คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7790/2544 ฉบับเต็ม

#43380
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7790/2544 บริษัท คอมเมอร์เชียลยูเนี่ยนประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด โจทก์ บริษัท เชียงใหม่พลาซ่า จำกัด จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 675, มาตรา 677 ลานจอดรถเป็นของจำเลยจัดให้ผู้มาพักโรงแรมของจำเลยได้จอดรถ น. ซึ่งเป็นคนเดินทางจึงมีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะนำรถยนต์เข้าไปจอดภายในบริเวณลานจอดรถดังกล่าวซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของจำเลย ส่วนที่จำเลยปิดประกาศไม่รับผิดชอบหากเกิดการสูญหายของทรัพย์สิน ก็ไม่ปรากฏว่า น. ได้ตกลงด้วยโดยชัดแจ้งในการยกเว้นความรับผิดตามประกาศดังกล่าว กรณีจึงไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 677 และในการจอดรถน. ได้ปิดล็อกประตูรถทุกบานแล้วเพราะเป็นระบบเซ็นทรัลล็อก ย่อมถือได้ว่า น. มิได้ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้รถยนต์สูญหาย กรณีไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นความรับผิดตามมาตรา 675 วรรคสาม รถยนต์เป็นเพียงทรัพย์สินธรรมดาทั่ว ๆ ไป เท่านั้น ถึงแม้ราคาจะค่อนข้างสูงก็ตาม ยังถือไม่ได้ว่ามีลักษณะเป็นของมีค่าตามมาตรา 675 วรรคสอง น. ไม่จำต้องแจ้งฝากรถยนต์ไว้ต่อจำเลย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 354,458 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 350,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยก่อนฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 ธันวาคม 2539) ต้องไม่เกิน4,458 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2539 เวลาประมาณ 23 นาฬิกา นายเนตร ศรีเกาะ ลูกจ้างของบริษัทรีไลแอนซ์ แทรเวิล(ประเทศไทย) จำกัด ได้ปฏิบัติหน้าที่ขับรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้าหมายเลขทะเบียน3 ฝ - 4834 กรุงเทพมหานคร ของนายจ้าง พานักท่องเที่ยวซึ่งเป็นลูกค้าของนายจ้างไปพักที่โรงแรมของจำเลย โดยนายเนตรจอดรถยนต์ไว้ที่บริเวณลานจอดรถของจำเลย ครั้นวันรุ่งขึ้นปรากฏว่ารถยนต์ถูกลักไป นายเนตรเข้าร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจเอกวชิระ กาญจนวิภาดา พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองเชียงใหม่ ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.10 ต่อมาโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวจากบริษัทรีไลแอนซ์ แทรเวิล (ประเทศไทย) จำกัด กำหนดจำนวนเงินรับผิดกรณีถูกลักทรัพย์ไว้คือ 350,000 บาท ตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์เอกสารหมาย จ.4 ได้ชำระเงินตามกรมธรรม์ดังกล่าวแล้ว และฟ้องไล่เบี้ยเรียกเงินจำนวนดังกล่าวคืนจากจำเลยเป็นคดีนี้ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดตามฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ลานจอดรถมิใช่ที่เก็บทรัพย์สินของผู้มาพักในโรงแรมจำเลย จำเลยได้ปิดประกาศไม่รับผิดชอบในกรณีเกิดความสูญหายต่อทรัพย์สินของผู้มาใช้บริการไว้ที่ลานจอดรถแล้ว รถยนต์สูญหายเกิดจากความประมาทเลินเล่อของนายเนตร ศรีเกาะ อีกทั้งนายเนตรก็มิได้แจ้งฝากรถยนต์ไว้ต่อจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง เห็นว่า จำเลยรับอยู่แล้วว่าลานจอดรถดังกล่าวเป็นของจำเลยจัดให้ผู้มาพักโรงแรมของจำเลยได้จอดรถ นายเนตรจึงมีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะนำรถยนต์เข้าไปจอดภายในบริเวณลานจอดรถดังกล่าวซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของจำเลย ส่วนการที่จำเลยปิดประกาศไม่รับผิดชอบหากเกิดการสูญหายของทรัพย์สินตามภาพถ่ายหมาย ล.1 (รวม 4 รายการ) ก็ไม่ปรากฏจากทางนำสืบของจำเลยซึ่งมีพยานเพียงปากเดียวคือนางสาวมยุรี สุริยพงษ์ กรรมการผู้จัดการจำเลยว่า นายเนตรได้ตกลงด้วยโดยชัดแจ้งในการยกเว้นความรับผิดตามประกาศดังกล่าว กรณีจึงไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 677 และสำหรับข้อเท็จจริงที่จำเลยยกขึ้นกล่าวอ้างเป็นประเด็นฎีกาว่า รถยนต์สูญหายเพราะความประมาทเลินเล่อของนายเนตร ความสูญหายเกิดขึ้นเพราะความผิดของนายเนตร อีกทั้งนายเนตรก็มิได้แจ้งฝากรถยนต์ไว้ต่อจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดนั้น เห็นว่า โจทก์มีนายเนตรเป็นพยานเบิกความตอบคำถามค้านทนายความจำเลยว่า นายเนตรได้ปิดล็อกประตูรถทุกบานแล้วเพราะเป็นระบบเซ็นทรัลล็อกซึ่งย่อมถือได้ว่านายเนตรมิได้ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้รถยนต์สูญหาย คำเบิกความของนางสาวมยุรีก็เพียงแต่อ้างว่าตรวจบริเวณเกิดเหตุไม่มีร่องรอยเศษกระจกตกหล่นอยู่ สันนิษฐานว่านายเนตรมิได้ล็อกรถ แต่หามีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนไม่ จึงไม่อาจรับฟังหักล้างคำเบิกความของนายเนตรได้ กรณีไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 675 วรรคสามส่วนเรื่องการที่นายเนตรมิได้แจ้งฝากรถยนต์ไว้ต่อจำเลยนั้น เห็นว่า ความรับผิดในการที่ทรัพย์สินของคนเดินทางสูญหายไปจำกัดไว้เพียงห้าร้อยบาท หมายถึงทรัพย์สินที่มีคุณค่าอันมีลักษณะพิเศษทำนองเดียวกับเงินทองตรา ธนบัตรตั๋วเงิน พันธบัตร ใบหุ้น ใบหุ้นกู้ ประทวนสินค้า อัญมณี หรือของมีค่าอื่น ๆตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 675 วรรคสองแต่รถยนต์เป็นเพียงทรัพย์สินธรรมดาทั่ว ๆ ไปเท่านั้น ถึงแม้ราคาจะค่อนข้างสูงก็ตาม ยังถือไม่ได้ว่ามีลักษณะเป็นของมีค่าตามความหมายของบทบัญญัติดังกล่าว นายเนตรไม่จำต้องแจ้งฝากรถยนต์ไว้ต่อจำเลย จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาคดีชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (สมชาย จุลนิติ์-ไพศาล เจริญวุฒิ-ชวลิต ตุลยสิงห์) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
43380
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082060844"
    }
}
date
2544
deka_no
7790/2544
deka_running_no
7790
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "สมชาย จุลนิติ์",
    "ไพศาล เจริญวุฒิ",
    "ชวลิต ตุลยสิงห์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 675",
            "ม. 677"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัท คอมเมอร์เชียลยูเนี่ยนประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัท เชียงใหม่พลาซ่า จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 354,458 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 350,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยก่อนฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 ธันวาคม 2539) ต้องไม่เกิน4,458 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2539 เวลาประมาณ 23 นาฬิกา นายเนตร ศรีเกาะ ลูกจ้างของบริษัทรีไลแอนซ์ แทรเวิล(ประเทศไทย) จำกัด ได้ปฏิบัติหน้าที่ขับรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้าหมายเลขทะเบียน3 ฝ - 4834 กรุงเทพมหานคร ของนายจ้าง พานักท่องเที่ยวซึ่งเป็นลูกค้าของนายจ้างไปพักที่โรงแรมของจำเลย โดยนายเนตรจอดรถยนต์ไว้ที่บริเวณลานจอดรถของจำเลย ครั้นวันรุ่งขึ้นปรากฏว่ารถยนต์ถูกลักไป