คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8324/2544 ฉบับเต็ม

#43399
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8324/2544 บริษัท อีทีเอ (ประเทศไทย) จำกัด โจทก์ นาง จำลอง ศรแก้ว จำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 30, มาตรา 56, มาตรา 67, มาตรา 119 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 67 บัญญัติให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามส่วนเฉพาะกรณีที่ลูกจ้างมิได้มีความผิดตามมาตรา 119 การที่กฎหมายกำหนดให้นำความผิดตามมาตรา 119 มาประกอบการพิจารณาการได้ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีของลูกจ้าง เพราะความผิดดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่จะชี้ว่านายจ้างเลิกจ้างด้วยเจตนากลั่นแกล้งไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปจนครบ 1 ปีหรือไม่ ถ้าลูกจ้างไม่มีความผิดตามมาตรา 119 แต่ถูกเลิกจ้าง ถือว่าเป็นการเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุอันสมควรและเป็นการกลั่นแกล้งลูกจ้าง ทำให้ลูกจ้างไม่อาจทำงานต่อไปได้และต้องเสียสิทธิที่จะได้หยุดพักผ่อนประจำปีตามมาตรา 30 ดังนั้น ในปีที่เลิกจ้างแม้ลูกจ้างจะทำงานยังไม่ครบ 1 ปี นายจ้างจะต้องชดใช้สิทธิที่ลูกจ้างต้องเสียไปจากการกระทำโดยไม่ชอบของนายจ้างด้วยการจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วนของวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิ การจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วนดังกล่าวจะพึงมีได้เฉพาะกรณีที่ลูกจ้างถูกเลิกจ้าง และลูกจ้างไม่มีความผิดตามมาตรา 119เท่านั้น หาได้นำมาใช้บังคับแก่กรณีลูกจ้างลาออกจากงานโดยความสมัครใจด้วยไม่ เพราะการลาออกโดยความสมัครใจของลูกจ้างย่อมไม่เป็นการกลั่นแกล้งของนายจ้าง นายจ้างจึงไม่ต้องชดใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีที่ลูกจ้างต้องเสียไปจากการลาออกโดยการจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่ลาออกตามส่วนตามมาตรา 67 ลูกจ้างที่ลาออกจะมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างรวมทั้งในปีก่อนและจะได้ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีหรือไม่เพียงใด ต้องเป็นไปตามมาตรา 30 และมาตรา 56 ในปีที่ จ. ลาออก โจทก์ในฐานะนายจ้างกำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่ลูกจ้าง 13 วัน และก่อนลาออกโจทก์อนุญาตให้ จ. ลาหยุดพักผ่อนประจำปี 8 วัน การหยุดพักผ่อนประจำปีดังกล่าว เป็นการหยุดตามที่โจทก์และ จ. ตกลงกันโดยสุจริต จึงเป็นวันหยุดพักผ่อนประจำปีโดยชอบของลูกจ้าง แต่ถ้าขณะลาออก จ. ยังไม่ได้หยุดพักผ่อนประจำปีหรือหยุดแล้วแต่ยังไม่ครบ 13 วัน ซึ่งเป็นกรณีนายจ้างกำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีทั้ง 13 วันหรือบางส่วนไว้ล่วงหน้าและเป็นวันหลังจากที่ จ. ลาออก จ. ก็จะไม่ได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและไม่มีสิทธิให้นายจ้างนำวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังไม่ได้หยุดมาเฉลี่ยเพื่อจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่ลาออกได้ แต่เมื่อ จ. หยุดพักผ่อนประจำปีตามสิทธิและตามวันที่ได้ตกลงกับโจทก์ไปแล้วก่อนลาออก โจทก์ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเต็มจำนวน 8 วันให้แก่ จ. ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่ 62/2543ลงวันที่ 28 เมษายน 2543 จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า นายจิรพัฒน์ ลุกยี เป็นลูกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2530 ถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2543 ได้รับค่าจ้างเดือนละ 31,240 บาท และมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีในปี 2543 ได้13 วัน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2543 นายจิรพัฒน์ลาหยุดพักผ่อนประจำปีรวม 8 วัน โดยโจทก์อนุญาต เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2543 