ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7048/2544
พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์
นาย ทวินโชค พุสดีหรือเทียนทอง กับพวก
จำเลย
พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน มาตรา 8, มาตรา 73
ความผิดฐานฉ้อโกงกับความผิดฐานจัดหางานโดยมิได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานนั้น อาจเป็นความผิดต่างกรรมได้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการบรรยายฟ้องของโจทก์ ถ้าคำฟ้องเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่มีเจตนาจัดหางาน การกระทำตามฟ้องย่อมไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ มาตรา 8,73
โจทก์บรรยายฟ้องแยกออกเป็นสองตอน ฟ้องข้อ (ก) บรรยายว่าจำเลยกับพวกร่วมกันจัดหางานโดยประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่คนทั่วไปเรียกรับเงินค่าบริการเป็นค่าตอบแทนการจัดหางานจากคนหางานและผู้เสียหายโดยมิได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง ส่วนข้อ (ข)โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกโดยเจตนาทุจริตหลอกลวงประชาชนโดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จโฆษณาในหนังสือพิมพ์เปิดรับสมัครผู้ที่สนใจหารายได้พิเศษเพื่อร่วมงานกับบริษัทถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศอันเป็นความเท็จ ซึ่งความจริงแล้วจำเลยกับพวกดังกล่าวนำผู้สมัครไปรวมกลุ่มพูดคุยที่ต่างจังหวัด โดยไม่ได้คัดตัวนักแสดงแต่อย่างใด และจำเลยกับพวกไม่สามารถจัดให้ผู้สมัครทำงานตามที่โฆษณาได้ข้อความตามข้อ (ข) ไม่มีข้อความใดเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยมิได้มีเจตนาที่จะจัดหางานให้แก่ผู้เสียหายมาตั้งแต่ต้น การที่จำเลยกับพวกไม่สามารถจัดให้ได้ทำงาน มิได้หมายความเสมอไปว่าจะต้องเกิดจากเพราะมิได้มีเจตนาจัดหางานอันจะถือว่าไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343, 83, 91 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 8, 73 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินให้แก่ผู้เสียหายแต่ละคนรวมทั้งสิ้น22,037 บาท
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 8, 73 ฐานจัดหางานให้คนหางานทำในประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน ลงโทษจำคุก2 ปี ปรับ 20,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้รับโทษจำคุกมาก่อนจึงให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 3 ปี แต่ให้คุมความประพฤติของจำเลยที่ 1 ไว้โดยให้จำเลยที่ 1 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 เดือนต่อครั้งภายในกำหนดเวลาที่รอการลงโทษไว้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 และให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติในวันนี้เป็นวันแรกไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ความผิดฐานอื่นให้ยก และยกฟ้องจำเลยที่ 2
จำเลยที่ 1 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีคงมีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานจัดหางานโดยมิได้รับอนุญาตดังศาลอุทธรณ์วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานฉ้อโกงกับความผิดฐานจัดหางานโดยมิได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานนั้น อาจเป็นความผิดต่างกรรมได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการบรรยายฟ้องของโจทก์ ถ้าคำฟ้องเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่มีเจตนาจัดหางาน การกระทำตามฟ้องย่อมไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานพ.