คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9747/2544 ฉบับเต็ม

#43438
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9747/2544 บริษัท รัตนโกสินทร์ประกันภัย จำกัด โจทก์ นาย เอนก มิตรภานนท์ จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 861 พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 15, มาตรา 31 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535คงมีเพียงมาตรา 15 ห้ามมิให้ผู้รับประกันภัยกำหนดเงื่อนไขความรับผิดในส่วนที่เกี่ยวกับการชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นแตกต่างไปจากบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวเท่านั้น ไม่มีบทบัญญัติอื่นใดห้ามการตกลงกำหนดเงื่อนไขความรับผิดระหว่างโจทก์ผู้รับประกันภัยและจำเลยผู้เอาประกันภัยในกรณีอื่น ๆ ไว้อีก ตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 16 ที่ระบุว่า โจทก์จะไม่ยกเอาข้อยกเว้นความรับผิดตามเงื่อนไขแห่งกรมธรรม์เป็นข้อต่อสู้ผู้ประสบภัยเพื่อปฏิเสธความรับผิดตามกรมธรรม์นั้น ไม่เป็นการแตกต่างขัดกับพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 15 จึงไม่ขัดต่อเจตนารมณ์หรือความมุ่งหมายของพระราชบัญญัติดังกล่าวเมื่อจำเลยเป็นฝ่ายผิดเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยข้อ 15.10 โดยยินยอมให้ส. ซึ่งไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์เป็นผู้ขับรถในขณะเกิดเหตุ และตามคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยรับผิดในฐานผิดสัญญาประกันภัยมิใช่เป็นการใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 31จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงตามมาตรา 31 อีก โจทก์ซึ่งได้ชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นจำนวน 40,000 บาทให้แก่ บ. ไปตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัย จึงมีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยให้ใช้เงินจำนวนดังกล่าวคืนแก่โจทก์ได้ตามกรมธรรม์ประกันภัยข้อ 16 ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80-3880 สกลนคร ไว้กับโจทก์ เริ่มต้นวันที่ 4 กันยายน 2538ถึงวันที่ 4 กันยายน 2539 เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2539 เวลา 17.30นาฬิกา นายสมบัติ ไม่ทราบนามสกุล ลูกจ้างจำเลยขับรถยนต์บรรทุกดังกล่าวมาตามถนนสกลนคร - นาแกมุ่งหน้าเข้าสู่อำเภอนาแก แล้วได้ขับรถแซงรถคันหน้าล้ำเข้าไปในทางเดินรถสวนด้วยความประมาท ทำให้เกิดการเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่า สีแดง ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนที่แล่นสวนทาง ซึ่งมีนายเชิญ อินตัน ผู้ตายเป็นผู้ขับ เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย หลังเกิดเหตุโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ของจำเลยตรวจสอบพบว่าขณะเกิดเหตุนายสมบัติผู้ขับรถยนต์บรรทุกของจำเลยไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้ขับรถยนต์ ซึ่งตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถข้อ 15.10 โจทก์ไม่ต้องรับผิด แต่ตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถข้อ 16 โจทก์จะไม่ยกเอาความไม่สมบูรณ์แห่งกรมธรรม์ประกันภัยขึ้นเป็นข้อต่อสู้ผู้ประสบภัยเพื่อปฏิเสธความรับผิดตามกรมธรรม์ โจทก์จึงได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นางบุญโฮม อินตัน มารดาของผู้ตายเป็นเงิน 40,000 บาท แต่เนื่องจากโจทก์ไม่ต้องรับผิดตามกฎหมายหรือตามกรมธรรม์ต่อผู้เอาประกันภัย ในกรณีดังกล่าวจำเลยเป็นผู้เอาประกันภัยจึงต้องรับผิดชดใช้จำนวนเงินที่โจทก์ได้จ่ายไปนั้นคืนให้โจทก์ทันที ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 43,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 40,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถพ.