คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1714/2545 ฉบับเต็ม

#43446
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1714/2545 นาง มะลิหรือแสงพิจิตร รอดแจ่ม โจทก์ นาย มานพ พิริยเลิศศักดิ์ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 156 ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องของโจทก์ที่ขอฟ้องคดีอย่างคนอนาถาเนื่องจากคดีของโจทก์ไม่มีมูลที่จะฟ้องร้อง โจทก์มิได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นภายใน 7 วัน นับแต่วันมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้าย กลับยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคำขอนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้ตนนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าคดีของตนมีมูลที่จะฟ้องร้องและเป็นคนยากจน ดังนั้นปัญหาที่ว่าคดีโจทก์มีมูลที่จะฟ้องร้องหรือไม่ ย่อมยุติแล้วตามคำสั่งศาลชั้นต้น ถึงหากศาลจะอนุญาตให้โจทก์นำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมและได้ความว่าโจทก์เป็นคนยากจน ก็ไม่เป็นประโยชน์แก่รูปคดีของโจทก์ จึงไม่มีเหตุที่จะพิจารณาคำขอของโจทก์นั้นใหม่ ___________________________ คดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยว่าผิดคำมั่นจะขายที่ดินและเรียกค่าเสียหาย โดยโจทก์ยื่นคำร้องขอฟ้องคดีอย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอฟ้องคดีอย่างคนอนาถาแล้วมีคำสั่งเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2542 ว่า คดีโจทก์ไม่มีมูล ให้ยกคำร้องหากโจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปให้โจทก์นำเงินค่าธรรมเนียมมาเสียภายในวันที่ 20 พฤษภาคม 2542 ต่อมาวันที่ 19 เมษายน 2542 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลมีคำสั่งเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2542ว่า คดีโจทก์ไม่มีมูลที่จะฟ้องร้อง ให้ยกคำร้อง โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์คำสั่งภายใน 7 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้าย ประเด็นข้อนี้ย่อมยุติ ไม่มีเหตุที่จะดำเนินคดีอย่างคนอนาถาจึงให้ยกคำร้องขอพิจารณาคำขอใหม่โดยไม่ต้องไต่สวนอนาถาอีก โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน หากโจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปให้โจทก์นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 15 วันนับแต่วันทราบคำพิพากษานี้ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาว่า โจทก์มีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลให้พิจารณาคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่ โดยให้โจทก์นำพยานหลักฐานมาสืบเพิ่มเติมว่าคดีโจทก์มีมูล และโจทก์เป็นคนยากจนหรือไม่ เห็นว่าศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องของโจทก์ที่ขอฟ้องคดีอย่างคนอนาถา เนื่องจากคดีของโจทก์ไม่มีมูลที่จะฟ้องร้อง โจทก์มิได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นภายใน 7 วัน นับแต่วันมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 156 วรรคท้ายกลับยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคำขอนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้ตนนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าคดีของตนมีมูลที่จะฟ้องร้องและเป็นคนยากจน ดังนั้น ปัญหาที่ว่าคดีโจทก์มีมูลที่จะฟ้องร้องหรือไม่ ย่อมยุติแล้วตามคำสั่งศาลชั้นต้น ถึงหากศาลจะอนุญาตให้โจทก์นำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมและได้ความว่าโจทก์เป็นคนยากจนก็ไม่เป็นประโยชน์แก่รูปคดีของโจทก์ จึงไม่มีเหตุที่จะพิจารณาคำขอของโจทก์นั้นใหม่ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้วฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (วิรัช ลิ้มวิชัย-ทองหล่อ โฉมงาม-จิระวรรณ ศิริบุตร) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
43446
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082055842"
    }
}
date
2545
deka_no
1714/2545
deka_running_no
1714
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "วิรัช ลิ้มวิชัย",
    "ทองหล่อ โฉมงาม",
    "จิระวรรณ ศิริบุตร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 156"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาง มะลิหรือแสงพิจิตร รอดแจ่ม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย มานพ พิริยเลิศศักดิ์ กับพวก"
    }
]
long_text
คดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยว่าผิดคำมั่นจะขายที่ดินและเรียกค่าเสียหาย โดยโจทก์ยื่นคำร้องขอฟ้องคดีอย่างคนอนาถา

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอฟ้องคดีอย่างคนอนาถาแล้วมีคำสั่งเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2542 ว่า คดีโจทก์ไม่มีมูล ให้ยกคำร้องหากโจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปให้โจทก์นำเงินค่าธรรมเนียมมาเสียภายในวันที่ 20 พฤษภาคม 2542

ต่อมาวันที่ 19 เมษายน 2542 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลมีคำสั่งเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2542ว่า คดีโจทก์ไม่มีมูลที่จะฟ้องร้อง ให้ยกคำร้อง โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์คำสั่งภายใน 7 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้าย ประเด็นข้อนี้ย่อมยุติ ไม่มีเหตุที่จะดำเนินคดีอย่างคนอนาถาจึงให้ยกคำร้องขอพิจารณาคำขอใหม่โดยไม่ต้องไต่สวนอนาถาอีก

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน หากโจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปให้โจทก์นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 15 วันนับแต่วันทราบคำพิพากษานี้

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาว่า โจทก์มีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลให้พิจารณาคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่ โดยให้โจทก์นำพยานหลักฐานมาสืบเพิ่มเติมว่าคดีโจทก์มีมูล และโจทก์เป็นคนยากจนหรือไม่ เห็นว่าศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องของโจทก์ที่ขอฟ้องคดีอย่างคนอนาถา เนื่องจากคดีของโจทก์ไม่มีมูลที่จะฟ้องร้อง โจทก์มิได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นภายใน 7 วัน นับแต่วันมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 156 วรรคท้ายกลับยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคำขอนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้ตนนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าคดีของตนมีมูลที่จะฟ้องร้องและเป็นคนยากจน ดังนั้น ปัญหาที่ว่าคดีโจทก์มีมูลที่จะฟ้องร้องหรือไม่ ย่อมยุติแล้วตามคำสั่งศาลชั้นต้น ถึงหากศาลจะอนุญาตให้โจทก์นำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมและได้ความว่าโจทก์เป็นคนยากจนก็ไม่เป็นประโยชน์แก่รูปคดีของโจทก์ จึงไม่มีเหตุที่จะพิจารณาคำขอของโจทก์นั้นใหม่ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้วฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001035.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545