามีและบุตรทั้งหกคนละส่วนเท่า ๆ กัน ทั้งนี้นายวีระหามีสิทธิทำพินัยกรรมยกทรัพย์ส่วนที่มิใช่ของตนให้แก่ทายาทตามพินัยกรรมไม่ สำหรับปัญหาที่ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่นั้นเมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่าทรัพย์สินตามเอกสารหมาย จ.2, จ.3, จ.4, จ.5,จ.6, จ.8 และ จ.9 เป็นสินสมรสที่ยังมิได้แบ่ง เหตุนี้นายวีระและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งเป็นทายาทนายวีระจึงเข้าครอบครองทรัพย์มรดกในส่วนของนางหลีชิดที่ยังไม่ได้แบ่งปันกันแทนทายาทอื่นของนางหลีชิดตลอดมา โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกจึงมีสิทธิติดตามเอาทรัพย์สินดังกล่าวคืนมาเพื่อจัดการแบ่งแก่ทายาทได้แม้เกิน 10 ปี นับแต่นางหลีชิดถึงแก่ความตายก็ตาม คดีหาขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1748 ไม่ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่าคดีขาดอายุความและศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่าทรัพย์สินที่โจทก์ฟ้องมามิใช่ทรัพย์มรดกทั้งสิ้นนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวีระหรือตันวีหลิม ตัณฑปุตตะหรือแซ่ตันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามโฉนดที่ดินเลขที่ 251 กับจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 2095, 2098, 2341,3302/2341 และ 3303/2341 ที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 2338, 2339 และ 2340 แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางหลีชิด แซ่ตัน เพื่อแบ่งให้แก่ทายาทของนางหลีชิด แซ่ตัน จำนวนหนึ่งในสาม หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่สามารถจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ ให้จำเลยที่ 1ถึงที่ 3 ร่วมกันชดใช้ราคาที่ดินแต่ละแปลงจำนวนหนึ่งในสามของราคากลางสำหรับการซื้อขายที่ดินซึ่งกำหนดไว้ในปัจจุบันนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
(วิชา มหาคุณ-วิชัย วิวิตเสวี-สุภิญโญ ชยารักษ์)
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