นายเนตรเข้าร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจเอกวชิระ กาญจนวิภาดา พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองเชียงใหม่ ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.10 ต่อมาโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวจากบริษัทรีไลแอนซ์ แทรเวิล (ประเทศไทย) จำกัด กำหนดจำนวนเงินรับผิดกรณีถูกลักทรัพย์ไว้คือ 350,000 บาท ตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์เอกสารหมาย จ.4 ได้ชำระเงินตามกรมธรรม์ดังกล่าวแล้ว และฟ้องไล่เบี้ยเรียกเงินจำนวนดังกล่าวคืนจากจำเลยเป็นคดีนี้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดตามฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ลานจอดรถมิใช่ที่เก็บทรัพย์สินของผู้มาพักในโรงแรมจำเลย จำเลยได้ปิดประกาศไม่รับผิดชอบในกรณีเกิดความสูญหายต่อทรัพย์สินของผู้มาใช้บริการไว้ที่ลานจอดรถแล้ว รถยนต์สูญหายเกิดจากความประมาทเลินเล่อของนายเนตร ศรีเกาะ อีกทั้งนายเนตรก็มิได้แจ้งฝากรถยนต์ไว้ต่อจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง เห็นว่า จำเลยรับอยู่แล้วว่าลานจอดรถดังกล่าวเป็นของจำเลยจัดให้ผู้มาพักโรงแรมของจำเลยได้จอดรถ นายเนตรจึงมีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะนำรถยนต์เข้าไปจอดภายในบริเวณลานจอดรถดังกล่าวซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของจำเลย ส่วนการที่จำเลยปิดประกาศไม่รับผิดชอบหากเกิดการสูญหายของทรัพย์สินตามภาพถ่ายหมาย ล.1 (รวม 4 รายการ) ก็ไม่ปรากฏจากทางนำสืบของจำเลยซึ่งมีพยานเพียงปากเดียวคือนางสาวมยุรี สุริยพงษ์ กรรมการผู้จัดการจำเลยว่า นายเนตรได้ตกลงด้วยโดยชัดแจ้งในการยกเว้นความรับผิดตามประกาศดังกล่าว กรณีจึงไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 677 และสำหรับข้อเท็จจริงที่จำเลยยกขึ้นกล่าวอ้างเป็นประเด็นฎีกาว่า รถยนต์สูญหายเพราะความประมาทเลินเล่อของนายเนตร ความสูญหายเกิดขึ้นเพราะความผิดของนายเนตร อีกทั้งนายเนตรก็มิได้แจ้งฝากรถยนต์ไว้ต่อจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดนั้น เห็นว่า โจทก์มีนายเนตรเป็นพยานเบิกความตอบคำถามค้านทนายความจำเลยว่า นายเนตรได้ปิดล็อกประตูรถทุกบานแล้วเพราะเป็นระบบเซ็นทรัลล็อกซึ่งย่อมถือได้ว่านายเนตรมิได้ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้รถยนต์สูญหาย คำเบิกความของนางสาวมยุรีก็เพียงแต่อ้างว่าตรวจบริเวณเกิดเหตุไม่มีร่องรอยเศษกระจกตกหล่นอยู่ สันนิษฐานว่านายเนตรมิได้ล็อกรถ แต่หามีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนไม่ จึงไม่อาจรับฟังหักล้างคำเบิกความของนายเนตรได้ กรณีไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 675 วรรคสามส่วนเรื่องการที่นายเนตรมิได้แจ้งฝากรถยนต์ไว้ต่อจำเลยนั้น เห็นว่า ความรับผิดในการที่ทรัพย์สินของคนเดินทางสูญหายไปจำกัดไว้เพียงห้าร้อยบาท หมายถึงทรัพย์สินที่มีคุณค่าอันมีลักษณะพิเศษทำนองเดียวกับเงินทองตรา ธนบัตรตั๋วเงิน พันธบัตร ใบหุ้น ใบหุ้นกู้ ประทวนสินค้า อัญมณี หรือของมีค่าอื่น ๆตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 675 วรรคสองแต่รถยนต์เป็นเพียงทรัพย์สินธรรมดาทั่ว ๆ ไปเท่านั้น ถึงแม้ราคาจะค่อนข้างสูงก็ตาม ยังถือไม่ได้ว่ามีลักษณะเป็นของมีค่าตามความหมายของบทบัญญัติดังกล่าว นายเนตรไม่จำต้องแจ้งฝากรถยนต์ไว้ต่อจำเลย จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาคดีชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001080.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544