คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8567/2544 ฉบับเต็ม

#43406
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8567/2544 พนักงานอัยการจังหวัดสุโขทัย โจทก์ นาย จักรกฤษณ์ ยังดี กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 58 ป.วิ.อ. มาตรา 192, มาตรา 212 พ.ร.บ.วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522 มาตรา 13 เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะและพินิจซึ่งศาลชั้นต้นได้อ่านให้จำเลยฟังตามพระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2522มาตรา 13 แล้ว จำเลยไม่คัดค้าน เป็นการยอมรับข้อเท็จจริงตามรายงานนั้นว่าศาลจังหวัดพิษณุโลกมีคำพิพากษาให้จำคุก6 เดือน โทษจำคุกรอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ระหว่างรอการลงโทษจำคุกจำเลยได้มากระทำความผิดคดีนี้อีก ศาลที่พิพากษาในคดีหลังต้องนำโทษจำคุกที่รอไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษในคดีหลัง แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องและขอให้บวกโทษศาลอุทธรณ์จึงต้องนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้มาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 วรรคแรกไม่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย และมิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 334, 357 และให้จำเลยทั้งสองคืนดิสเบรกหน้าหรือใช้ราคา 3,700 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ให้จำคุก 4 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ให้จำคุก 2 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด2 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนดิสเบรกหน้าหรือใช้ราคา 3,700 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 1มีกำหนด 3 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 เดือน บวกโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1739/2540ของศาลจังหวัดพิษณุโลก เข้ากับโทษในคดีนี้เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 เดือน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาดิสเบรกหน้าเป็นเงิน1,700 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 บวกโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1739/2540 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 212 นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 วรรคแรกบัญญัติว่า "เมื่อความปรากฏแก่ศาลเอง หรือความปรากฏตามคำแถลงของโจทก์หรือเจ้าพนักงานว่าภายในเวลาที่ศาลกำหนดตามมาตรา 56 ผู้ที่ถูกศาลพิพากษาได้กระทำความผิดอันมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ และศาลพิพากษาให้ลงโทษจำคุกสำหรับความผิดนั้นให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังกำหนดโทษที่รอการกำหนดไว้ในคดีก่อนบวกเข้ากับโทษในคดีหลัง หรือบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลัง แล้วแต่กรณีเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะและพินิจซึ่งศาลชั้นต้นได้อ่านให้จำเลยฟังตามพระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2522 มาตรา 13 แล้ว จำเลยที่ 2ไม่คัดค้านเป็นการยอมรับข้อเท็จจริงตามรายงานนั้นว่า ศาลจังหวัดพิษณุโลกมีคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1739/2540 เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2540 ให้ลงโทษจำคุกจำเลย มีกำหนด 6 เดือนปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี กำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติจำเลยโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้งมีกำหนด 1 ปี ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ให้แล้วเสร็จใน 1 ปี ปรากฏว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของศาล ศาลชั้นต้นจึงออกหมายจับข้อเท็จจริงจึงปรากฏต่อศาลชั้นต้นว่าระหว่างเวลาที่ศาลจังหวัดพิษณุโลกรอการลงโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1739/2540จำเลยที่ 2 ได้มากระทำความผิดคดีนี้อีก ศาลที่พิพากษาในคดีหลังต้องนำโทษจำคุกที่รอไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องและขอให้บวกโทษในคดีดังกล่าวเข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ก็ตาม ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ก็ต้องนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1739/2540 ของศาลจังหวัดพิษณุโลกมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ตามมาตรา 58 วรรคแรกและกรณีนี้ไม่ใช่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยเพราะกฎหมายบัญญัติให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังด้วย และกรณีมิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (วิเทพ ศิริพากย์-มงคล ทับเที่ยง-กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
43406
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082059834"
    }
}
date
2544
deka_no
8567/2544
deka_running_no
8567
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "วิเทพ ศิริพากย์",
    "มงคล ทับเที่ยง",
    "กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 58"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 192",
            "ม. 212"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 13"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสุโขทัย"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย จักรกฤษณ์ ยังดี กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 334, 357 และให้จำเลยทั้งสองคืนดิสเบรกหน้าหรือใช้ราคา 3,700 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ให้จำคุก 4 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ให้จำคุก 2 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด2 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนดิสเบรกหน้าหรือใช้ราคา 3,700 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 1มีกำหนด 3 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 เดือน บวกโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1739/2540ของศาลจังหวัดพิษณุโลก เข้ากับโทษในคดีนี้เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 เดือน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาดิสเบรกหน้าเป็นเงิน1,700 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 บวกโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1739/2540 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 212 นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 วรรคแรกบัญญัติว่า "เมื่อความปรากฏแก่ศาลเอง หรือความปรากฏตามคำแถลงของโจทก์หรือเจ้าพนักงานว่าภายในเวลาที่ศาลกำหนดตามมาตรา 56 ผู้ที่ถูกศาลพิพากษาได้กระทำความผิดอันมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ และศาลพิพากษาให้ลงโทษจำคุกสำหรับความผิดนั้นให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังกำหนดโทษที่รอการกำหนดไว้ในคดีก่อนบวกเข้ากับโทษในคดีหลัง หรือบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลัง แล้วแต่กรณีเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะและพินิจซึ่งศาลชั้นต้นได้อ่านให้จำเลยฟังตามพระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2522 มาตรา 13 แล้ว จำเลยที่ 2ไม่คัดค้านเป็นการยอมรับข้อเท็จจริงตามรายงานนั้นว่า ศาลจังหวัดพิษณุโลกมีคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1739/2540 เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2540 ให้ลงโทษจำคุกจำเลย มีกำหนด 6 เดือนปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี กำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติจำเลยโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้งมีกำหนด 1 ปี ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ให้แล้วเสร็จใน 1 ปี ปรากฏว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของศาล ศาลชั้นต้นจึงออกหมายจับข้อเท็จจริงจึงปรากฏต่อศาลชั้นต้นว่าระหว่างเวลาที่ศาลจังหวัดพิษณุโลกรอการลงโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1739/2540จำเลยที่ 2 ได้มากระทำความผิดคดีนี้อีก ศาลที่พิพากษาในคดีหลังต้องนำโทษจำคุกที่รอไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องและขอให้บวกโทษในคดีดังกล่าวเข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ก็ตาม ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ก็ต้องนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1739/2540 ของศาลจังหวัดพิษณุโลกมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ตามมาตรา 58 วรรคแรกและกรณีนี้ไม่ใช่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยเพราะกฎหมายบัญญัติให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังด้วย และกรณีมิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001071.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544