ศ. 2535 เมื่อโจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัยแล้วโจทก์จะไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของรถซึ่งมิได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่ได้ แต่โจทก์จะต้องไปไล่เบี้ยแก่นายสมบัติผู้ขับรถยนต์บรรทุกดังกล่าว ข้อยกเว้นความรับผิดของโจทก์ขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 เป็นโมฆะ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน จำนวน 43,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ยให้คิดจากต้นเงิน 40,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80-3880 สกลนคร จากจำเลยผู้เอาประกันภัย เริ่มต้นวันที่ 4 กันยายน 2538 ถึงวันที่ 4 กันยายน 2539ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.4 มีข้อตกลงในข้อ 15 ว่า ข้อยกเว้นการประกันภัยนี้ไม่คุ้มครองความรับผิดอันเกิดจาก 15.10 การขับขี่โดยบุคคลที่ไม่เคยได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์ใด ๆ หรือเคยได้รับแต่ขาดต่ออายุเกินกว่า180 วัน หรือเคยได้รับแต่ถูกตัดสิทธิตามกฎหมายในการขับรถในเวลาเกิดอุบัติเหตุ และในข้อ 16 ว่า ข้อสัญญาพิเศษ ภายใต้จำนวนเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยที่ระบุไว้ในตาราง บริษัทจะไม่ยกเอาความไม่สมบูรณ์แห่งกรมธรรม์หรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้เอาประกันภัยหรือเงื่อนไขแห่งกรมธรรม์นี้ เว้นแต่ข้อ 15.1-15.6 เป็นข้อต่อสู้ผู้ประสบภัยเพื่อปฏิเสธความรับผิดตามกรมธรรม์นี้ เมื่อบริษัทได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไปแล้วแต่บริษัทไม่ต้องรับผิดตามกฎหมายหรือตามกรมธรรม์นี้ต่อผู้เอาประกันภัย เพราะกรณีดังกล่าวข้างต้นนี้ ผู้เอาประกันภัยต้องใช้จำนวนเงินที่บริษัทได้จ่ายไปนั้นคืนให้บริษัททันที ต่อมาวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2539นายสมบัติไม่ทราบนามสกุล ลูกจ้างของจำเลยซึ่งไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้ขับรถยนต์ได้ขับรถยนต์ดังกล่าวโดยประมาทชนกับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่า สีแดง ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนที่นายเชิญ อินตัน เป็นผู้ขับเป็นเหตุให้นายเชิญถึงแก่ความตาย ต่อมาวันที่ 1 กรกฎาคม 2539 โจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นจำนวน 40,000 บาท ให้แก่นางบุญโฮม อินตันมารดาของนายเชิญ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 คงมีเพียงมาตรา 15 ที่บัญญัติห้ามมิให้ผู้รับประกันภัยกำหนดเงื่อนไขความรับผิดในส่วนที่เกี่ยวกับการชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นแตกต่างไปจากบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวที่ว่า "กรมธรรม์ประกันภัย... ซึ่งมีข้อความระบุถึงความรับผิดของบริษัทแตกต่างไปจากที่กำหนดไว้ในบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ บริษัทจะยกเป็นข้อต่อสู้เพื่อปฏิเสธความรับผิดต่อผู้ประสบภัยในการชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นมิได้" เท่านั้น มิได้มีบทบัญญัติอื่นใดห้ามการตกลงกำหนดเงื่อนไขความรับผิดระหว่างโจทก์ผู้รับประกันภัยและจำเลยผู้เอาประกันภัยในกรณีอื่น ๆ ไว้แต่ประการใด ตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 16 ข้อสัญญาพิเศษก็ระบุว่า โจทก์จะไม่ยกเอาข้อยกเว้นความรับผิดตามเงื่อนไขแห่งกรมธรรม์เป็นข้อต่อสู้ผู้ประสบภัยเพื่อปฏิเสธความรับผิดตามกรมธรรม์อันไม่เป็นการแตกต่างขัดกันกับบทบัญญัติมาตรา 15 ดังกล่าว เงื่อนไขข้อยกเว้นความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 15.10 จึงไม่ขัดต่อเจตนารมณ์หรือความมุ่งหมายของพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถพ.ศ. 2535 ดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกา เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดเงื่อนไขตามกรมธรรม์ประกันภัยข้อ 15.10 ดังกล่าวโดยยินยอมให้นายสมบัติซึ่งไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์เป็นผู้ขับรถในขณะเกิดเหตุและตามคำฟ้องของโจทก์ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยรับผิดในฐานผิดสัญญาประกันภัย มิใช่เป็นการใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 31กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ดังที่จำเลยฎีกาอีกเช่นกัน โจทก์ซึ่งได้ชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นจำนวน 40,000 บาท ให้แก่นางบุญโฮมไปตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยจึงมีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยให้ใช้เงินจำนวนดังกล่าวคืนแก่โจทก์ได้ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 16" พิพากษายืน (สุภิญโญ ชยารักษ์-ไพศาล เจริญวุฒิ-ชวลิต ตุลยสิงห์) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
43438
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082058440"
    }
}
date
2544
deka_no
9747/2544
deka_running_no
9747
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "สุภิญโญ ชยารักษ์",
    "ไพศาล เจริญวุฒิ",
    "ชวลิต ตุลยสิงห์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 861"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535",
        "sections": [
            "ม. 15",
            "ม. 31"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัท รัตนโกสินทร์ประกันภัย จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย เอนก มิตรภานนท์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80-3880 สกลนคร ไว้กับโจทก์ เริ่มต้นวันที่ 4 กันยายน 2538ถึงวันที่ 4 กันยายน 2539 เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2539 เวลา 17.30นาฬิกา นายสมบัติ ไม่ทราบนามสกุล ลูกจ้างจำเลยขับรถยนต์บรรทุกดังกล่าวมาตามถนนสกลนคร - นาแกมุ่งหน้าเข้าสู่อำเภอนาแก แล้วได้ขับรถแซงรถคันหน้าล้ำเข้าไปในทางเดินรถสวนด้วยความประมาท ทำให้เกิดการเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่า สีแดง ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนที่แล่นสวนทาง ซึ่งมีนายเชิญ อินตัน ผู้ตายเป็นผู้ขับ เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย หลังเกิดเหตุโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ของจำเลยตรวจสอบพบว่าขณะเกิดเหตุนายสมบัติผู้ขับรถยนต์บรรทุกของจำเลยไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้ขับรถยนต์ ซึ่งตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถข้อ 15.10 โจทก์ไม่ต้องรับผิด แต่ตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถข้อ 16 โจทก์จะไม่ยกเอาความไม่สมบูรณ์แห่งกรมธรรม์ประกันภัยขึ้นเป็นข้อต่อสู้ผู้ประสบภัยเพื่อปฏิเสธความรับผิดตามกรมธรรม์ โจทก์จึงได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นางบุญโฮม อินตัน มารดาของผู้ตายเป็นเงิน 40,000 บาท แต่เนื่องจากโจทก์ไม่ต้องรับผิดตามกฎหมายหรือตามกรมธรรม์ต่อผู้เอาประกันภัย ในกรณีดังกล่าวจำเลยเป็นผู้เอาประกันภัยจึงต้องรับผิดชดใช้จำนวนเงินที่โจทก์ได้จ่ายไปนั้นคืนให้โจทก์ทันที ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 43,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 40,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถพ.ศ. 2535 เมื่อโจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัยแล้วโจทก์จะไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของรถซึ่งมิได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่ได้ แต่โจทก์จะต้องไปไล่เบี้ยแก่นายสมบัติผู้ขับรถยนต์บรรทุกดังกล่าว ข้อยกเว้นความรับผิดของโจทก์ขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 เป็นโมฆะ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน จำนวน 43,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ยให้คิดจากต้นเงิน 40,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80-3880 สกลนคร จากจำเลยผู้เอาประกันภัย เริ่มต้นวันที่ 4 กันยายน 2538 ถึงวันที่ 4 กันยายน 2539ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.4 มีข้อตกลงในข้อ 15 