ศ. 2528 มาตรา 8, 73 สำหรับคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องแยกออกเป็นสองตอน ฟ้องข้อ (ก) บรรยายว่า จำเลยกับพวกร่วมกันจัดหางานโดยประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่คนทั่วไปเรียกรับเงินค่าบริการเป็นค่าตอบแทนการจัดหางานจากคนหางานและผู้เสียหายโดยมิได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง ส่วนข้อ (ข) โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกโดยเจตนาทุจริต หลอกลวงประชาชนโดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จโฆษณาในหนังสือพิมพ์เปิดรับสมัครผู้ที่สนใจหารายได้พิเศษเพื่อร่วมงานกับบริษัทถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ ได้ค่าตัววันละ 700 บาท ถึง 1,500บาท ค่าตัวจ่ายวันต่อวัน โดยผู้สมัครต้องเสียเงินค่าบริการจัดหางานให้จำเลยกับพวกอันเป็นความเท็จซึ่งความจริงแล้วจำเลยกับพวกดังกล่าวนำผู้สมัครไปรวมกลุ่มพูดคุยที่ต่างจังหวัดโดยไม่ได้คัดตัวนักแสดงแต่อย่างใดและจำเลยกับพวกไม่สามารถจัดให้ผู้สมัครทำงานตามที่โฆษณาได้ ข้อความตามข้อ (ข) ไม่มีข้อความใดเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยมิได้มีเจตนาที่จะจัดหางานให้แก่ผู้เสียหายมาตั้งแต่ต้นการที่จำเลยกับพวกไม่สามารถจัดให้ได้ทำงานมิได้หมายความเสมอไปว่าจะต้องเกิดจากเพราะมิได้มีเจตนาจัดหางานอันจะถือว่าไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหานี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"
พิพากษาให้ยกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
(ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์-อภิศักดิ์ พรวชิราภา-ยงยศ นิสภัครกุล)
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
การเรียกเงินจากคนหางานว่ามีงานให้ทำแล้วไม่สามารถหางานให้ทำได้นั้น อาจมีความผิดเกี่ยวเนื่องกัน 3 ฐาน คือ ฉ้อโกง การจัดหางานโดยมิได้รับอนุญาตและหลอกคนหางานว่ามีงานให้ทำในต่างประเทศอันเป็นเท็จ จนเป็นเหตุให้ได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินของผู้ถูกหลอกลวงทั้งนี้ อาจมีความผิดหลายฐานหรือฐานใดฐานหนึ่ง ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการบรรยายฟ้องของโจทก์และข้อเท็จจริงในสำนวน ความผิดฐานจัดหางานโดยมิได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนนั้นผู้กระทำความผิดจะต้องมีเจตนาที่จะจัดหางาน แล้วได้ทำการจัดหางานโดยที่มิได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน หากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์ได้ยืนยันมาแต่แรกว่าจำเลยมิได้มีเจตนาจะจัดหางานแต่อ้างการจัดหางานมาเพื่อหลอกลวงเอาเงินจากคนหางาน ก็ไม่มีความผิดฐานจัดหางาน ศาลก็จะพิพากษายกฟ้องความผิดฐานนี้ถือว่าโจทก์บรรยายฟ้องไม่ครบองค์ประกอบของความผิด หากโจทก์บรรยายฟ้องแยกเป็นหลายส่วน ซึ่งแต่ละส่วนได้บรรยายถึงการกระทำผิดของจำเลยมาครบองค์ประกอบแห่งความผิดก็อาจมีความผิดฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วยก็ได้ แต่ทั้งนี้โจทก์ต้องมิได้ยืนยันในคำฟ้องว่าจำเลยมิได้มีเจตนาที่จะจัดหางานมาแต่ต้น แม้โจทก์จะฟ้องบรรยายครบองค์ประกอบของความผิดดังกล่าวก็ตาม แต่จำเลยจะมีความผิดต่อเมื่อข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบปรากฏชัดเจนว่าโจทก์กระทำความผิด ซึ่งคดีนี้ข้อเท็จจริงคงไม่ชัดเพียงพอที่จะวินิจฉัยข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจึงให้ยกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ แล้วให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาใหม่ตามรูปคดี การจัดหางานนั้นมีการจัดหางานในประเทศและการจัดหางานในต่างประเทศ ซึ่งการจัดหางานในประเทศนั้นผู้จัดหางานจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้ ส่วนการจัดหางานในต่างประเทศ ผู้จัดหางานต้องเป็นนิติบุคคลเท่านั้น จำเลยในคดีนี้เป็นบุคคลธรรมดา และโจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีเจตนาจัดหางานในประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งจำเลยเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติที่จัดหางานในประเทศได้ จึงอาจเป็นความผิดฐานนี้ได้หากจำเลยเป็นบุคคลธรรมดาซึ่งไม่มีคุณสมบัติที่จะจัดหางานในต่างประเทศได้ศาลจึงมักแปลว่าจำเลยไม่มีเจตนาจัดหางาน แต่อ้างการจัดหางานเพื่อหลอกผู้อื่นจึงมีความผิดฐานฉ้อโกงและหลอกลวงคนหางานว่ามีงานให้ทำในต่างประเทศอันเป็นเท็จเป็นเหตุให้ได้เงินจากผู้ถูกหลอกลวง แต่ไม่มีความผิดฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาต สำหรับความผิดฐานฉ้อโกงนั้น หากจำเลยหลอกลวงผู้อื่นด้วยข้อความอันเป็นเท็จ จนเป็นเหตุให้ได้เงินจากผู้เสียหายแล้วก็มีความผิด ซึ่งคดีต่าง ๆ ที่ขึ้นสู่ศาล ศาลมักจะพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานฉ้อโกง หากหลอกลวงผู้เสียหายบางคนก็เป็นความผิดฉ้อโกง ถ้าหลอกลวงผู้เสียหายหลายคนก็เป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน หากหลอกลวงว่ามีงานให้ทำในต่างประเทศอันเป็นเท็จก็จะมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานพ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี ด้วย ซึ่งเป็นการกระทำผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 91 ตรี ซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดเกี่ยวกับการจัดหางานนั้น แต่ละฐานศาลมักลงโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนหรือลงโทษไม่เกิน 5 ปีก็ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ก็มีข้อน่าสังเกตว่ามีคดีเช่นนี้ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาจำนวนมาก เพราะผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งเมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงในสำนวนแล้วก็ไม่เห็นมีปัญหาสำคัญที่ต้องให้ศาลสูงพิจารณาแต่อย่างใด ผู้เขียนมีข้อสังเกตอีกด้วยว่า คดีความผิดเกี่ยวกับการจัดหางานหลายคดีจำเลยหลายรายโชคดีรอดพ้นจากการติดคุก เนื่องจากเทคนิคทางกระบวนพิจารณาคดีเช่นบางคดีโจทก์ฟ้องจำเลยมารวม 3 ข้อหา คือ จัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาต ฉ้อโกงและหลอกลวงผู้อื่นว่ามีงานทำในต่างประเทศ โดยโจทก์บรรยายฟ้องยืนยันข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่มีเจตนาจะจัดหางาน แต่อ้างการจัดหางานเพื่อหลอกลวงผู้อื่น ศาลชั้นต้นบางศาลพิพากษาว่าจำเลยผิดฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาต และให้ยกฟ้องฐานฉ้อโกงและหลอกลวงว่ามีงานให้ทำในต่างประเทศ จำเลยอุทธรณ์ว่าจำเลยไม่ได้กระทำผิดเลย โจทก์เห็นว่าเมื่อศาลลงโทษจำเลยแล้วจึงไม่ได้อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยในอีก 2 ฐาน ที่ศาลชั้นต้นยกฟ้อง คดีในความผิด2 ฐานดังกล่าวจึงถึงที่สุด พอศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่าจำเลยไม่มีความผิดฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย โจทก์ก็ฎีกาว่าจำเลยมีความผิดฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลฎีกาเห็นว่าศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว จึงพิพากษายืน ทำให้จำเลยหลุดพ้นไปเลย ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วจำเลยมีความผิดฐานฉ้อโกงและหลอกลวงว่ามีงานให้ทำในต่างประเทศแต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ ความผิด 2 ฐานนี้ถึงที่สุด ศาลฎีกาจะยกขึ้นพิพากษาลงโทษจำเลยไม่ได้ ผลกลายเป็นว่าศาลปล่อยให้คนชั่วลอยนวล รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์