คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7328/2544 ฉบับเต็ม

#43366
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7328/2544 ห้างหุ้นส่วนจำกัด เสกสรรเทป-แผ่นเสียง โจทก์ บริษัท โรสวีดีโอ จำกัด กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 368 พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 มาตรา แม้สัญญาพิพาทที่โจทก์และจำเลยที่ 3 ร่วมกันจัดทำขึ้นจะระบุว่าเป็น "สัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลง" ก็ตาม แต่การซื้อขายนั้นราคาของทรัพย์สินที่ตกลงซื้อขายกันถือได้ว่าเป็นสาระสำคัญของสัญญาอย่างหนึ่ง สัญญาพิพาทเป็นแบบพิมพ์สัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์ในงานเพลงที่โจทก์พิมพ์สำเร็จไว้แล้วเพื่อนำมากรอกข้อความตามที่ตกลงกันเท่านั้น ซึ่งนอกจากไม่ได้กรอกข้อความในช่องวันเดือนปีที่ทำสัญญาแล้ว ในช่องราคาที่ตกลงซื้อขายลิขสิทธิ์ในงานเพลงต่าง ๆ รวมทั้งเพลงพิพาทที่ ป. ผู้จดการห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์เบิกความว่า ตกลงกันเป็นเงิน 200,000บาทนั้น ก็มิได้ระบุจำนวนเงินไว้ ยิ่งกว่านั้นสัญญาพิพาทยังมีข้อความหมายเหตุไว้ท้ายสัญญาว่า "เพลงสุรพล สมบัติเจริญ ร้องไว้ขอให้เป็นสุรชัย สมบัติเจริญ ร้องแต่ถ้าหากว่าจะนำไปให้นักร้องอื่นร้อง ทางห้างจะมีการขอกันในกรณีพิเศษเป็นลายลักษณ์อักษร" โดยมีลายมือชื่อของจำเลยที่ 3 ลงกำกับไว้ ซึ่งความหมายของข้อความตามหมายเหตุดังกล่าวย่อมเห็นได้ชัดว่า โจทก์ยังมิได้มีลิขสิทธิ์ในงานเพลงรวมทั้งเพลงพิพาทที่โจทก์อ้างว่าได้ตกลงซื้อขายลิขสิทธิ์กันแล้วตามบัญชีรายชื่อเพลงแนบท้ายสัญญาพิพาทในฐานะเป็นผู้รับโอนลิขสิทธิ์แต่อย่างใดเพราะหากมีการซื้อขายลิขสิทธิ์กันแล้วตามสัญญาพิพาท โจทก์ก็ย่อมได้สิทธิในงานเพลงนั้นทั้งหมด ไม่จำเป็นที่โจทก์จะต้องไปตกลงขอใช้สิทธิในลิขสิทธิ์จากจำเลยที่ 3 เป็นกรณีพิเศษกันอีก ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องจนว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และห้ามมิให้จำเลยทั้งสามนำเพลงซึ่งเป็นผลงานสร้างสรรค์ของนายสุรพล สมบัติเจริญ ไปทำซ้ำเพื่อจำหน่ายต่อไป จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต และให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกจากสารบบความ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยชั้นนี้ตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานเพลงพิพาททั้ง 24 เพลง ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้สัญญาตามเอกสารหมาย จ.1 ที่โจทก์และจำเลยที่ 3 ร่วมกันจัดทำขึ้นดังกล่าวนั้นจะระบุว่าเป็น "สัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลง" โดยโจทก์มีนายปรีชา อัศวฤกษ์นันท์ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์มาเบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 3 ผู้รับมอบฉันทะในฐานะบุตรนางศรีนวล สมบัติเจริญผู้จัดการมรดกของนายสุรพล สมบัติเจริญ ได้ตกลงยินยอมขายลิขสิทธิ์ในงานเพลงของนายสุรพลตามบัญชีแนบท้ายสัญญาให้แก่โจทก์แล้วก็ตาม แต่การซื้อขายนั้นราคาของทรัพย์สินที่ตกลงซื้อขายกันถือได้ว่าเป็นสาระสำคัญของสัญญาอย่างหนึ่งตามสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงเอกสารหมาย จ.1 เป็นแบบพิมพ์สัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์ในงานเพลงที่โจทก์พิมพ์สำเร็จไว้แล้วเพื่อนำมากรอกข้อความตามที่ตกลงกันเท่านั้นซึ่งเอกสารหมาย จ.1 นอกจากไม่ได้กรอกข้อความในช่องวันเดือนปีที่ทำสัญญาเอกสารหมาย จ.1 แล้ว ในช่องราคาที่ตกลงซื้อขายลิขสิทธิ์ในงานเพลงต่าง ๆ รวมทั้งเพลงพิพาทที่นายปรีชาเบิกความว่าตกลงกันเป็นเงินจำนวน 200,000 บาท นั้น ก็มิได้ระบุจำนวนเงินไว้ ยิ่งกว่านั้นสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงเอกสารหมาย จ.1 ยังมีข้อความหมายเหตุไว้ท้ายสัญญาว่า "เพลงสุรพล สมบัติเจริญ ร้องไว้ขอให้เป็นสุรชัยสมบัติเจริญ ร้อง แต่ถ้าหากว่าจะนำไปให้นักร้องอื่นร้อง ทางห้างจะมีการขอกันในกรณีพิเศษเป็นลายลักษณ์อักษร" โดยมีลายมือชื่อของจำเลยที่ 3 ลงกำกับไว้ ซึ่งความหมายของข้อความตามหมายเหตุดังกล่าวย่อมเห็นได้ชัดว่าโจทก์ยังมิได้มีลิขสิทธิ์ในงานเพลงรวมทั้งเพลงพิพาทที่โจทก์อ้างว่าได้ตกลงซื้อขายลิขสิทธิ์กันแล้ว ตามบัญชีรายชื่อเพลงแนบท้ายสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงเอกสารหมาย จ.1 ในฐานะเป็นผู้รับโอนลิขสิทธิ์แต่อย่างใด เพราะหากมีการซื้อขายลิขสิทธิ์กันแล้วตามสัญญาเอกสารหมาย จ.1 จริง โจทก์ก็ย่อมได้ลิขสิทธิ์ในงานเพลงนั้นทั้งหมดไม่จำเป็นที่โจทก์จะต้องไปตกลงขอใช้ลิขสิทธิ์จากจำเลยที่ 3 เป็นกรณีพิเศษกันอีก ดังนั้น ที่จำเลยที่ 3 นำสืบโดยมีจำเลยที่ 3 มาเบิกความยืนยันว่า ที่ทำสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงเอกสารหมาย จ.1 ก็เพื่อให้โจทก์มีสิทธิที่จะนำบทประพันธ์เพลงของนายสุรพลบิดาจำเลยที่ 3 ไปจัดการหาประโยชน์ โดยจำเลยที่ 3 จะเป็นผู้ร้องเพลงดังกล่าวที่มีโจทก์เป็นผู้ส่งเสริมให้จำเลยที่ 3 เป็นนักร้องยอดนิยม จึงมีน้ำหนักให้รับฟัง อีกประการหนึ่งที่นายปรีชาหุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์ได้เบิกความถึงหมายเหตุท้ายสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงเอกสารหมาย จ.1 ตอบทนายจำเลยที่ 3 ถามค้านว่า ขณะทำเอกสารหมาย จ.1 ยังไม่มีหมายเหตุ แต่ต่อมาประมาณ 12 ปี นายวิรวดปานเจริญ หรือมีนามแฝงว่า เอื้อ อารีย์ จึงได้ทำหมายเหตุดังกล่าวนั้น จำเลยที่ 3 ได้เบิกความโต้แย้งว่า นายวิรวดผู้กรอกข้อความในเอกสารหมาย จ.1 เป็นผู้ทำหมายเหตุในวันทำสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงเอกสารหมาย จ.1 นั้นเอง ซึ่งในปัญหาว่า นายวิรวดทำบันทึกหมายเหตุท้ายเอกสารหมาย จ.1 ในภายหลังหรือไม่ จากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยที่ 3 ได้ความต้องกันว่า นายวิรวดเป็นผู้กรอกข้อความในสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงเอกสารหมาย จ.1 และได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานด้วยและเอกสารหมาย จ.1 จัดทำขึ้นไว้เพียงฉบับเดียว โดยโจทก์เป็นผู้เก็บไว้ ทั้งนี้นายปรีชาหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 3 รับว่า นายปรีชาเป็นผู้เก็บรักษาโดยเก็บเข้าแฟ้มในตู้เอกสาร มีการใส่กุญแจและนายปรีชาเป็นผู้รับผิดชอบ อันแสดงว่าสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงเอกสารหมาย จ.1 ได้อยู่ในความครอบครองของโจทก์และการรู้เห็นของนายปรีชาตลอดมา โดยไม่ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์เลยว่าจำเลยที่ 3 ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงเอกสารหมาย จ.1 อีกหรือไม่ นายปรีชาเบิกความเกี่ยวกับหมายเหตุว่า ต่อมาอีกประมาณ 12 ปี นายวิรวดได้ทำหมายเหตุไว้ท้ายเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งในข้อนี้ดูเหมือนจะสอดคล้องกับสำเนาสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงเอกสารหมาย จ.24 ที่เป็นเอกสารในคดีที่จำเลยที่ 3 เป็นโจทก์ฟ้องบริษัทนิธิทัศน์โปรโมชั่น จำกัด กับพวกเป็นจำเลย ข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ ในงานเพลงตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5190/2536 ของศาลอาญา โดยเอกสารหมาย จ.24 ก็คือเอกสารที่ถ่ายภาพมาจากเอกสารหมาย จ.1นั่นเองเป็นแต่เอกสารหมาย จ.24 ได้มีการลงวันที่ทำสัญญาเป็นวันที่ 18 กรกฎาคม 2522 และลงราคาซื้อขายลิขสิทธิ์กันเป็นจำนวน 200,000 บาท ลายมือที่กรอกข้อความระบุวันที่ดังกล่าวเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ลายมือของนายวิรวดที่กรอกข้อความส่วนอื่นในเอกสารหมาย จ.1 ตามที่โจทก์และจำเลยที่ 3 รับกันข้างต้น อันแสดงว่าได้มีบุคคลอื่นมากรอกข้อความภายหลังเอกสารหมาย จ.24 ไม่มีหมายเหตุไว้และเป็นเอกสารที่บริษัทนิธิทัศน์โปรโมชั่น จำกัด กับพวกฝ่ายจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5190/2536 ของศาลอาญาเป็นผู้อ้าง ปรากฏข้อความที่พนักงานสอบสวนบันทึกไว้ในเอกสารหมาย จ.24 ว่า นายประจวบ จำปาทองมอบให้ประกอบคดี ดังนี้ หากข้อเท็จจริงเป็นเช่นที่นายปรีชาพยานโจทก์เบิกความประกอบเอกสารหมาย จ.1 แล้ว ย่อมแสดงว่านายวิรวดได้ทำบันทึกหมายเหตุท้ายสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เอกสารหมาย จ.1 หลังวันที่ 12 มิถุนายน 2533 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 3 เป็นโจทก์ฟ้องบริษัทนิธิทัศน์โปรโมชั่น จำกัด กับพวกตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5190/2536 ของศาลอาญา อันจะเป็นเวลาหลังจากทำเอกสารหมาย จ.1 ประมาณ 12 ปี ดังเช่นที่นายปรีชาเบิกความ ซึ่งหากนายวิรวดทำบันทึกหมายเหตุเอกสารหมาย จ.1 จริงแล้ว ทำไมจึงมีลายมือชื่อของจำเลยที่ 3 ลงกำกับไว้ด้วย ทั้ง ๆ ที่เอกสารหมาย จ.1นายปรีชาหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์เป็นผู้เก็บรักษา และนายวิรวดก็ทำงานอยู่กับโจทก์โดยมีหน้าที่เป็นผู้อำนวยการผลิตและจัดซื้อลิขสิทธิ์ในงานเพลง ย่อมไม่มีเหตุผลอันใดที่นายวิรวดจะเอาสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงเอกสารหมาย จ.1 มาบันทึกหมายเหตุที่ทำให้โจทก์เสียประโยชน์ข้อนำสืบของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่น่ารับฟังนัก นอกจากนี้นายปรีชายังเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 3 ถามค้านอีกว่า"นายวิรวด ปานเจริญ ได้อยู่ร่วมในการทำสัญญาเอกสารหมาย จ.1จนเสร็จ นายวิรวดได้ถึงแก่กรรมไปนานประมาณ 10 ปีแล้ว ปีนี้เป็นปีที่ 11 ที่นายวิรวดถึงแก่กรรม" นายปรีชาเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 3 ถามค้านดังกล่าวเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2537 ตามคำของนายปรีชาแสดงว่า นายวิรวดถึงแก่กรรมเมื่อประมาณปี 2537 จึงเป็นไปไม่ได้ว่านายวิรวดได้ทำหมายเหตุท้ายเอกสารหมาย จ.1 หลังจากทำสัญญาเอกสารหมาย จ.1 เป็นเวลา 12 ปีหรือหลังจากที่จำเลยที่ 3 ยื่นฟ้องบริษัทนิธิทัศน์โปรโมชั่น จำกัด กับพวกเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2533ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5190/2536 ของศาลอาญา ดังที่วินิจฉัยมาแต่ต้น คำเบิกความของนายปรีชาหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์ขัดกันเองเป็นพิรุธ พยานหลักฐานของจำเลยที่ 3 จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ เชื่อได้ว่านายวิรวดได้ทำหมายเหตุท้ายเอกสารหมาย จ.1 ให้จำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อกำกับไว้ในวันทำสัญญาเอกสารหมาย จ.1 นั้นเอง เพื่อเป็นการยืนยันว่าโจทก์และจำเลยที่ 3 มิได้มีเจตนาซื้อขายลิขสิทธิ์ในงานเพลงต่าง ๆ รวมทั้งเพลงพิพาทตามบัญชีรายชื่อเพลงแนบท้ายเอกสารหมาย จ.1 แต่อย่างใด การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยต้องกันว่าโจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในเพลงพิพาทแล้วพิพากษายกฟ้องนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (พินิจ เพชรรุ่ง-เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ-สุรชาติ บุญศิริพันธ์) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ (1) ลิขสิทธิ์เป็นสิทธิตามกฎหมาย เจ้าของลิขสิทธิ์มีสิทธิเด็ดขาดที่จะกระทำการบางอย่างตามที่กฎหมายกำหนด อันได้แก่สิทธิในการทำซ้ำ ดัดแปลง เผยแพร่ต่อสาธารณชน ให้เช่างานบางประเภท ให้ประโยชน์แก่ผู้อื่น และอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธินอกจากนี้เจ้าของยังมีสิทธิที่จะโอนลิขสิทธิ์ของตนให้แก่บุคคลอื่น (พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 15 และ 17) การจำแนกความแตกต่างระหว่างการอนุญาตให้ใช้สิทธิกับการโอนลิขสิทธิ์ เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเสมอ การอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิ (licence) หมายถึง การทำความตกลงระหว่างเจ้าของลิขสิทธิ์กับผู้รับอนุญาต โดยเจ้าของลิขสิทธิ์ยินยอมให้ผู้รับอนุญาตฯนำเอางานอันมีลิขสิทธิ์ไปใช้ประโยชน์ตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน โดยเจ้าของลิขสิทธิ์รับรองที่จะไม่บังคับสิทธิที่ตนมีกับผู้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิ ส่วนการโอนสิทธิ (assignment) เป็นสัญญาอีกลักษณะหนึ่ง การโอนสิทธิแตกต่างจากการอนุญาตให้ใช้สิทธิตรงที่เจ้าของลิขสิทธิ์ได้โอนลิขสิทธิ์ให้แก่ผู้รับโอน เมื่อได้โอนสิทธิกันแล้ว ผู้โอนจะไม่มีสิทธิใด ๆ ในงานอันมีลิขสิทธิ์นั้นอีกต่อไป ผู้รับโอนจะเข้ามาเป็นเจ้าของงานอันมีลิขสิทธิ์นั้นแทน สัญญาอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิมีลักษณะใกล้เคียงกับสัญญาเช่าทรัพย์ และสัญญาโอนสิทธิที่มีการกำหนดค่าตอบแทนเป็นเงิน ก็คือสัญญาซื้อขายประเภทหนึ่งนั่นเอง สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิเป็นนิติกรรมที่เกิดจากความสมัครใจของคู่สัญญา ส่วนการโอนลิขสิทธิ์นอกจากจะเกิดความประสงค์ของคู่สัญญาแล้ว การโอนสิทธิโดยผลของกฎหมายก็อาจมีได้ ทั้งนี้เพราะสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาโดยส่วนใหญ่จะมีลักษณะเป็นทรัพย์สินตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 138 เมื่อเป็นทรัพย์สิน สิทธิดังกล่าวจึงอาจเป็นทรัพย์มรดกที่ตกทอดไปยังทายาทได้ตามกฎหมาย การโอนสิทธิและการอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิ มักจะเกิดขึ้นจากการที่เจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ประสงค์จะใช้สิทธิของตนด้วยตนเอง หรือผู้เป็นเจ้าของไม่มีศักยภาพที่จะใช้ประโยชน์จากงานของตนเช่น ในกรณีที่ผู้แต่งเพลงไม่มีทุนเพียงพอที่จะเผยแพร่งาน ผู้แต่งเพลงก็มักจะหาประโยชน์จากลิขสิทธิ์ด้วยการโอนสิทธิหรืออนุญาตให้ใช้สิทธิแก่บุคคลอื่นไป การโอนสิทธิและการอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธินับว่ามีประโยชน์ต่อระบบทรัพย์สินทางปัญญา เนื่องจากเปิดโอกาสให้มีการใช้งานอันมีลิขสิทธิ์ และทำให้สังคมได้รับประโยชน์จากการได้บริโภคสินค้า ซึ่งผู้เป็นเจ้าของไม่ประสงค์จะผลิตจำหน่ายหรือไม่มีความสามารถที่จะผลิตจำหน่าย ผู้รับโอนสิทธิมักจะมีสถานะที่มั่นคงกว่าผู้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิเพราะได้กลายเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์อย่างสมบูรณ์ ส่วนผู้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิอย่างเด็ดขาดประเภท Exclusivelicence แม้โดยทั่วไปจะมีฐานะเสมือนเจ้าของลิขสิทธิ์ทุกประการ แต่โดยนิตินัยก็หาได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ ดังนั้น หากมีการเปลี่ยนแปลงสถานภาพของผู้รับอนุญาตฯ เช่น เนื่องจากมีการบอกเลิกสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ ก็จะมีผลกระทบต่อสิทธิต่าง ๆ ที่ผู้รับอนุญาตฯ มีอยู่ รวมทั้งสิทธิที่จะดำเนินคดีกับผู้ทำละเมิด (2) การอนุญาตให้ใช้สิทธิอาจจำแนกได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่(1)Solelicence(2)Exclusivelicence และ (3)Non-exclusivelicence ซึ่งสัญญาทั้งสามประเภทนี้ มีลักษณะที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะความแตกต่างในเรื่องขอบเขตของสิทธิที่มีการอนุญาต สัญญาประเภท Solelicence เป็นสัญญาที่เจ้าของลิขสิทธิ์ตกลงให้ผู้รับอนุญาตฯ มีสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะใช้งานอันมีลิขสิทธิ์ของตน โดยสามารถใช้สิทธิได้ภายในเขตดินแดนและในช่วงเวลาที่กำหนด โดยมีข้อตกลงว่าเจ้าของลิขสิทธิ์จะไม่อนุญาตให้บุคคลใดใช้สิทธินั้นอีก แต่เจ้าของลิขสิทธิ์ยังคงสงวนสิทธิที่จะนำเอางานอันมีลิขสิทธิ์นั้นไปใช้ประโยชน์ด้วยตนเอง ส่วนสัญญาประเภท Exclusivelicence เป็นสัญญาที่เจ้าของลิขสิทธิยินยอมให้ผู้รับอนุญาตฯ นำงานอันมีลิขสิทธิ์ของตนไปใช้ประโยชน์แต่เพียงผู้เดียว โดยเจ้าของลิขสิทธิ์จะไม่อนุญาตให้บุคคลอื่นใดใช้สิทธินั้นซ้ำซ้อนอีก และที่สำคัญเจ้าของลิขสิทธิ์รับรองที่จะไม่ใช้สิทธินั้นแข่งขันกับผู้รับอนุญาตฯ ภายใต้สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิประเภท Non-exclusive licence การอนุญาตให้ใช้สิทธิได้กระทำโดยมีเงื่อนไขว่า เจ้าของลิขสิทธิ์อาจอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้สิทธินั้นได้ (พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 16) และเจ้าของลิขสิทธิ์ยังคงสงวนสิทธิที่จะใช้ประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์นั้นด้วย เมื่อพิจารณาถึงลักษณะของสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิทั้งสามประเภท สัญญาประเภท Non-exclusivelicence เป็นสัญญาที่ให้สิทธิแก่ผู้รับอนุญาตฯ ในระดับที่ต่ำสุด ผู้รับอนุญาตฯ มีสิทธิที่จะกระทำการตามที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น เช่น อาจใช้ประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ได้ และในการใช้ประโยชน์ดังกล่าวผู้รับอนุญาตฯ อาจต้องพบกับการแข่งขันจากบุคคลอื่น ซึ่งอาจเป็นการแข่งขันจากผู้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิรายอื่น หรือจากเจ้าของลิขสิทธิ์นั้นเอง ส่วนการอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบ Solelicence นั้นแม้ผู้รับอนุญาตฯ จะมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียว แต่ก็ยังอาจต้องพบกับการแข่งขันจากเจ้าของลิขสิทธิ์ สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบ Exclusivelicence จึงเป็นสัญญาที่มีลักษณะพิเศษ แตกต่างไปจากสัญญาอีกสองประเภท เพราะเป็นการอนุญาตให้ใช้สิทธิอย่างเด็ดขาด และทำให้ผู้รับอนุญาตฯ มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะใช้ประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์นั้น อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติ ในการทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิประเภทนี้คู่สัญญามักจะกำหนดค่าธรรมเนียมการใช้สิทธิไว้สูงกว่าสัญญาอีกสองประเภท (3) ลิขสิทธิ์เป็นสหสิทธิ์ (multiplerights) เจ้าของลิขสิทธิ์อาจโอนหรืออนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิของตนแบบแยกสิทธิได้ กล่าวคือ อาจทำการโอนลิขสิทธิ์หรือทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิแก่บุคคลคนหนึ่งไปทั้งหมด หรือเฉพาะแต่สิทธิบางประเภทก็ได้ แต่การโอนหรืออนุญาตให้ใช้สิทธิแบบแยกสิทธินี้ จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อการโอนหรือการอนุญาตให้ใช้สิทธินั้น ไม่มีความขัดแย้งกันในเรื่องลักษณะของสิทธิ เขตแดน หรือเวลาในการใช้สิทธิ ตัวอย่างเช่น เจ้าของลิขสิทธิ์อาจโอนสิทธิทุกลักษณะให้แก่นาย ก. ในประเทศไทย และในขณะเดียวกันก็โอนสิทธิในงานอันมีลิขสิทธิ์ทั้งหมดให้แก่นาย ข. ในประเทศอังกฤษ หรืออาจโอนสิทธิในการทำซ้ำให้แก่นาย ก. ในประเทศไทยและโอนสิทธิในการดัดแปลงให้แก่นาย ข. ในประเทศไทยด้วย เป็นต้น อย่างไรก็ดีการทำสัญญาโอนหรืออนุญาตให้ใช้สิทธิแบบแยกสิทธินี้ ควรจะมีการระบุขอบเขตของสิทธิที่ผู้รับโอนหรือผู้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิแต่ละรายจะพึงมีไว้ให้ชัดเจน หากไม่มีการจำกัดขอบเขตของสิทธิเอาไว้ ก็ต้องถือว่าสัญญานั้นเป็นการโอนหรืออนุญาตให้ใช้สิทธิทุกประเภท ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาการโต้แย้งสิทธิกันระหว่างผู้รับโอนหรือผู้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิได้ การโอนสิทธิหรือการอนุญาตให้ใช้สิทธิ อาจกระทำในลักษณะที่มีกำหนดเวลาหรือไม่ก็ได้ การโอนลิขสิทธิ์ที่ไม่ได้กำหนดเวลาไว้ในสัญญา กฎหมายให้ถือว่าเป็นการโอนที่มีระยะเวลาสิบปี(พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 17 วรรคสาม) แต่สำหรับการอนุญาตให้ใช้สิทธิที่ไม่ได้กำหนดเวลาไว้นั้นยังคงมีปัญหาว่าสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิดังกล่าวจะมีกำหนดเวลาเท่าใด (4) ในเรื่องแบบของสัญญา กฎหมายกำหนดให้การโอนลิขสิทธิ์ต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย (พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 17 วรรคสาม) แต่กฎหมายไม่ได้บัญญัติว่าสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ต้องทำตามแบบใด อย่างไรก็ดี พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 16 กำหนดว่า หากมีการตกลงกันว่าเจ้าของลิขสิทธิ์จะไม่อนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธินั้นด้วย ข้อจำกัดสิทธิเช่นนี้ต้องระบุกันไว้เป็นหนังสือ อันแสดงว่าแม้กฎหมายจะไม่ได้บัญญัติเรื่องแบบของสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิไว้อย่างชัดแจ้ง แต่โดยบทบัญญัติดังกล่าว การอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบ Solelicence และ Exclusivelicence ซึ่งเป็นสัญญาที่ตัดสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์ที่จะอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธินั้นด้วยจะต้องทำการตกลงกันเป็นหนังสืออันเป็นแบบของนิติกรรมอย่างหนึ่ง แต่ก็มีข้อน่าคิดว่าสัญญาแบบSolelicence และ Exclusivelicence ที่ไม่ได้ทำเป็นหนังสือ จะมีผลเป็นอย่างไร กล่าวคือจะทำให้สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิเป็นโมฆะเสียเปล่าไปทั้งหมด หรือจะเป็นโมฆะเฉพาะข้อตกลงที่ห้ามมิให้เจ้าของลิขสิทธิ์อนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธินั้นด้วย (5) คำพิพากษาฎีกาที่บันทึกนี้มีประเด็นปัญหาสำคัญว่า โจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานเพลงพิพาททั้ง 