ว่า ข้อยกเว้นการประกันภัยนี้ไม่คุ้มครองความรับผิดอันเกิดจาก 15.10 การขับขี่โดยบุคคลที่ไม่เคยได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์ใด ๆ หรือเคยได้รับแต่ขาดต่ออายุเกินกว่า180 วัน หรือเคยได้รับแต่ถูกตัดสิทธิตามกฎหมายในการขับรถในเวลาเกิดอุบัติเหตุ และในข้อ 16 ว่า ข้อสัญญาพิเศษ ภายใต้จำนวนเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยที่ระบุไว้ในตาราง บริษัทจะไม่ยกเอาความไม่สมบูรณ์แห่งกรมธรรม์หรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้เอาประกันภัยหรือเงื่อนไขแห่งกรมธรรม์นี้ เว้นแต่ข้อ 15.1-15.6 เป็นข้อต่อสู้ผู้ประสบภัยเพื่อปฏิเสธความรับผิดตามกรมธรรม์นี้ เมื่อบริษัทได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไปแล้วแต่บริษัทไม่ต้องรับผิดตามกฎหมายหรือตามกรมธรรม์นี้ต่อผู้เอาประกันภัย เพราะกรณีดังกล่าวข้างต้นนี้ ผู้เอาประกันภัยต้องใช้จำนวนเงินที่บริษัทได้จ่ายไปนั้นคืนให้บริษัททันที ต่อมาวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2539นายสมบัติไม่ทราบนามสกุล ลูกจ้างของจำเลยซึ่งไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้ขับรถยนต์ได้ขับรถยนต์ดังกล่าวโดยประมาทชนกับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่า สีแดง ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนที่นายเชิญ อินตัน เป็นผู้ขับเป็นเหตุให้นายเชิญถึงแก่ความตาย ต่อมาวันที่ 1 กรกฎาคม 2539 โจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นจำนวน 40,000 บาท ให้แก่นางบุญโฮม อินตันมารดาของนายเชิญ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 คงมีเพียงมาตรา 15 ที่บัญญัติห้ามมิให้ผู้รับประกันภัยกำหนดเงื่อนไขความรับผิดในส่วนที่เกี่ยวกับการชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นแตกต่างไปจากบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวที่ว่า "กรมธรรม์ประกันภัย... ซึ่งมีข้อความระบุถึงความรับผิดของบริษัทแตกต่างไปจากที่กำหนดไว้ในบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ บริษัทจะยกเป็นข้อต่อสู้เพื่อปฏิเสธความรับผิดต่อผู้ประสบภัยในการชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นมิได้" เท่านั้น มิได้มีบทบัญญัติอื่นใดห้ามการตกลงกำหนดเงื่อนไขความรับผิดระหว่างโจทก์ผู้รับประกันภัยและจำเลยผู้เอาประกันภัยในกรณีอื่น ๆ ไว้แต่ประการใด ตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 16 ข้อสัญญาพิเศษก็ระบุว่า โจทก์จะไม่ยกเอาข้อยกเว้นความรับผิดตามเงื่อนไขแห่งกรมธรรม์เป็นข้อต่อสู้ผู้ประสบภัยเพื่อปฏิเสธความรับผิดตามกรมธรรม์อันไม่เป็นการแตกต่างขัดกันกับบทบัญญัติมาตรา 15 ดังกล่าว เงื่อนไขข้อยกเว้นความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 15.10 จึงไม่ขัดต่อเจตนารมณ์หรือความมุ่งหมายของพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถพ.ศ. 2535 ดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกา เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดเงื่อนไขตามกรมธรรม์ประกันภัยข้อ 15.10 ดังกล่าวโดยยินยอมให้นายสมบัติซึ่งไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์เป็นผู้ขับรถในขณะเกิดเหตุและตามคำฟ้องของโจทก์ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยรับผิดในฐานผิดสัญญาประกันภัย มิใช่เป็นการใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 31กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ดังที่จำเลยฎีกาอีกเช่นกัน โจทก์ซึ่งได้ชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นจำนวน 40,000 บาท ให้แก่นางบุญโฮมไปตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยจึงมีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยให้ใช้เงินจำนวนดังกล่าวคืนแก่โจทก์ได้ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 16"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001058.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544