คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 464/2545 ฉบับเต็ม

#42748
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 464/2545 นางสาว พนมศรี นิลคำแหง โจทก์ บริษัท โตโยต้าชัยนาท ผู้จำหน่ายโตโยต้า (1988) จำกัด กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 213, มาตรา 472 ป.วิ.พ. มาตรา 142 ตามคำฟ้องของโจทก์อ้างว่ามีความชำรุดบกพร่องของระบบเกียร์อันเป็นวัสดุที่จำเลยรับประกันไว้ว่าจะซ่อมหรือเปลี่ยนให้ตามสัญญาซื้อขายรถยนต์ โจทก์จึงบังคับให้จำเลยซ่อมหรือเปลี่ยนเกียร์ให้โจทก์ใหม่เพื่อให้ใช้งานได้ตามปกติเท่านั้น แต่ตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์กลับขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 438,000 บาท เท่ากับราคารถยนต์พิพาท หรือให้จำเลยนำรถยนต์คันใหม่ที่มีลักษณะเหมือนรถยนต์พิพาทและมีสภาพใช้งานได้ดีมาเปลี่ยนให้โจทก์ ซึ่งเป็นเรื่องนอกเหนือจากที่จำเลยได้รับประกันไว้โจทก์ไม่อาจบังคับจำเลยโดยอาศัยข้อตกลงรับประกันดังกล่าวได้ จึงเป็นคำขอที่ศาลไม่อาจบังคับให้ได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2538 จำเลยที่ 1 ขายรถยนต์นั่งสองตอนท้ายบรรทุก ให้แก่โจทก์ในราคา 438,000 บาท ต่อมาได้จดทะเบียนเป็นหมายเลข ก 3884 ชัยนาท จำเลยทั้งสองรับประกันว่าจะซ่อมหรือเปลี่ยนชิ้นส่วนใด ๆ ที่เกิดความเสียหายอันเนื่องมาจากความบกพร่องของวัสดุหรือกรรมวิธีการผลิตจากโรงงานภายใต้การใช้งานตามปกติเป็นระยะเวลา 24 เดือน หรือ 50,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะเวลาใดจะถึงก่อน หลังจากโจทก์ได้รับมอบรถยนต์ดังกล่าวมาจากจำเลยที่ 1แล้วประมาณ 1 สัปดาห์ ขณะขับรถยนต์คันดังกล่าวปรากฏว่ารถยนต์มีอาการเกียร์ 5 หลุดเป็นเกียร์ว่างและเครื่องปรับอากาศมีเสียงดังจากคอมเพรสเซอร์ โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบ จำเลยที่ 1 จึงให้โจทก์เอารถยนต์เข้าทำการตรวจซ่อมหลายครั้งแต่อาการดังกล่าวก็ยังไม่หายซึ่งโจทก์เข้าซ่อมครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2539 ขณะรถยนต์แล่นได้ระยะทาง 19,613 กิโลเมตร ปรากฏว่ารถยนต์มีอาการผิดปกติมากกว่าเดิม คือ เกียร์ 1 และเกียร์ 2 เข้าได้ยาก เกียร์ถอยหลังจะหลุดเป็นเกียร์ว่างและเครื่องปรับอากาศมีเสียงดังเช่นเดิม โจทก์ได้นำรถยนต์ไปให้จำเลยที่ 1 ทำการตรวจเช็ค แต่พนักงานของจำเลยที่ 2 (ที่ถูกคือพนักงานของจำเลยที่ 1) กลับแจ้งว่าระบบเกียร์และเครื่องปรับอากาศปกติ และไม่ทำการซ่อมหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงใด ๆ โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 2ทราบ แต่จำเลยที่ 2 บ่ายเบี่ยงให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับผิดชอบ โจทก์จึงได้นำรถยนต์เข้าทำการตรวจเช็คที่บริษัทโตโยต้าโฆสิตอ่างทองผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2539 แต่บริษัทดังกล่าวไม่สามารถตรวจเช็คระบบเกียร์ได้เพราะจะต้องรื้อส่วนประกอบของเกียร์ออก คงทำการซ่อมเครื่องปรับอากาศที่มีเสียงดังให้เป็นปกติได้เท่านั้นการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการประพฤติผิดข้อตกลงและโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 438,000 บาท หรือให้จำเลยทั้งสองนำรถยนต์คันใหม่ที่มีลักษณะเหมือนรถยนต์คันพิพาทซึ่งมีสภาพใช้งานได้ดีมาเปลี่ยนให้โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ซื้อรถยนต์ตามฟ้องไปจากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยังได้รับประกันรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่โจทก์จริง