24 เพลงหรือไม่ ซึ่งต้องพิจารณาลักษณะของสัญญาที่โจทก์และจำเลยที่ 3 ร่วมกันจัดทำขึ้นนั้นว่าเป็นสัญญาประเภทใด หากเป็นสัญญาโอนลิขสิทธิ์ โจทก์จะมีฐานะเป็นผู้รับโอนและกลายเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานเพลงดังกล่าวแทนจำเลยที่ 3 ปัญหาว่าสัญญาใดเป็นสัญญาโอนสิทธิหรือสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ จำเป็นต้องพิจารณาถึงเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญา โดยต้องให้ความสำคัญกับเจตนาของคู่สัญญายิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171)อีกทั้งจะต้องตีความสัญญาไปในทางสุจริตโดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 368)เนื่องจากความแตกต่างที่สำคัญของสัญญาสองลักษณะนี้อยู่ที่การเปลี่ยนความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ดังนั้น จึงต้องพิจารณาว่าคู่สัญญามีความประสงค์จะเปลี่ยนตัวเจ้าของลิขสิทธิ์หรือไม่ ซึ่งฐานะของคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายภายหลังการทำสัญญา จะเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการพิจารณาปัญหานี้ กล่าวคือ อาจพิจารณาจากสิทธิเด็ดขาดที่เจ้าของลิขสิทธิ์มีภายหลังที่มีการทำสัญญา เขตดินแดนที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะพึงมีสิทธิและระยะเวลาในการอนุญาตให้ใช้สิทธิ เป็นต้น ซึ่งจากข้อเท็จจริงในคำพิพากษาฎีกาที่บันทึก ปรากฏว่า สัญญาได้กำหนดข้อความห้ามมิให้โจทก์นำเอาเพลงพิพาทไปให้ผู้อื่นร้องโดยมิได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 3 ซึ่งข้อความนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ศาลฎีกาใช้พิจารณาถึงเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญาดังจะได้กล่าวถึงต่อไป ศาลฎีกามิได้คำนึงถึงชื่อของสัญญาเป็นสำคัญ แม้สัญญาที่ทำกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 จะระบุชื่อว่าเป็นสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลง แต่เมื่อพิจารณาจากข้อความในสัญญาโดยตลอดแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่าสัญญาที่ทำกันนั้นไม่ใช่สัญญาซื้อขายหรือสัญญาโอนลิขสิทธิ์ อันจะทำให้โจทก์กลายเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นทายาทที่ได้รับมรดกลิขสิทธิ์ในงานเพลงพิพาททั้ง 24 เพลงมาจากนายสุรพลสมบัติเจริญร่วมกับทายาทอื่น จึงยังคงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานเพลงดังกล่าวอยู่ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ศาลฎีกามีความเห็นว่าสัญญานี้มิใช่สัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลง (หรือสัญญาโอนลิขสิทธิ์) มีอยู่ด้วยกัน2 ประการ ได้แก่ ราคาของทรัพย์สินที่ทำการซื้อขาย และข้อความในสัญญา ในกรณีแรก ข้อเท็จจริงปรากฏว่าสัญญาที่ทำร่วมกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 มิได้ระบุจำนวนเงินค่าตอบแทนไว้ ซึ่งศาลฎีกามีความเห็นว่า "การซื้อขายนั้น ราคาของทรัพย์สินที่ตกลงซื้อขายกันถือได้ว่าเป็นสาระสำคัญของสัญญาอย่างหนึ่ง" ศาลฎีกาวินิจฉัยในทำนองว่า การที่มิได้ระบุจำนวนเงินซึ่งเป็นสาระสำคัญของสัญญาซื้อขายไว้มีผลให้สัญญาดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลง ด้วยความเคารพต่อศาลฎีกา ผู้บันทึกเห็นว่าค่าตอบแทนการโอนสิทธิหรือราคาทรัพย์สินที่ตกลงซื้อขายหาได้เป็นสาระสำคัญของสัญญา จนถึงขนาดที่หากมิได้ระบุไว้จะทำให้สัญญาดังกล่าวไม่ใช่สัญญาโอนลิขสิทธิ์หรือสัญญาซื้อขายทรัพย์สินไม่ สัญญาที่ทำร่วมกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 เป็นสัญญาที่คู่สัญญามีเจตนาที่จะให้ค่าตอบแทนแก่กัน ซึ่งหากสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาโอนลิขสิทธิ์ ก็หมายถึงสัญญาโอนลิขสิทธิ์ที่มีค่าตอบแทน หรือที่เรียกว่าเป็นสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงนั่นเอง อย่างไรก็ดี พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯ มิได้บัญญัติว่า คู่สัญญาจะต้องระบุจำนวนค่าตอบแทนการโอนไว้ในหนังสือโอนลิขสิทธิ์ ดังนั้น สัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 จึงอาจเป็นสัญญาโอนลิขสิทธิ์ได้แม้ว่าจะไม่ได้ระบุค่าตอบแทนการโอนไว้ในสัญญาก็ตามนอกจากนี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 487 ยังได้บัญญัติในทำนองว่าการที่มิได้ระบุราคาทรัพย์สินไว้ในสัญญา หาได้ทำให้สัญญานั้นกลายเป็นสัญญาอื่นที่ไม่ใช่สัญญาซื้อขายไม่ คู่สัญญาโอนสิทธิหรือซื้อขายลิขสิทธิ์ในงานเพลง อาจจะตกลงให้ค่าตอบแทนการโอนหรือราคาทรัพย์สินที่ซื้อขายเป็นไปตามจารีตประเพณี หรือตามวิธีการที่คู่สัญญาประพฤติปฏิบัติต่อกันก็ได้ นอกจากนี้ในกรณีที่มิได้มีการระบุราคาทรัพย์สินไว้ ศาลอาจกำหนดให้มีการใช้ราคากันตามสมควรได้ ในกรณีที่สอง ศาลฎีกามีความเห็นว่า ข้อความหมายเหตุท้ายสัญญาที่ระบุว่า "เพลงสุรพลสมบัติเจริญร้องไว้ขอให้เป็นสุรชัย สมบัติเจริญร้อง แต่ถ้าหากว่าจะนำไปให้นักร้องอื่นร้อง ทางห้างจะมีการขอกันในกรณีพิเศษเป็นลายลักษณ์อักษร" เป็นข้อความที่แสดงให้เห็นถึงเจตนาที่แท้จริงของโจทก์และจำเลยที่ 3 ว่า ทั้งสองฝ่ายหาได้มีเจตนาที่จะโอนสิทธิหรือซื้อขายลิขสิทธิ์ในงานเพลงดังกล่าวกันอย่างเด็ดขาดไม่ เมื่อไม่ใช่การโอนสิทธิ ลิขสิทธิ์ในงานเพลงพิพาทจึงยังคงเป็นของจำเลยที่ 3 อยู่ ซึ่งแม้ศาลฎีกาจะไม่ได้กล่าวแสดงเหตุผลไว้อย่างชัดแจ้งว่าสัญญาที่ทำร่วมกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 เป็นสัญญาประเภทใด แต่การที่ศาลอ้างถึงคำเบิกความของจำเลยที่ 3 ที่ว่า การทำสัญญานี้คู่สัญญามีความประสงค์ให้โจทก์มีสิทธินำบทประพันธ์เพลงพิพาทไปจัดการหาประโยชน์ แสดงว่าศาลฎีกาเห็นว่าสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ในงานเพลงที่มีจำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ซึ่งผู้บันทึกเห็นว่าเหตุผลของศาลฎีกาที่ให้ไว้นี้ เป็นเหตุผลที่ชอบและสอดคล้องกับหลักทฤษฎีที่กล่าวข้างต้น (6) ในปัจจุบัน ปัญหาความไม่เป็นธรรมในการทำสัญญาธุรกิจระหว่างบริษัทเพลงกับศิลปิน และระหว่างผู้จัดการกับนักกีฬา เช่นระหว่างโปรโมเตอร์กับนักมวยอาชีพ เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วไปทั้งในและต่างประเทศ สัญญาดังกล่าวส่วนใหญ่มักทำกันในขณะที่ศิลปินเพลงหรือนักกีฬาเพิ่งเริ่มเข้าสู่อาชีพ และยังไม่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักเท่าใดนัก สัญญาที่ทำกันจึงมักจะมีข้อสัญญาที่ให้ประโยชน์แก่บริษัทเพลงหรือผู้จัดการเป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็นการกำหนดค่าตอบแทนที่ไม่เป็นธรรม การห้ามมิให้ศิลปินหรือนักกีฬาย้ายสังกัด หรือการทำสัญญาที่มีระยะเวลาที่ยาวนานเกินสมควร ฯลฯ ในต่างประเทศศิลปินเพลงและนักกีฬาที่มีชื่อเสียงจำนวนมากต้องการที่จะแก้ไขทบทวนสัญญาที่ทำไว้กับบริษัทเพลงหรือผู้จัดการ เมื่อไม่อาจตกลงกันได้ ศิลปินหรือนักกีฬาเหล่านั้นจึงได้ฟ้องร้องขอเพิกถอนสัญญาที่มีเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรมดังกล่าว โดยอ้างเหตุผลว่าสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาที่มีข้อตกลงที่จำกัดกีดขวางการค้า (Restraintoftrade) ซึ่งศาลของหลายประเทศได้เคยมีคำพิพากษาให้ยกเลิก หรือตัดสินไม่บังคับตามสัญญาเช่นว่านั้นในประเทศไทย แม้จะปรากฏว่ามีข้อพิพาทลักษณะนี้อยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่เคยมีการนำคดีเช่นนี้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาล ซึ่งคำพิพากษาฎีกาที่บันทึกก็ไม่ได้พิพาทกันในประเด็นดังกล่าวเช่นกัน จึงเป็นที่น่าสนใจว่า หากมีการหยิบยกปัญหาข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมขึ้นกล่าวอ้างกับสัญญาลักษณะนี้ศาลจะมีคำพิพากษาไปในแนวทางใด จักรกฤษณ์ ควรพจน์