นายจิรพัฒน์ลาออกโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2543 ถือได้ว่าโจทก์ในฐานะนายจ้างและนายจิรพัฒน์ในฐานะลูกจ้างได้ตกลงกันให้นายจิรพัฒน์หยุดพักผ่อนประจำปี 2543 รวม 8 วัน จึงเป็นการหยุดพักผ่อนประจำปีที่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการใช้สิทธิของลูกจ้างโดยสุจริต โจทก์ไม่มีสิทธิหักค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2543 ที่นายจิรพัฒน์ได้ลาหยุดไปแล้วก่อนลาออกคำสั่งของจำเลยชอบแล้ว พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์อุทธรณ์ข้อแรกว่านายจิรพัฒน์ ยื่นใบลาหยุดพักผ่อนประจำปีเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์2543 เพื่อลาหยุดตั้งแต่วันที่ 26 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2543 ต่อมาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2543 นายจิรพัฒน์ลาออกจากการเป็นลูกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2543 อันเป็นการปิดบังข้อเท็จจริงที่รู้อยู่แล้วในขณะยื่นใบลาหยุดพักผ่อนประจำปีว่าประสงค์จะลาออก ถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีโดยไม่สุจริตนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า นายจิรพัฒน์ใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีก่อนยื่นใบลาออกขณะยื่นใบลาหยุดพักผ่อนประจำปีนายจิรพัฒน์อาจจะยังไม่คิดลาออกก็ได้ การใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีของนายจิรพัฒน์จึงเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต อุทธรณ์ข้อนี้จึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางอันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่โจทก์อุทธรณ์ข้อสุดท้ายว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 67 บัญญัติให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วนของวันหยุดพักผ่อนประจำปีเท่านั้น มิได้กำหนดว่าเป็นค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ได้ใช้สิทธิหยุดแล้วหรือยังไม่ได้ใช้สิทธิหยุด โจทก์จึงนำวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่นายจิรพัฒน์หยุดไปแล้วก่อนลาออกจำนวน8 วัน มารวมคำนวณเพื่อจ่ายค่าจ้างตามส่วนของวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างได้นั้น เห็นว่า มาตรา 67 บัญญัติว่า ในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างโดยลูกจ้างมิได้มีความผิดตามมาตรา 119 ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วนของวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิและรวมทั้งวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสมตามมาตรา 30 บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามส่วนเฉพาะกรณีที่ลูกจ้างมิได้มีความผิด ตามมาตรา 119 การที่กฎหมายกำหนดให้นำความผิดตามบทบัญญัติในมาตรา 119 มาประกอบการพิจารณาการได้ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีของลูกจ้าง เพราะความผิดดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่จะชี้ว่า นายจ้างเลิกจ้างด้วยเจตนากลั่นแกล้งไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปจนครบ 1 ปีหรือไม่ ถ้าลูกจ้างไม่มีความผิดตามมาตรา 119 แต่ถูกเลิกจ้าง ถือว่าเป็นการเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุอันสมควรและเป็นการกลั่นแกล้งลูกจ้าง ทำให้ลูกจ้างไม่อาจทำงานต่อไปได้และต้องเสียสิทธิที่จะได้หยุดพักผ่อนประจำปีตามมาตรา 30 ดังนั้น ในปีที่เลิกจ้างแม้ลูกจ้างจะทำงานยังไม่ครบ 1 ปี นายจ้างจะต้องชดใช้สิทธิที่ลูกจ้างต้องเสียไปจากการกระทำโดยไม่ชอบของนายจ้างด้วยการจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วนของวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิ การจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วนดังกล่าวจะพึงมีได้เฉพาะกรณีที่ลูกจ้างถูกเลิกจ้างและลูกจ้างไม่มีความผิดตามมาตรา 119 เท่านั้น