หลังจากที่โจทก์ได้รับรถยนต์คันดังกล่าวไปจากจำเลยที่ 1 แล้ว รถยนต์คันดังกล่าวอยู่ในสภาพใช้งานได้ตามปกติตลอดมาจนกระทั่งวันที่ 5 มิถุนายน 2539 โจทก์ได้นำรถยนต์คันดังกล่าวเข้าซ่อมที่ศูนย์บริการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1ได้ตรวจสภาพและทำการซ่อมเครื่องปรับอากาศประจำรถยนต์ให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ตามปกติและยังได้เปลี่ยนเกียร์ลูกใหม่ทั้งระบบให้แก่โจทก์ในวันดังกล่าวด้วย หลังจากนั้นรถยนต์สามารถใช้งานได้ตามปกติ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เพิ่งได้รับแจ้งจากจำเลยที่ 1เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2539 ภายหลังจากที่โจทก์ได้ใช้รถยนต์คันดังกล่าว8 เดือน แล้วเป็นระยะทาง 20,000 กิโลเมตร ว่าโจทก์ได้เรียกร้องให้แก้ไขรถยนต์คันดังกล่าวซึ่งมีอาการเกียร์ 5 หลุดเป็นเกียร์ว่าง และขอเปลี่ยนเกียร์ตามการรับประกันของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงได้ทำการส่งเกียร์ใหม่ทั้งชุดซึ่งมีมูลค่าประมาณ 60,743 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อเปลี่ยนให้แก่โจทก์ตามสัญญารับประกันของจำเลยที่ 2 ส่วนเครื่องปรับอากาศนั้นไม่ปรากฏว่ามีการผิดปกติแต่อย่างใด หลังจากที่จำเลยที่ 1 ได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงและทำการทดสอบให้แก่โจทก์เสร็จสิ้นแล้ว จำเลยที่ 2 ได้รับแจ้งจากจำเลยที่ 1ว่ารถยนต์คันดังกล่าวเป็นปกติไม่มีความชำรุดบกพร่องอันเนื่องมาจากสาเหตุเดิมอีก ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทมาจากจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองตกลงรับประกันว่าจำเลยทั้งสองจะซ่อมหรือเปลี่ยนชิ้นส่วนใด ๆ ที่เกิดความเสียหาย อันเนื่องจากความบกพร่องของวัสดุหรือกรรมวิธีการผลิตจากโรงงานภายใต้การใช้งานตามปกติเป็นระยะเวลา 24 เดือน หรือ 50,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดจะถึงก่อนโจทก์อ้างว่าระบบเกียร์ผิดปกติเพราะเข้าเกียร์ยากและบางครั้งเข้าเกียร์แล้วเกียร์จะหลุด กับระบบเครื่องปรับอากาศมีเสียงดังจากคอมเพรสเซอร์โจทก์ได้นำรถยนต์ให้จำเลยที่ 1 ทำการซ่อมระบบเกียร์หลายครั้ง อาการดังกล่าวก็ไม่หาย คงหายเฉพาะเสียงดังของเครื่องปรับอากาศ โจทก์แจ้งจำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 2 ก็ให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับผิดชอบ ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์อ้างว่ามีความชำรุดบกพร่องของระบบเกียร์อันเป็นวัสดุที่จำเลยทั้งสองรับประกันไว้ว่าจะซ่อมหรือเปลี่ยนให้ โจทก์จึงบังคับให้จำเลยทั้งสองซ่อมหรือเปลี่ยนเกียร์ให้โจทก์ใหม่เพื่อให้ใช้งานได้ตามปกติเท่านั้น แต่ตามคำขอท้ายฟ้อง โจทก์กลับขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 438,000 บาท เท่ากับราคารถยนต์พิพาทที่โจทก์ซื้อไปจากจำเลยที่ 1 แก่โจทก์ หรือให้จำเลยทั้งสองนำรถยนต์คันใหม่ที่มีลักษณะเหมือนรถยนต์พิพาทและมีสภาพใช้งานได้ดีมาเปลี่ยนให้โจทก์ ซึ่งเป็นเรื่องนอกเหนือจากที่จำเลยทั้งสองได้รับประกันไว้ โจทก์ไม่อาจบังคับจำเลยทั้งสองโดยอาศัยข้อตกลงรับประกันดังกล่าวได้ คำขอบังคับจึงเป็นคำขอที่ศาลไม่อาจบังคับให้ได้เมื่อโจทก์ฎีกาขอให้ศาลฎีกากลับคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง และบังคับจำเลยทั้งสองตามคำขอท้ายฟ้อง ศาลฎีกาจึงไม่อาจบังคับให้โจทก์ได้ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ต่อไป" พิพากษายืน (สุพัฒน์ บุญยุบล-สายันต์ สุรสมภพ-พิชิต คำแฝง) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