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
43366
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082061382"
    }
}
date
2544
deka_no
7328/2544
deka_running_no
7328
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "พินิจ เพชรรุ่ง",
    "เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ",
    "สุรชาติ บุญศิริพันธ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 368"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521",
        "sections": []
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัด เสกสรรเทป-แผ่นเสียง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัท โรสวีดีโอ จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องจนว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และห้ามมิให้จำเลยทั้งสามนำเพลงซึ่งเป็นผลงานสร้างสรรค์ของนายสุรพล สมบัติเจริญ ไปทำซ้ำเพื่อจำหน่ายต่อไป

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต และให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยชั้นนี้ตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานเพลงพิพาททั้ง 24 เพลง ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้สัญญาตามเอกสารหมาย จ.1 ที่โจทก์และจำเลยที่ 3 ร่วมกันจัดทำขึ้นดังกล่าวนั้นจะระบุว่าเป็น "สัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลง" โดยโจทก์มีนายปรีชา อัศวฤกษ์นันท์ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์มาเบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 3 ผู้รับมอบฉันทะในฐานะบุตรนางศรีนวล สมบัติเจริญผู้จัดการมรดกของนายสุรพล สมบัติเจริญ ได้ตกลงยินยอมขายลิขสิทธิ์ในงานเพลงของนายสุรพลตามบัญชีแนบท้ายสัญญาให้แก่โจทก์แล้วก็ตาม แต่การซื้อขายนั้นราคาของทรัพย์สินที่ตกลงซื้อขายกันถือได้ว่าเป็นสาระสำคัญของสัญญาอย่างหนึ่งตามสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงเอกสารหมาย จ.1 เป็นแบบพิมพ์สัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์ในงานเพลงที่โจทก์พิมพ์สำเร็จไว้แล้วเพื่อนำมากรอกข้อความตามที่ตกลงกันเท่านั้นซึ่งเอกสารหมาย จ.1 นอกจากไม่ได้กรอกข้อความในช่องวันเดือนปีที่ทำสัญญาเอกสารหมาย จ.1 แล้ว ในช่องราคาที่ตกลงซื้อขายลิขสิทธิ์ในงานเพลงต่าง ๆ รวมทั้งเพลงพิพาทที่นายปรีชาเบิกความว่าตกลงกันเป็นเงินจำนวน 200,000 บาท นั้น ก็มิได้ระบุจำนวนเงินไว้ ยิ่งกว่านั้นสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงเอกสารหมาย จ.1 ยังมีข้อความหมายเหตุไว้ท้ายสัญญาว่า "เพลงสุรพล สมบัติเจริญ ร้องไว้ขอให้เป็นสุรชัยสมบัติเจริญ ร้อง แต่ถ้าหากว่าจะนำไปให้นักร้องอื่นร้อง ทางห้างจะมีการขอกันในกรณีพิเศษเป็นลายลักษณ์อักษร" โดยมีลายมือชื่อของจำเลยที่ 3 ลงกำกับไว้ ซึ่งความหมายของข้อความตามหมายเหตุดังกล่าวย่อมเห็นได้ชัดว่าโจทก์ยังมิได้มีลิขสิทธิ์ในงานเพลงรวมทั้งเพลงพิพาทที่โจทก์อ้างว่าได้ตกลงซื้อขายลิขสิทธิ์กันแล้ว ตามบัญชีรายชื่อเพลงแนบท้ายสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงเอกสารหมาย จ.1 ในฐานะเป็นผู้รับโอนลิขสิทธิ์แต่อย่างใด เพราะหากมีการซื้อขายลิขสิทธิ์กันแล้วตามสัญญาเอกสารหมาย จ.1 จริง โจทก์ก็ย่อมได้ลิขสิทธิ์ในงานเพลงนั้นทั้งหมดไม่จำเป็นที่โจทก์จะต้องไปตกลงขอใช้ลิขสิทธิ์จากจำเลยที่ 3 เป็นกรณีพิเศษกันอีก ดังนั้น ที่จำเลยที่ 3 นำสืบโดยมีจำเลยที่ 3 มาเบิกความยืนยันว่า ที่ทำสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงเอกสารหมาย จ.1 ก็เพื่อให้โจทก์มีสิทธิที่จะนำบทประพันธ์เพลงของนายสุรพลบิดาจำเลยที่ 3 ไปจัดการหาประโยชน์ โดยจำเลยที่ 3 จะเป็นผู้ร้องเพลงดังกล่าวที่มีโจทก์เป็นผู้ส่งเสริมให้จำเลยที่ 3 เป็นนักร้องยอดนิยม จึงมีน้ำหนักให้รับฟัง อีกประการหนึ่งที่นายปรีชาหุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์ได้เบิกความถึงหมายเหตุท้ายสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงเอกสารหมาย จ.1 ตอบทนายจำเลยที่ 3 ถามค้านว่า ขณะทำเอกสารหมาย จ.1 ยังไม่มีหมายเหตุ แต่ต่อมาประมาณ 12 ปี นายวิรวดปานเจริญ หรือมีนามแฝงว่า เอื้อ อารีย์ จึงได้ทำหมายเหตุดังกล่าวนั้น จำเลยที่ 3 ได้เบิกความโต้แย้งว่า นายวิรวดผู้กรอกข้อความในเอกสารหมาย จ.1 เป็นผู้ทำหมายเหตุในวันทำสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงเอกสารหมาย จ.1 นั้นเอง ซึ่งในปัญหาว่า นายวิรวดทำบันทึกหมายเหตุท้ายเอกสารหมาย จ.1 ในภายหลังหรือไม่ จากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยที่ 3 ได้ความต้องกันว่า นายวิรวดเป็นผู้กรอกข้อความในสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงเอกสารหมาย จ.1 และได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานด้วยและเอกสารหมาย จ.1 จัดทำขึ้นไว้เพียงฉบับเดียว โดยโจทก์เป็นผู้เก็บไว้ ทั้งนี้นายปรีชาหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 3 รับว่า นายปรีชาเป็นผู้เก็บรักษาโดยเก็บเข้าแฟ้มในตู้เอกสาร มีการใส่กุญแจและนายปรีชาเป็นผู้รับผิดชอบ อันแสดงว่าสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงเอกสารหมาย จ.1 ได้อยู่ในความครอบครองของโจทก์และการรู้เห็นของนายปรีชาตลอดมา โดยไม่ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์เลยว่าจำเลยที่ 3 ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงเอกสารหมาย จ.1 อีกหรือไม่ นายปรีชาเบิกความเกี่ยวกับหมายเหตุว่า ต่อมาอีกประมาณ 12 ปี นายวิรวดได้ทำหมายเหตุไว้ท้ายเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งในข้อนี้ดูเหมือนจะสอดคล้องกับสำเนาสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงเอกสารหมาย จ.24 ที่เป็นเอกสารในคดีที่จำเลยที่ 3 เป็นโจทก์ฟ้องบริษัทนิธิทัศน์โปรโมชั่น จำกัด กับพวกเป็นจำเลย ข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ ในงานเพลงตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5190/2536 ของศาลอาญา โดยเอกสารหมาย จ.24 ก็คือเอกสารที่ถ่ายภาพมาจากเอกสารหมาย จ.1นั่นเองเป็นแต่เอกสารหมาย จ.24 ได้มีการลงวันที่ทำสัญญาเป็นวันที่ 18 กรกฎาคม 2522 และลงราคาซื้อขายลิขสิทธิ์กันเป็นจำนวน 200,000 บาท ลายมือที่กรอกข้อความระบุวันที่ดังกล่าวเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ลายมือของนายวิรวดที่กรอกข้อความส่วนอื่นในเอกสารหมาย จ.1 ตามที่โจทก์และจำเลยที่ 3 รับกันข้างต้น