หาได้นำมาใช้บังคับแก่กรณีลูกจ้างลาออกจากงานโดยความสมัครใจด้วยไม่ เพราะการลาออกโดยความสมัครใจของลูกจ้างย่อมไม่เป็นการกลั่นแกล้งของนายจ้าง นายจ้างจึงไม่ต้องชดใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีที่ลูกจ้างต้องเสียไปจากการลาออกโดยการจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่ลาออกตามส่วนตามมาตรา 67 ลูกจ้างที่ลาออกจะมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างรวมทั้งในปีก่อนและจะได้ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีหรือไม่เพียงใด ต้องเป็นไปตามมาตรา 30 และมาตรา 56 ซึ่งมาตรา 30 บัญญัติให้ลูกจ้างที่ทำงานติดต่อกันมาครบ 1 ปี มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ปีหนึ่งไม่น้อยกว่า 6 วัน ทำงาน โดยให้นายจ้างเป็นผู้กำหนดวันหยุดให้ล่วงหน้าหรือกำหนดให้ตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกัน โดยจะกำหนดหรือตกลงกันวันใดในต้นปี กลางปี หรือปลายปี และเป็นช่วง ช่วงละกี่วัน หรือเพียงช่วงเดียวครบจำนวนที่มีสิทธิหยุดก็ได้ทั้งสิ้น และในปีต่อมานายจ้างจะกำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่ลูกจ้างมากกว่า 6 วันทำงานก็ได้ ในปีที่นายจิรพัฒน์ลาออกโจทก์ในฐานะนายจ้างกำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่ลูกจ้าง 13 วัน และก่อนลาออกโจทก์อนุญาตให้นายจิรพัฒน์ลาหยุดพักผ่อนประจำปี 8 วัน การหยุดพักผ่อนประจำปีดังกล่าวเป็นการหยุดตามที่โจทก์และนายจิรพัฒน์ตกลงกันโดยสุจริต จึงเป็นวันหยุดพักผ่อนประจำปีโดยชอบของลูกจ้างแต่ถ้าขณะลาออกนายจิรพัฒน์ยังไม่ได้หยุดพักผ่อนประจำปี หรือหยุดแล้วแต่ยังไม่ครบ 13 วัน ซึ่งเป็นกรณีนายจ้างกำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีทั้ง 13 วัน หรือบางส่วนไว้ล่วงหน้าและเป็นวันหลังจากวันที่นายจิรพัฒน์ลาออก นายจิรพัฒน์ก็จะไม่ได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและไม่มีสิทธิให้นายจ้างนำวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังไม่ได้หยุดมาเฉลี่ยเพื่อจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่ลาออกได้ เมื่อนายจิรพัฒน์หยุดพักผ่อนประจำปีตามสิทธิและตามวันที่ได้ตกลงกับโจทก์ไปแล้วก่อนลาออก โจทก์ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเต็มจำนวน 8 วันให้แก่นายจิรพัฒน์คำสั่งของจำเลยชอบแล้ว ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์โจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (มงคล คุปต์กาญจนากุล-สกนธ์ กฤติยาวงศ์-พูนศักดิ์ จงกลนี) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8324/2544 ศาลฎีกาวินิจฉัยเรื่องการจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่ลูกจ้างเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 67 ซึ่งศาลฎีกาได้วางหลักเกณฑ์ในตอนแรกว่า 1. นายจ้างได้เลิกจ้างลูกจ้างด้วยเจตนากลั่นแกล้งไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปจนครบ 1 ปี 2. ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างมิได้กระทำผิดตามมาตรา 119 3. นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามส่วนในปีที่ถูกเลิกจ้างให้แก่ลูกจ้าง 4. ส่วนลูกจ้างที่ลาออกโดยสมัครใจ โดยนายจ้างมิได้มีเจตนากลั่นแกล้งลูกจ้างนั้น นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามส่วนให้แก่ลูกจ้าง ศาลฎีกาได้วางหลักเกณฑ์ในตอนที่สองว่า 1. การกำหนดให้หยุดพักผ่อนประจำปีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 30 นั้นสามารถกำหนดได้ 2 วิธี คือนายจ้างเป็นผู้กำหนดให้ลูกจ้างหยุดพักผ่อนประจำปีและนายจ้างกับลูกจ้างตกลงกันกำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2. ปีที่ลูกจ้างออก ลูกจ้างจะได้ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีหรือไม่ต้องพิเคราะห์ว่าใครเป็นผู้กำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2.1 กรณีที่ลูกจ้างขอหยุดแล้วนายจ้างอนุมัติ อันถือว่านายจ้างกับลูกจ้างตกลงกันกำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีโดยสุจริต เป็นการหยุดพักผ่อนประจำปีที่ชอบด้วยกฎหมาย นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามที่ลูกจ้างได้หยุดไปแล้วโดยชอบด้วย เท่ากับลูกจ้างมีสิทธิได้ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่ลูกจ้างลาออกด้วย 2.2 กรณีที่ลูกจ้างลาออกโดยที่นายจ้างมิได้กำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปี ลูกจ้างจะไม่ได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่ลาออก และลูกจ้างจะขอให้นายจ้างเฉลี่ยจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่ลาออกไม่ได้ ผู้เขียนหมายเหตุเห็นด้วยกับหลักเกณฑ์ที่ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ในตอนแรกแต่มีข้อสังเกตในคำวินิจฉัยของศาลฎีกาในตอนสองดังนี้ 1. การที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าในปีที่ลูกจ้างลาออกและลูกจ้างได้หยุดพักผ่อนประจำปีไปโดยชอบแล้ว นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ลูกจ้างหยุดไปแล้วให้แก่ลูกจ้างนั้น น่าจะไม่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 67 ซึ่งศาลฎีกาก็ได้วางหลักไว้ตอนแรกแล้วว่าลูกจ้างจะได้ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี เมื่อลูกจ้างถูกนายจ้างเลิกจ้าง โดยลูกจ้างไม่ได้กระทำผิดตามมาตรา 119 เมื่อลูกจ้างลาออกโดยมิได้ถูกเลิกจ้างจึงน่าจะไม่ได้ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2. ข้อเท็จจริงในคดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างมีสิทธิลาหยุดพักผ่อนประจำปีทั้งปีรวม 13 วัน แต่โจทก์ได้ใช้สิทธิลาหยุดพักผ่อนประจำปีตั้งแต่ต้นปีถึงเดือนกุมภาพันธ์ไป 8 วัน หากจะแปลว่าโจทก์มีสิทธิได้ค่าจ้างตามส่วนก็เป็นการใช้สิทธิเกินส่วนนายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างตามส่วน และเรียกค่าจ้างที่โจทก์ใช้สิทธิเกินส่วนคืนฐานลาภมิควรได้ 3. เมื่อศาลฎีกาวางหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 67 เพิ่มเติมว่า แม้ลูกจ้างไม่ได้ถูกเลิกจ้าง แต่ลูกจ้างลาออกและลูกจ้างได้ใช้สิทธิลาหยุดพักผ่อนประจำปีมาแล้วโดยสุจริตซึ่งเป็นการหยุดพักผ่อนประจำปีโดยชอบก็มีสิทธิได้ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีด้วยแล้ว จะเป็นช่องโหว่ให้ลูกจ้างที่ไม่สุจริตถือโอกาสลาหยุดพักผ่อนประจำปีจนเต็มสิทธิแล้วจึงยื่นใบลาออก เพราะการจะพิสูจน์ว่าลูกจ้างใช้สิทธิไม่สุจริตก็พิสูจน์ยาก หรือแม้จะพิสูจน์ได้ว่าลูกจ้างใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีโดยมีเจตนาลาออกล่วงหน้าแล้วจะหาว่าลูกจ้างใช้สิทธิไม่สุจริตก็ไม่ถนัด เพราะลูกจ้างมีสิทธิใช้ได้ตามกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเท็จจริงในคดีนี้ โจทก์ยื่นขอลาหยุดพักผ่อนประจำปีเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2543 ขอหยุดพักผ่อนประจำปีตั้งแต่วันที่ 26 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2543 และต่อมาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2543 โจทก์ได้ยื่นใบลาออกจากงานหลังจากที่ยื่นขอหยุดพักผ่อนประจำปีเพียง 2 วัน ศาลแรงงานกลางยังฟังข้อเท็จจริงว่า ขณะยื่นใบลาหยุดพักผ่อนประจำปีโจทก์อาจไม่คิดลาออกก็ได้ การใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีของโจทก์จึงเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
43399
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082060164"
    }
}
date
2544
deka_no
8324/2544
deka_running_no
8324
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "มงคล คุปต์กาญจนากุล",
    "สกนธ์ กฤติยาวงศ์",
    "พูนศักดิ์ จงกลนี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "sections": [
            "ม. 30",
            "ม. 56",
            "ม. 67",
            "ม. 119"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัท อีทีเอ (ประเทศไทย) จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง จำลอง ศรแก้ว"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่ 62/2543ลงวันที่ 28 เมษายน 2543