42748
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082057762"
    }
}
date
2545
deka_no
464/2545
deka_running_no
464
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "สุพัฒน์ บุญยุบล",
    "สายันต์ สุรสมภพ",
    "พิชิต คำแฝง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 213",
            "ม. 472"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาว พนมศรี นิลคำแหง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัท โตโยต้าชัยนาท ผู้จำหน่ายโตโยต้า (1988) จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2538 จำเลยที่ 1 ขายรถยนต์นั่งสองตอนท้ายบรรทุก ให้แก่โจทก์ในราคา 438,000 บาท ต่อมาได้จดทะเบียนเป็นหมายเลข ก 3884 ชัยนาท จำเลยทั้งสองรับประกันว่าจะซ่อมหรือเปลี่ยนชิ้นส่วนใด ๆ ที่เกิดความเสียหายอันเนื่องมาจากความบกพร่องของวัสดุหรือกรรมวิธีการผลิตจากโรงงานภายใต้การใช้งานตามปกติเป็นระยะเวลา 24 เดือน หรือ 50,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะเวลาใดจะถึงก่อน หลังจากโจทก์ได้รับมอบรถยนต์ดังกล่าวมาจากจำเลยที่ 1แล้วประมาณ 1 สัปดาห์ ขณะขับรถยนต์คันดังกล่าวปรากฏว่ารถยนต์มีอาการเกียร์ 5 หลุดเป็นเกียร์ว่างและเครื่องปรับอากาศมีเสียงดังจากคอมเพรสเซอร์ โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบ จำเลยที่ 1 จึงให้โจทก์เอารถยนต์เข้าทำการตรวจซ่อมหลายครั้งแต่อาการดังกล่าวก็ยังไม่หายซึ่งโจทก์เข้าซ่อมครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2539 ขณะรถยนต์แล่นได้ระยะทาง 19,613 กิโลเมตร ปรากฏว่ารถยนต์มีอาการผิดปกติมากกว่าเดิม คือ เกียร์ 1 และเกียร์ 2 เข้าได้ยาก เกียร์ถอยหลังจะหลุดเป็นเกียร์ว่างและเครื่องปรับอากาศมีเสียงดังเช่นเดิม โจทก์ได้นำรถยนต์ไปให้จำเลยที่ 1 ทำการตรวจเช็ค แต่พนักงานของจำเลยที่ 2 (ที่ถูกคือพนักงานของจำเลยที่ 1) กลับแจ้งว่าระบบเกียร์และเครื่องปรับอากาศปกติ และไม่ทำการซ่อมหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงใด ๆ โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 2ทราบ แต่จำเลยที่ 2 บ่ายเบี่ยงให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับผิดชอบ โจทก์จึงได้นำรถยนต์เข้าทำการตรวจเช็คที่บริษัทโตโยต้าโฆสิตอ่างทองผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2539 แต่บริษัทดังกล่าวไม่สามารถตรวจเช็คระบบเกียร์ได้เพราะจะต้องรื้อส่วนประกอบของเกียร์ออก คงทำการซ่อมเครื่องปรับอากาศที่มีเสียงดังให้เป็นปกติได้เท่านั้นการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการประพฤติผิดข้อตกลงและโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 438,000 บาท หรือให้จำเลยทั้งสองนำรถยนต์คันใหม่ที่มีลักษณะเหมือนรถยนต์คันพิพาทซึ่งมีสภาพใช้งานได้ดีมาเปลี่ยนให้โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ซื้อรถยนต์ตามฟ้องไปจากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยังได้รับประกันรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่โจทก์จริง หลังจากที่โจทก์ได้รับรถยนต์คันดังกล่าวไปจากจำเลยที่ 1 แล้ว รถยนต์คันดังกล่าวอยู่ในสภาพใช้งานได้ตามปกติตลอดมาจนกระทั่งวันที่ 