อันแสดงว่าได้มีบุคคลอื่นมากรอกข้อความภายหลังเอกสารหมาย จ.24 ไม่มีหมายเหตุไว้และเป็นเอกสารที่บริษัทนิธิทัศน์โปรโมชั่น จำกัด กับพวกฝ่ายจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5190/2536 ของศาลอาญาเป็นผู้อ้าง ปรากฏข้อความที่พนักงานสอบสวนบันทึกไว้ในเอกสารหมาย จ.24 ว่า นายประจวบ จำปาทองมอบให้ประกอบคดี ดังนี้ หากข้อเท็จจริงเป็นเช่นที่นายปรีชาพยานโจทก์เบิกความประกอบเอกสารหมาย จ.1 แล้ว ย่อมแสดงว่านายวิรวดได้ทำบันทึกหมายเหตุท้ายสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เอกสารหมาย จ.1 หลังวันที่ 12 มิถุนายน 2533 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 3 เป็นโจทก์ฟ้องบริษัทนิธิทัศน์โปรโมชั่น จำกัด กับพวกตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5190/2536 ของศาลอาญา อันจะเป็นเวลาหลังจากทำเอกสารหมาย จ.1 ประมาณ 12 ปี ดังเช่นที่นายปรีชาเบิกความ ซึ่งหากนายวิรวดทำบันทึกหมายเหตุเอกสารหมาย จ.1 จริงแล้ว ทำไมจึงมีลายมือชื่อของจำเลยที่ 3 ลงกำกับไว้ด้วย ทั้ง ๆ ที่เอกสารหมาย จ.1นายปรีชาหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์เป็นผู้เก็บรักษา และนายวิรวดก็ทำงานอยู่กับโจทก์โดยมีหน้าที่เป็นผู้อำนวยการผลิตและจัดซื้อลิขสิทธิ์ในงานเพลง ย่อมไม่มีเหตุผลอันใดที่นายวิรวดจะเอาสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงเอกสารหมาย จ.1 มาบันทึกหมายเหตุที่ทำให้โจทก์เสียประโยชน์ข้อนำสืบของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่น่ารับฟังนัก นอกจากนี้นายปรีชายังเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 3 ถามค้านอีกว่า"นายวิรวด ปานเจริญ ได้อยู่ร่วมในการทำสัญญาเอกสารหมาย จ.1จนเสร็จ นายวิรวดได้ถึงแก่กรรมไปนานประมาณ 10 ปีแล้ว ปีนี้เป็นปีที่ 11 ที่นายวิรวดถึงแก่กรรม" นายปรีชาเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 3 ถามค้านดังกล่าวเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2537 ตามคำของนายปรีชาแสดงว่า นายวิรวดถึงแก่กรรมเมื่อประมาณปี 2537 จึงเป็นไปไม่ได้ว่านายวิรวดได้ทำหมายเหตุท้ายเอกสารหมาย จ.1 หลังจากทำสัญญาเอกสารหมาย จ.1 เป็นเวลา 12 ปีหรือหลังจากที่จำเลยที่ 3 ยื่นฟ้องบริษัทนิธิทัศน์โปรโมชั่น จำกัด กับพวกเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2533ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5190/2536 ของศาลอาญา ดังที่วินิจฉัยมาแต่ต้น คำเบิกความของนายปรีชาหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์ขัดกันเองเป็นพิรุธ พยานหลักฐานของจำเลยที่ 3 จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ เชื่อได้ว่านายวิรวดได้ทำหมายเหตุท้ายเอกสารหมาย จ.1 ให้จำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อกำกับไว้ในวันทำสัญญาเอกสารหมาย จ.1 นั้นเอง เพื่อเป็นการยืนยันว่าโจทก์และจำเลยที่ 3 มิได้มีเจตนาซื้อขายลิขสิทธิ์ในงานเพลงต่าง ๆ รวมทั้งเพลงพิพาทตามบัญชีรายชื่อเพลงแนบท้ายเอกสารหมาย จ.1 แต่อย่างใด การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยต้องกันว่าโจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในเพลงพิพาทแล้วพิพากษายกฟ้องนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
(1) ลิขสิทธิ์เป็นสิทธิตามกฎหมาย เจ้าของลิขสิทธิ์มีสิทธิเด็ดขาดที่จะกระทำการบางอย่างตามที่กฎหมายกำหนด อันได้แก่สิทธิในการทำซ้ำ ดัดแปลง เผยแพร่ต่อสาธารณชน ให้เช่างานบางประเภท ให้ประโยชน์แก่ผู้อื่น และอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธินอกจากนี้เจ้าของยังมีสิทธิที่จะโอนลิขสิทธิ์ของตนให้แก่บุคคลอื่น (พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 15 และ 17) การจำแนกความแตกต่างระหว่างการอนุญาตให้ใช้สิทธิกับการโอนลิขสิทธิ์ เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเสมอ การอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิ (licence) หมายถึง การทำความตกลงระหว่างเจ้าของลิขสิทธิ์กับผู้รับอนุญาต โดยเจ้าของลิขสิทธิ์ยินยอมให้ผู้รับอนุญาตฯนำเอางานอันมีลิขสิทธิ์ไปใช้ประโยชน์ตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน โดยเจ้าของลิขสิทธิ์รับรองที่จะไม่บังคับสิทธิที่ตนมีกับผู้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิ ส่วนการโอนสิทธิ (assignment) เป็นสัญญาอีกลักษณะหนึ่ง การโอนสิทธิแตกต่างจากการอนุญาตให้ใช้สิทธิตรงที่เจ้าของลิขสิทธิ์ได้โอนลิขสิทธิ์ให้แก่ผู้รับโอน เมื่อได้โอนสิทธิกันแล้ว ผู้โอนจะไม่มีสิทธิใด ๆ ในงานอันมีลิขสิทธิ์นั้นอีกต่อไป ผู้รับโอนจะเข้ามาเป็นเจ้าของงานอันมีลิขสิทธิ์นั้นแทน สัญญาอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิมีลักษณะใกล้เคียงกับสัญญาเช่าทรัพย์ และสัญญาโอนสิทธิที่มีการกำหนดค่าตอบแทนเป็นเงิน ก็คือสัญญาซื้อขายประเภทหนึ่งนั่นเอง สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิเป็นนิติกรรมที่เกิดจากความสมัครใจของคู่สัญญา ส่วนการโอนลิขสิทธิ์นอกจากจะเกิดความประสงค์ของคู่สัญญาแล้ว การโอนสิทธิโดยผลของกฎหมายก็อาจมีได้ ทั้งนี้เพราะสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาโดยส่วนใหญ่จะมีลักษณะเป็นทรัพย์สินตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 138 เมื่อเป็นทรัพย์สิน สิทธิดังกล่าวจึงอาจเป็นทรัพย์มรดกที่ตกทอดไปยังทายาทได้ตามกฎหมาย การโอนสิทธิและการอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิ มักจะเกิดขึ้นจากการที่เจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ประสงค์จะใช้สิทธิของตนด้วยตนเอง หรือผู้เป็นเจ้าของไม่มีศักยภาพที่จะใช้ประโยชน์จากงานของตนเช่น ในกรณีที่ผู้แต่งเพลงไม่มีทุนเพียงพอที่จะเผยแพร่งาน ผู้แต่งเพลงก็มักจะหาประโยชน์จากลิขสิทธิ์ด้วยการโอนสิทธิหรืออนุญาตให้ใช้สิทธิแก่บุคคลอื่นไป การโอนสิทธิและการอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธินับว่ามีประโยชน์ต่อระบบทรัพย์สินทางปัญญา เนื่องจากเปิดโอกาสให้มีการใช้งานอันมีลิขสิทธิ์ และทำให้สังคมได้รับประโยชน์จากการได้บริโภคสินค้า ซึ่งผู้เป็นเจ้าของไม่ประสงค์จะผลิตจำหน่ายหรือไม่มีความสามารถที่จะผลิตจำหน่าย ผู้รับโอนสิทธิมักจะมีสถานะที่มั่นคงกว่าผู้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิเพราะได้กลายเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์อย่างสมบูรณ์ ส่วนผู้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิอย่างเด็ดขาดประเภท Exclusivelicence แม้โดยทั่วไปจะมีฐานะเสมือนเจ้าของลิขสิทธิ์ทุกประการ แต่โดยนิตินัยก็หาได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ ดังนั้น หากมีการเปลี่ยนแปลงสถานภาพของผู้รับอนุญาตฯ เช่น เนื่องจากมีการบอกเลิกสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ ก็จะมีผลกระทบต่อสิทธิต่าง ๆ ที่ผู้รับอนุญาตฯ มีอยู่ รวมทั้งสิทธิที่จะดำเนินคดีกับผู้ทำละเมิด (2) การอนุญาตให้ใช้สิทธิอาจจำแนกได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่(1)Solelicence(2)Exclusivelicence และ (3)Non-exclusivelicence ซึ่งสัญญาทั้งสามประเภทนี้ มีลักษณะที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะความแตกต่างในเรื่องขอบเขตของสิทธิที่มีการอนุญาต สัญญาประเภท Solelicence เป็นสัญญาที่เจ้าของลิขสิทธิ์ตกลงให้ผู้รับอนุญาตฯ มีสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะใช้งานอันมีลิขสิทธิ์ของตน โดยสามารถใช้สิทธิได้ภายในเขตดินแดนและในช่วงเวลาที่กำหนด โดยมีข้อตกลงว่าเจ้าของลิขสิทธิ์จะไม่อนุญาตให้บุคคลใดใช้สิทธินั้นอีก แต่เจ้าของลิขสิทธิ์ยังคงสงวนสิทธิที่จะนำเอางานอันมีลิขสิทธิ์นั้นไปใช้ประโยชน์ด้วยตนเอง ส่วนสัญญาประเภท Exclusivelicence เป็นสัญญาที่เจ้าของลิขสิทธิยินยอมให้ผู้รับอนุญาตฯ นำงานอันมีลิขสิทธิ์ของตนไปใช้ประโยชน์แต่เพียงผู้เดียว โดยเจ้าของลิขสิทธิ์จะไม่อนุญาตให้บุคคลอื่นใดใช้สิทธินั้นซ้ำซ้อนอีก และที่สำคัญเจ้าของลิขสิทธิ์รับรองที่จะไม่ใช้สิทธินั้นแข่งขันกับผู้รับอนุญาตฯ ภายใต้สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิประเภท Non-exclusive licence การอนุญาตให้ใช้สิทธิได้กระทำโดยมีเงื่อนไขว่า เจ้าของลิขสิทธิ์อาจอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้สิทธินั้นได้ (พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 16) และเจ้าของลิขสิทธิ์ยังคงสงวนสิทธิที่จะใช้ประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์นั้นด้วย เมื่อพิจารณาถึงลักษณะของสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิทั้งสามประเภท สัญญาประเภท Non-exclusivelicence เป็นสัญญาที่ให้สิทธิแก่ผู้รับอนุญาตฯ ในระดับที่ต่ำสุด ผู้รับอนุญาตฯ มีสิทธิที่จะกระทำการตามที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น เช่น อาจใช้ประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ได้ และในการใช้ประโยชน์ดังกล่าวผู้รับอนุญาตฯ อาจต้องพบกับการแข่งขันจากบุคคลอื่น ซึ่งอาจเป็นการแข่งขันจากผู้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิรายอื่น หรือจากเจ้าของลิขสิทธิ์นั้นเอง ส่วนการอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบ Solelicence นั้นแม้ผู้รับอนุญาตฯ จะมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียว แต่ก็ยังอาจต้องพบกับการแข่งขันจากเจ้าของลิขสิทธิ์ สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบ Exclusivelicence จึงเป็นสัญญาที่มีลักษณะพิเศษ แตกต่างไปจากสัญญาอีกสองประเภท เพราะเป็นการอนุญาตให้ใช้สิทธิอย่างเด็ดขาด และทำให้ผู้รับอนุญาตฯ มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะใช้ประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์นั้น อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติ ในการทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิประเภทนี้คู่สัญญามักจะกำหนดค่าธรรมเนียมการใช้สิทธิไว้สูงกว่าสัญญาอีกสองประเภท (3) ลิขสิทธิ์เป็นสหสิทธิ์ (multiplerights) เจ้าของลิขสิทธิ์อาจโอนหรืออนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิของตนแบบแยกสิทธิได้ กล่าวคือ อาจทำการโอนลิขสิทธิ์หรือทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิแก่บุคคลคนหนึ่งไปทั้งหมด หรือเฉพาะแต่สิทธิบางประเภทก็ได้ แต่การโอนหรืออนุญาตให้ใช้สิทธิแบบแยกสิทธินี้ จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อการโอนหรือการอนุญาตให้ใช้สิทธินั้น ไม่มีความขัดแย้งกันในเรื่องลักษณะของสิทธิ เขตแดน หรือเวลาในการใช้สิทธิ ตัวอย่างเช่น เจ้าของลิขสิทธิ์อาจโอนสิทธิทุกลักษณะให้แก่นาย ก. ในประเทศไทย และในขณะเดียวกันก็โอนสิทธิในงานอันมีลิขสิทธิ์ทั้งหมดให้แก่นาย ข. ในประเทศอังกฤษ หรืออาจโอนสิทธิในการทำซ้ำให้แก่นาย ก. ในประเทศไทยและโอนสิทธิในการดัดแปลงให้แก่นาย ข. ในประเทศไทยด้วย เป็นต้น อย่างไรก็ดีการทำสัญญาโอนหรืออนุญาตให้ใช้สิทธิแบบแยกสิทธินี้ ควรจะมีการระบุขอบเขตของสิทธิที่ผู้รับโอนหรือผู้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิแต่ละรายจะพึงมีไว้ให้ชัดเจน หากไม่มีการจำกัดขอบเขตของสิทธิเอาไว้ ก็ต้องถือว่าสัญญานั้นเป็นการโอนหรืออนุญาตให้ใช้สิทธิทุกประเภท ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาการโต้แย้งสิทธิกันระหว่างผู้รับโอนหรือผู้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิได้ การโอนสิทธิหรือการอนุญาตให้ใช้สิทธิ อาจกระทำในลักษณะที่มีกำหนดเวลาหรือไม่ก็ได้ การโอนลิขสิทธิ์ที่ไม่ได้กำหนดเวลาไว้ในสัญญา กฎหมายให้ถือว่าเป็นการโอนที่มีระยะเวลาสิบปี(พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 17 วรรคสาม) แต่สำหรับการอนุญาตให้ใช้สิทธิที่ไม่ได้กำหนดเวลาไว้นั้นยังคงมีปัญหาว่าสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิดังกล่าวจะมีกำหนดเวลาเท่าใด (4) ในเรื่องแบบของสัญญา กฎหมายกำหนดให้การโอนลิขสิทธิ์ต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย (พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 17 วรรคสาม) แต่กฎหมายไม่ได้บัญญัติว่าสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ต้องทำตามแบบใด อย่างไรก็ดี พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 16 กำหนดว่า หากมีการตกลงกันว่าเจ้าของลิขสิทธิ์จะไม่อนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธินั้นด้วย ข้อจำกัดสิทธิเช่นนี้ต้องระบุกันไว้เป็นหนังสือ อันแสดงว่าแม้กฎหมายจะไม่ได้บัญญัติเรื่องแบบของสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิไว้อย่างชัดแจ้ง แต่โดยบทบัญญัติดังกล่าว การอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบ Solelicence และ Exclusivelicence ซึ่งเป็นสัญญาที่ตัดสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์ที่จะอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธินั้นด้วยจะต้องทำการตกลงกันเป็นหนังสืออันเป็นแบบของนิติกรรมอย่างหนึ่ง แต่ก็มีข้อน่าคิดว่าสัญญาแบบSolelicence และ Exclusivelicence ที่ไม่ได้ทำเป็นหนังสือ จะมีผลเป็นอย่างไร กล่าวคือจะทำให้สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิเป็นโมฆะเสียเปล่าไปทั้งหมด หรือจะเป็นโมฆะเฉพาะข้อตกลงที่ห้ามมิให้เจ้าของลิขสิทธิ์อนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธินั้นด้วย (5) คำพิพากษาฎีกาที่บันทึกนี้มีประเด็นปัญหาสำคัญว่า โจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานเพลงพิพาททั้ง 24 เพลงหรือไม่ ซึ่งต้องพิจารณาลักษณะของสัญญาที่โจทก์และจำเลยที่ 3 ร่วมกันจัดทำขึ้นนั้นว่าเป็นสัญญาประเภทใด หากเป็นสัญญาโอนลิขสิทธิ์ โจทก์จะมีฐานะเป็นผู้รับโอนและกลายเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานเพลงดังกล่าวแทนจำเลยที่ 3 ปัญหาว่าสัญญาใดเป็นสัญญาโอนสิทธิหรือสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ จำเป็นต้องพิจารณาถึงเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญา โดยต้องให้ความสำคัญกับเจตนาของคู่สัญญายิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171)อีกทั้งจะต้องตีความสัญญาไปในทางสุจริตโดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 