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า นายจิรพัฒน์ ลุกยี เป็นลูกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2530 ถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2543 ได้รับค่าจ้างเดือนละ 31,240 บาท และมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีในปี 2543 ได้13 วัน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2543 นายจิรพัฒน์ลาหยุดพักผ่อนประจำปีรวม 8 วัน โดยโจทก์อนุญาต เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2543 นายจิรพัฒน์ลาออกโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2543 ถือได้ว่าโจทก์ในฐานะนายจ้างและนายจิรพัฒน์ในฐานะลูกจ้างได้ตกลงกันให้นายจิรพัฒน์หยุดพักผ่อนประจำปี 2543 รวม 8 วัน จึงเป็นการหยุดพักผ่อนประจำปีที่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการใช้สิทธิของลูกจ้างโดยสุจริต โจทก์ไม่มีสิทธิหักค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2543 ที่นายจิรพัฒน์ได้ลาหยุดไปแล้วก่อนลาออกคำสั่งของจำเลยชอบแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์อุทธรณ์ข้อแรกว่านายจิรพัฒน์ ยื่นใบลาหยุดพักผ่อนประจำปีเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์2543 เพื่อลาหยุดตั้งแต่วันที่ 26 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2543 ต่อมาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2543 นายจิรพัฒน์ลาออกจากการเป็นลูกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2543 อันเป็นการปิดบังข้อเท็จจริงที่รู้อยู่แล้วในขณะยื่นใบลาหยุดพักผ่อนประจำปีว่าประสงค์จะลาออก ถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีโดยไม่สุจริตนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า นายจิรพัฒน์ใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีก่อนยื่นใบลาออกขณะยื่นใบลาหยุดพักผ่อนประจำปีนายจิรพัฒน์อาจจะยังไม่คิดลาออกก็ได้ การใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีของนายจิรพัฒน์จึงเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต อุทธรณ์ข้อนี้จึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางอันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่โจทก์อุทธรณ์ข้อสุดท้ายว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 67 บัญญัติให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วนของวันหยุดพักผ่อนประจำปีเท่านั้น มิได้กำหนดว่าเป็นค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ได้ใช้สิทธิหยุดแล้วหรือยังไม่ได้ใช้สิทธิหยุด โจทก์จึงนำวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่นายจิรพัฒน์หยุดไปแล้วก่อนลาออกจำนวน8 วัน มารวมคำนวณเพื่อจ่ายค่าจ้างตามส่วนของวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างได้นั้น เห็นว่า มาตรา 67 บัญญัติว่า ในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างโดยลูกจ้างมิได้มีความผิดตามมาตรา 119 ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วนของวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิและรวมทั้งวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสมตามมาตรา 30 บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามส่วนเฉพาะกรณีที่ลูกจ้างมิได้มีความผิด ตามมาตรา 119 การที่กฎหมายกำหนดให้นำความผิดตามบทบัญญัติในมาตรา 119 มาประกอบการพิจารณาการได้ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีของลูกจ้าง เพราะความผิดดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่จะชี้ว่า นายจ้างเลิกจ้างด้วยเจตนากลั่นแกล้งไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปจนครบ 1 ปีหรือไม่ ถ้าลูกจ้างไม่มีความผิดตามมาตรา 119 แต่ถูกเลิกจ้าง