5 มิถุนายน 2539 โจทก์ได้นำรถยนต์คันดังกล่าวเข้าซ่อมที่ศูนย์บริการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1ได้ตรวจสภาพและทำการซ่อมเครื่องปรับอากาศประจำรถยนต์ให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ตามปกติและยังได้เปลี่ยนเกียร์ลูกใหม่ทั้งระบบให้แก่โจทก์ในวันดังกล่าวด้วย หลังจากนั้นรถยนต์สามารถใช้งานได้ตามปกติ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เพิ่งได้รับแจ้งจากจำเลยที่ 1เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2539 ภายหลังจากที่โจทก์ได้ใช้รถยนต์คันดังกล่าว8 เดือน แล้วเป็นระยะทาง 20,000 กิโลเมตร ว่าโจทก์ได้เรียกร้องให้แก้ไขรถยนต์คันดังกล่าวซึ่งมีอาการเกียร์ 5 หลุดเป็นเกียร์ว่าง และขอเปลี่ยนเกียร์ตามการรับประกันของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงได้ทำการส่งเกียร์ใหม่ทั้งชุดซึ่งมีมูลค่าประมาณ 60,743 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อเปลี่ยนให้แก่โจทก์ตามสัญญารับประกันของจำเลยที่ 2 ส่วนเครื่องปรับอากาศนั้นไม่ปรากฏว่ามีการผิดปกติแต่อย่างใด หลังจากที่จำเลยที่ 1 ได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงและทำการทดสอบให้แก่โจทก์เสร็จสิ้นแล้ว จำเลยที่ 2 ได้รับแจ้งจากจำเลยที่ 1ว่ารถยนต์คันดังกล่าวเป็นปกติไม่มีความชำรุดบกพร่องอันเนื่องมาจากสาเหตุเดิมอีก ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทมาจากจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองตกลงรับประกันว่าจำเลยทั้งสองจะซ่อมหรือเปลี่ยนชิ้นส่วนใด ๆ ที่เกิดความเสียหาย อันเนื่องจากความบกพร่องของวัสดุหรือกรรมวิธีการผลิตจากโรงงานภายใต้การใช้งานตามปกติเป็นระยะเวลา 24 เดือน หรือ 50,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดจะถึงก่อนโจทก์อ้างว่าระบบเกียร์ผิดปกติเพราะเข้าเกียร์ยากและบางครั้งเข้าเกียร์แล้วเกียร์จะหลุด กับระบบเครื่องปรับอากาศมีเสียงดังจากคอมเพรสเซอร์โจทก์ได้นำรถยนต์ให้จำเลยที่ 1 ทำการซ่อมระบบเกียร์หลายครั้ง อาการดังกล่าวก็ไม่หาย คงหายเฉพาะเสียงดังของเครื่องปรับอากาศ โจทก์แจ้งจำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 2 ก็ให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับผิดชอบ ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์อ้างว่ามีความชำรุดบกพร่องของระบบเกียร์อันเป็นวัสดุที่จำเลยทั้งสองรับประกันไว้ว่าจะซ่อมหรือเปลี่ยนให้ โจทก์จึงบังคับให้จำเลยทั้งสองซ่อมหรือเปลี่ยนเกียร์ให้โจทก์ใหม่เพื่อให้ใช้งานได้ตามปกติเท่านั้น แต่ตามคำขอท้ายฟ้อง โจทก์กลับขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 438,000 บาท เท่ากับราคารถยนต์พิพาทที่โจทก์ซื้อไปจากจำเลยที่ 1 แก่โจทก์ หรือให้จำเลยทั้งสองนำรถยนต์คันใหม่ที่มีลักษณะเหมือนรถยนต์พิพาทและมีสภาพใช้งานได้ดีมาเปลี่ยนให้โจทก์ ซึ่งเป็นเรื่องนอกเหนือจากที่จำเลยทั้งสองได้รับประกันไว้ โจทก์ไม่อาจบังคับจำเลยทั้งสองโดยอาศัยข้อตกลงรับประกันดังกล่าวได้ คำขอบังคับจึงเป็นคำขอที่ศาลไม่อาจบังคับให้ได้เมื่อโจทก์ฎีกาขอให้ศาลฎีกากลับคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง และบังคับจำเลยทั้งสองตามคำขอท้ายฟ้อง ศาลฎีกาจึงไม่อาจบังคับให้โจทก์ได้ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ต่อไป"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001052.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545