368)เนื่องจากความแตกต่างที่สำคัญของสัญญาสองลักษณะนี้อยู่ที่การเปลี่ยนความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ดังนั้น จึงต้องพิจารณาว่าคู่สัญญามีความประสงค์จะเปลี่ยนตัวเจ้าของลิขสิทธิ์หรือไม่ ซึ่งฐานะของคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายภายหลังการทำสัญญา จะเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการพิจารณาปัญหานี้ กล่าวคือ อาจพิจารณาจากสิทธิเด็ดขาดที่เจ้าของลิขสิทธิ์มีภายหลังที่มีการทำสัญญา เขตดินแดนที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะพึงมีสิทธิและระยะเวลาในการอนุญาตให้ใช้สิทธิ เป็นต้น ซึ่งจากข้อเท็จจริงในคำพิพากษาฎีกาที่บันทึก ปรากฏว่า สัญญาได้กำหนดข้อความห้ามมิให้โจทก์นำเอาเพลงพิพาทไปให้ผู้อื่นร้องโดยมิได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 3 ซึ่งข้อความนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ศาลฎีกาใช้พิจารณาถึงเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญาดังจะได้กล่าวถึงต่อไป ศาลฎีกามิได้คำนึงถึงชื่อของสัญญาเป็นสำคัญ แม้สัญญาที่ทำกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 จะระบุชื่อว่าเป็นสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลง แต่เมื่อพิจารณาจากข้อความในสัญญาโดยตลอดแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่าสัญญาที่ทำกันนั้นไม่ใช่สัญญาซื้อขายหรือสัญญาโอนลิขสิทธิ์ อันจะทำให้โจทก์กลายเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นทายาทที่ได้รับมรดกลิขสิทธิ์ในงานเพลงพิพาททั้ง 24 เพลงมาจากนายสุรพลสมบัติเจริญร่วมกับทายาทอื่น จึงยังคงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานเพลงดังกล่าวอยู่ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ศาลฎีกามีความเห็นว่าสัญญานี้มิใช่สัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลง (หรือสัญญาโอนลิขสิทธิ์) มีอยู่ด้วยกัน2 ประการ ได้แก่ ราคาของทรัพย์สินที่ทำการซื้อขาย และข้อความในสัญญา ในกรณีแรก ข้อเท็จจริงปรากฏว่าสัญญาที่ทำร่วมกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 มิได้ระบุจำนวนเงินค่าตอบแทนไว้ ซึ่งศาลฎีกามีความเห็นว่า "การซื้อขายนั้น ราคาของทรัพย์สินที่ตกลงซื้อขายกันถือได้ว่าเป็นสาระสำคัญของสัญญาอย่างหนึ่ง" ศาลฎีกาวินิจฉัยในทำนองว่า การที่มิได้ระบุจำนวนเงินซึ่งเป็นสาระสำคัญของสัญญาซื้อขายไว้มีผลให้สัญญาดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลง ด้วยความเคารพต่อศาลฎีกา ผู้บันทึกเห็นว่าค่าตอบแทนการโอนสิทธิหรือราคาทรัพย์สินที่ตกลงซื้อขายหาได้เป็นสาระสำคัญของสัญญา จนถึงขนาดที่หากมิได้ระบุไว้จะทำให้สัญญาดังกล่าวไม่ใช่สัญญาโอนลิขสิทธิ์หรือสัญญาซื้อขายทรัพย์สินไม่ สัญญาที่ทำร่วมกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 เป็นสัญญาที่คู่สัญญามีเจตนาที่จะให้ค่าตอบแทนแก่กัน ซึ่งหากสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาโอนลิขสิทธิ์ ก็หมายถึงสัญญาโอนลิขสิทธิ์ที่มีค่าตอบแทน หรือที่เรียกว่าเป็นสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงนั่นเอง อย่างไรก็ดี พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯ มิได้บัญญัติว่า คู่สัญญาจะต้องระบุจำนวนค่าตอบแทนการโอนไว้ในหนังสือโอนลิขสิทธิ์ ดังนั้น สัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 จึงอาจเป็นสัญญาโอนลิขสิทธิ์ได้แม้ว่าจะไม่ได้ระบุค่าตอบแทนการโอนไว้ในสัญญาก็ตามนอกจากนี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 487 ยังได้บัญญัติในทำนองว่าการที่มิได้ระบุราคาทรัพย์สินไว้ในสัญญา หาได้ทำให้สัญญานั้นกลายเป็นสัญญาอื่นที่ไม่ใช่สัญญาซื้อขายไม่ คู่สัญญาโอนสิทธิหรือซื้อขายลิขสิทธิ์ในงานเพลง อาจจะตกลงให้ค่าตอบแทนการโอนหรือราคาทรัพย์สินที่ซื้อขายเป็นไปตามจารีตประเพณี หรือตามวิธีการที่คู่สัญญาประพฤติปฏิบัติต่อกันก็ได้ นอกจากนี้ในกรณีที่มิได้มีการระบุราคาทรัพย์สินไว้ ศาลอาจกำหนดให้มีการใช้ราคากันตามสมควรได้ ในกรณีที่สอง ศาลฎีกามีความเห็นว่า ข้อความหมายเหตุท้ายสัญญาที่ระบุว่า "เพลงสุรพลสมบัติเจริญร้องไว้ขอให้เป็นสุรชัย สมบัติเจริญร้อง แต่ถ้าหากว่าจะนำไปให้นักร้องอื่นร้อง ทางห้างจะมีการขอกันในกรณีพิเศษเป็นลายลักษณ์อักษร" เป็นข้อความที่แสดงให้เห็นถึงเจตนาที่แท้จริงของโจทก์และจำเลยที่ 3 ว่า ทั้งสองฝ่ายหาได้มีเจตนาที่จะโอนสิทธิหรือซื้อขายลิขสิทธิ์ในงานเพลงดังกล่าวกันอย่างเด็ดขาดไม่ เมื่อไม่ใช่การโอนสิทธิ ลิขสิทธิ์ในงานเพลงพิพาทจึงยังคงเป็นของจำเลยที่ 3 อยู่ ซึ่งแม้ศาลฎีกาจะไม่ได้กล่าวแสดงเหตุผลไว้อย่างชัดแจ้งว่าสัญญาที่ทำร่วมกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 เป็นสัญญาประเภทใด แต่การที่ศาลอ้างถึงคำเบิกความของจำเลยที่ 3 ที่ว่า การทำสัญญานี้คู่สัญญามีความประสงค์ให้โจทก์มีสิทธินำบทประพันธ์เพลงพิพาทไปจัดการหาประโยชน์ แสดงว่าศาลฎีกาเห็นว่าสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ในงานเพลงที่มีจำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ซึ่งผู้บันทึกเห็นว่าเหตุผลของศาลฎีกาที่ให้ไว้นี้ เป็นเหตุผลที่ชอบและสอดคล้องกับหลักทฤษฎีที่กล่าวข้างต้น (6) ในปัจจุบัน ปัญหาความไม่เป็นธรรมในการทำสัญญาธุรกิจระหว่างบริษัทเพลงกับศิลปิน และระหว่างผู้จัดการกับนักกีฬา เช่นระหว่างโปรโมเตอร์กับนักมวยอาชีพ เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วไปทั้งในและต่างประเทศ สัญญาดังกล่าวส่วนใหญ่มักทำกันในขณะที่ศิลปินเพลงหรือนักกีฬาเพิ่งเริ่มเข้าสู่อาชีพ และยังไม่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักเท่าใดนัก สัญญาที่ทำกันจึงมักจะมีข้อสัญญาที่ให้ประโยชน์แก่บริษัทเพลงหรือผู้จัดการเป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็นการกำหนดค่าตอบแทนที่ไม่เป็นธรรม การห้ามมิให้ศิลปินหรือนักกีฬาย้ายสังกัด หรือการทำสัญญาที่มีระยะเวลาที่ยาวนานเกินสมควร ฯลฯ ในต่างประเทศศิลปินเพลงและนักกีฬาที่มีชื่อเสียงจำนวนมากต้องการที่จะแก้ไขทบทวนสัญญาที่ทำไว้กับบริษัทเพลงหรือผู้จัดการ เมื่อไม่อาจตกลงกันได้ ศิลปินหรือนักกีฬาเหล่านั้นจึงได้ฟ้องร้องขอเพิกถอนสัญญาที่มีเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรมดังกล่าว โดยอ้างเหตุผลว่าสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาที่มีข้อตกลงที่จำกัดกีดขวางการค้า (Restraintoftrade) ซึ่งศาลของหลายประเทศได้เคยมีคำพิพากษาให้ยกเลิก หรือตัดสินไม่บังคับตามสัญญาเช่นว่านั้นในประเทศไทย แม้จะปรากฏว่ามีข้อพิพาทลักษณะนี้อยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่เคยมีการนำคดีเช่นนี้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาล ซึ่งคำพิพากษาฎีกาที่บันทึกก็ไม่ได้พิพาทกันในประเด็นดังกล่าวเช่นกัน จึงเป็นที่น่าสนใจว่า หากมีการหยิบยกปัญหาข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมขึ้นกล่าวอ้างกับสัญญาลักษณะนี้ศาลจะมีคำพิพากษาไปในแนวทางใด จักรกฤษณ์ ควรพจน์
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001085.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544