ถือว่าเป็นการเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุอันสมควรและเป็นการกลั่นแกล้งลูกจ้าง ทำให้ลูกจ้างไม่อาจทำงานต่อไปได้และต้องเสียสิทธิที่จะได้หยุดพักผ่อนประจำปีตามมาตรา 30 ดังนั้น ในปีที่เลิกจ้างแม้ลูกจ้างจะทำงานยังไม่ครบ 1 ปี นายจ้างจะต้องชดใช้สิทธิที่ลูกจ้างต้องเสียไปจากการกระทำโดยไม่ชอบของนายจ้างด้วยการจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วนของวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิ การจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วนดังกล่าวจะพึงมีได้เฉพาะกรณีที่ลูกจ้างถูกเลิกจ้างและลูกจ้างไม่มีความผิดตามมาตรา 119 เท่านั้น หาได้นำมาใช้บังคับแก่กรณีลูกจ้างลาออกจากงานโดยความสมัครใจด้วยไม่ เพราะการลาออกโดยความสมัครใจของลูกจ้างย่อมไม่เป็นการกลั่นแกล้งของนายจ้าง นายจ้างจึงไม่ต้องชดใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีที่ลูกจ้างต้องเสียไปจากการลาออกโดยการจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่ลาออกตามส่วนตามมาตรา 67 ลูกจ้างที่ลาออกจะมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างรวมทั้งในปีก่อนและจะได้ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีหรือไม่เพียงใด ต้องเป็นไปตามมาตรา 30 และมาตรา 56 ซึ่งมาตรา 30 บัญญัติให้ลูกจ้างที่ทำงานติดต่อกันมาครบ 1 ปี มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ปีหนึ่งไม่น้อยกว่า 6 วัน ทำงาน โดยให้นายจ้างเป็นผู้กำหนดวันหยุดให้ล่วงหน้าหรือกำหนดให้ตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกัน โดยจะกำหนดหรือตกลงกันวันใดในต้นปี กลางปี หรือปลายปี และเป็นช่วง ช่วงละกี่วัน หรือเพียงช่วงเดียวครบจำนวนที่มีสิทธิหยุดก็ได้ทั้งสิ้น และในปีต่อมานายจ้างจะกำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่ลูกจ้างมากกว่า 6 วันทำงานก็ได้ ในปีที่นายจิรพัฒน์ลาออกโจทก์ในฐานะนายจ้างกำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่ลูกจ้าง 13 วัน และก่อนลาออกโจทก์อนุญาตให้นายจิรพัฒน์ลาหยุดพักผ่อนประจำปี 8 วัน การหยุดพักผ่อนประจำปีดังกล่าวเป็นการหยุดตามที่โจทก์และนายจิรพัฒน์ตกลงกันโดยสุจริต จึงเป็นวันหยุดพักผ่อนประจำปีโดยชอบของลูกจ้างแต่ถ้าขณะลาออกนายจิรพัฒน์ยังไม่ได้หยุดพักผ่อนประจำปี หรือหยุดแล้วแต่ยังไม่ครบ 13 วัน ซึ่งเป็นกรณีนายจ้างกำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีทั้ง 13 วัน หรือบางส่วนไว้ล่วงหน้าและเป็นวันหลังจากวันที่นายจิรพัฒน์ลาออก นายจิรพัฒน์ก็จะไม่ได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและไม่มีสิทธิให้นายจ้างนำวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังไม่ได้หยุดมาเฉลี่ยเพื่อจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่ลาออกได้ เมื่อนายจิรพัฒน์หยุดพักผ่อนประจำปีตามสิทธิและตามวันที่ได้ตกลงกับโจทก์ไปแล้วก่อนลาออก โจทก์ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเต็มจำนวน 8 วันให้แก่นายจิรพัฒน์คำสั่งของจำเลยชอบแล้ว ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์โจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8324/2544 ศาลฎีกาวินิจฉัยเรื่องการจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่ลูกจ้างเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 67 ซึ่งศาลฎีกาได้วางหลักเกณฑ์ในตอนแรกว่า 1. นายจ้างได้เลิกจ้างลูกจ้างด้วยเจตนากลั่นแกล้งไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปจนครบ 1 ปี 2. ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างมิได้กระทำผิดตามมาตรา 119 3. นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามส่วนในปีที่ถูกเลิกจ้างให้แก่ลูกจ้าง 4. ส่วนลูกจ้างที่ลาออกโดยสมัครใจ โดยนายจ้างมิได้มีเจตนากลั่นแกล้งลูกจ้างนั้น นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามส่วนให้แก่ลูกจ้าง ศาลฎีกาได้วางหลักเกณฑ์ในตอนที่สองว่า 1. การกำหนดให้หยุดพักผ่อนประจำปีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 30 นั้นสามารถกำหนดได้ 2 วิธี คือนายจ้างเป็นผู้กำหนดให้ลูกจ้างหยุดพักผ่อนประจำปีและนายจ้างกับลูกจ้างตกลงกันกำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2. ปีที่ลูกจ้างออก ลูกจ้างจะได้ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีหรือไม่ต้องพิเคราะห์ว่าใครเป็นผู้กำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2.1 กรณีที่ลูกจ้างขอหยุดแล้วนายจ้างอนุมัติ อันถือว่านายจ้างกับลูกจ้างตกลงกันกำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีโดยสุจริต เป็นการหยุดพักผ่อนประจำปีที่ชอบด้วยกฎหมาย นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามที่ลูกจ้างได้หยุดไปแล้วโดยชอบด้วย เท่ากับลูกจ้างมีสิทธิได้ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่ลูกจ้างลาออกด้วย 2.2 กรณีที่ลูกจ้างลาออกโดยที่นายจ้างมิได้กำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปี ลูกจ้างจะไม่ได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่ลาออก และลูกจ้างจะขอให้นายจ้างเฉลี่ยจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่ลาออกไม่ได้ ผู้เขียนหมายเหตุเห็นด้วยกับหลักเกณฑ์ที่ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ในตอนแรกแต่มีข้อสังเกตในคำวินิจฉัยของศาลฎีกาในตอนสองดังนี้ 1. การที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าในปีที่ลูกจ้างลาออกและลูกจ้างได้หยุดพักผ่อนประจำปีไปโดยชอบแล้ว นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ลูกจ้างหยุดไปแล้วให้แก่ลูกจ้างนั้น น่าจะไม่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 67 ซึ่งศาลฎีกาก็ได้วางหลักไว้ตอนแรกแล้วว่าลูกจ้างจะได้ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี เมื่อลูกจ้างถูกนายจ้างเลิกจ้าง โดยลูกจ้างไม่ได้กระทำผิดตามมาตรา 119 เมื่อลูกจ้างลาออกโดยมิได้ถูกเลิกจ้างจึงน่าจะไม่ได้ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2. ข้อเท็จจริงในคดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างมีสิทธิลาหยุดพักผ่อนประจำปีทั้งปีรวม 13 วัน แต่โจทก์ได้ใช้สิทธิลาหยุดพักผ่อนประจำปีตั้งแต่ต้นปีถึงเดือนกุมภาพันธ์ไป 8 วัน หากจะแปลว่าโจทก์มีสิทธิได้ค่าจ้างตามส่วนก็เป็นการใช้สิทธิเกินส่วนนายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างตามส่วน และเรียกค่าจ้างที่โจทก์ใช้สิทธิเกินส่วนคืนฐานลาภมิควรได้ 3. เมื่อศาลฎีกาวางหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 67 เพิ่มเติมว่า แม้ลูกจ้างไม่ได้ถูกเลิกจ้าง แต่ลูกจ้างลาออกและลูกจ้างได้ใช้สิทธิลาหยุดพักผ่อนประจำปีมาแล้วโดยสุจริตซึ่งเป็นการหยุดพักผ่อนประจำปีโดยชอบก็มีสิทธิได้ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีด้วยแล้ว จะเป็นช่องโหว่ให้ลูกจ้างที่ไม่สุจริตถือโอกาสลาหยุดพักผ่อนประจำปีจนเต็มสิทธิแล้วจึงยื่นใบลาออก เพราะการจะพิสูจน์ว่าลูกจ้างใช้สิทธิไม่สุจริตก็พิสูจน์ยาก หรือแม้จะพิสูจน์ได้ว่าลูกจ้างใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีโดยมีเจตนาลาออกล่วงหน้าแล้วจะหาว่าลูกจ้างใช้สิทธิไม่สุจริตก็ไม่ถนัด เพราะลูกจ้างมีสิทธิใช้ได้ตามกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเท็จจริงในคดีนี้ โจทก์ยื่นขอลาหยุดพักผ่อนประจำปีเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2543 ขอหยุดพักผ่อนประจำปีตั้งแต่วันที่ 26 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2543 และต่อมาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2543 โจทก์ได้ยื่นใบลาออกจากงานหลังจากที่ยื่นขอหยุดพักผ่อนประจำปีเพียง 2 วัน ศาลแรงงานกลางยังฟังข้อเท็จจริงว่า ขณะยื่นใบลาหยุดพักผ่อนประจำปีโจทก์อาจไม่คิดลาออกก็ได้ การใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีของโจทก์จึงเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001074.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544