คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2228/2545 ฉบับเต็ม

#43459
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2228/2545 นางสาว ปรียอร ทองใบใหญ่ โจทก์ บริษัท ลากูน่าแกรนด์ จำกัด จำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 120 จำเลยมีคำสั่งปิดสำนักงานแผนกการขายที่กรุงเทพมหานครและย้ายพนักงานขายทั้งหมดไปทำงานที่หน่วยงานของจำเลยในจังหวัดภูเก็ต โดยขณะจำเลยสั่งย้ายโจทก์จำเลยมีสถานประกอบกิจการที่จังหวัดภูเก็ตอยู่ก่อนแล้ว จึงเป็นกรณีนายจ้างสั่งย้ายลูกจ้างให้ไปทำงานที่สถานประกอบกิจการของนายจ้างอีกแห่งหนึ่งที่มีอยู่แล้ว ไม่ใช่นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการ จึงไม่เป็นกรณีที่จำเลยย้ายสถานประกอบกิจการตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 120 โจทก์ไม่มีสิทธิได้ค่าชดเชยพิเศษและค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2539 จำเลยจ้างโจทก์เป็นพนักงานขาย โดยให้โจทก์ทำงานที่สำนักงานแผนกการขาย ณ โรงแรมรอยัลออคิดเชอราตัน ตรอกกัปตันบุช เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร ต่อมาประมาณเดือนมีนาคม 2542 จำเลยย้ายสำนักงานแผนกการขายและให้โจทก์ไปทำงานที่สำนักงานแผนกการขายตั้งอยู่เลขที่ 140 อาคารเคี่ยนหงวนถนนวิทยุ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ในการว่าจ้างจำเลยตกลงว่าเมื่อโจทก์ทำงานครบ 1 ปี โจทก์มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีสำหรับปีต่อไป 10 วัน หากจำเลยไม่จัดให้โจทก์หยุดจำเลยจะจ่ายค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปี แก่โจทก์ จำเลยจ่ายเงินเดือน ค่าบริการเพิ่ม และค่าครองชีพเป็นค่าจ้างให้โจทก์ในแต่ละเดือน ซึ่งค่าจ้างในเดือนสุดท้ายจ่ายเป็นเงินเดือน 25,000บาท ค่าบริการเพิ่ม 13,000 บาท และค่าครองชีพ 600 บาท รวมเป็นค่าจ้างอัตราสุดท้าย 38,600 บาท เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2542 จำเลยมีคำสั่งปิดสำนักงานแผนกการขายที่อาคารเคี่ยนหงวนโดยให้มีผลนับแต่วันที่ 1 มกราคม 2543 พร้อมกับสั่งให้โจทก์ไปทำงานประจำที่สำนักงานแผนกการขายของจำเลยตั้งอยู่เลขที่ 10 หมู่ 4 ถนนศรีสุนทร ตำบลเชิงทะเลอำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต นับแต่วันดังกล่าว แต่เนื่องจากโจทก์เป็นสตรียังไม่แต่งงานและมีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพมหานคร คำสั่งของจำเลยที่ให้ไปปฏิบัติหน้าที่ในต่างจังหวัดในทันทีโจทก์ไม่สามารถจัดการเรื่องที่อยู่อาศัยใหม่และภารกิจในครอบครัวเดิมได้ทัน คำสั่งดังกล่าวจึงมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตตามปกติของโจทก์ นอกจากนี้จำเลยมิได้แจ้งคำสั่งย้ายสถานประกอบกิจการให้โจทก์ทราบล่วงหน้าตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ดังนั้นเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2543 โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาจ้างแก่จำเลยพร้อมกับให้จำเลยชำระค่าจ้างและเงินอื่นตามกฎหมายแก่โจทก์เมื่อโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาจ้างแก่จำเลยภายใน 30 วัน นับแต่วันที่จำเลยมีคำสั่งย้ายสถานประกอบกิจการสภาพการจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงสิ้นสุดลง จำเลยมีหน้าที่ชำระเงินตามกฎหมายแก่โจทก์คือค่าชดเชยพิเศษไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน เป็นเงิน 115,799.40 บาท ค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน เป็นเงิน 38,599.80 บาท ค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2542 จำนวน 10 วัน เพิ่มจากอัตราค่าจ้างในวันทำงานปกติอีกไม่น้อยกว่า1 เท่า คิดเป็นเงิน 25,733.20 บาท เงินค้างเบิกค่าใช้จ่ายในเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม 2542 ที่โจทก์ทดรองเป็นค่าใช้จ่ายในการทำงานให้แก่จำเลยเป็นเงิน 22,637 บาท คิดถึงวันฟ้องจำเลยต้องจ่ายเงินต้น 202,769.40 บาท และดอกเบี้ย 12,863.43 บาท รวมเป็นเงิน 215,632.83 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 215,632.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากเงินต้น 202,769.40 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จให้แก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยมีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่เลขที่ 21/63-64อาคารไทยวาทาวเวอร์ชั้น 21 ถนนสาทรใต้ แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทรกรุงเทพมหานคร และมีสถานที่ประกอบกิจการโรงแรมตั้งอยู่เลขที่ 10 หมู่ 4 ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต มีสำนักงานแผนกการขายตั้งอยู่เลขที่ 140 อาคารเคี่ยนหงวน ถนนวิทยุ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร โจทก์ทราบสถานที่ตั้งทั้งสามแห่งของจำเลยดีมาโดยตลอด จำเลยมิได้ย้ายสถานที่ตั้งประกอบกิจการ เป็นเพียงจำเลยย้ายสำนักงานแผนกการขายซึ่งตั้งอยู่ที่อาคารเคี่ยนหงวนไปตั้งอยู่ในอาคารไทยวาทาวเวอร์ ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ของจำเลย จึงไม่เป็นการย้ายสถานประกอบกิจการตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2521 มาตรา 120 ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยย้ายแผนกการขายจากกรุงเทพมหานครไปที่จังหวัดภูเก็ตเป็นการย้ายสถานที่ประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่นอันมีผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของโจทก์หรือครอบครัว โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างได้โดยมีสิทธิเรียกค่าชดเชยพิเศษไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของอัตราค่าชดเชยที่โจทก์พึงมีสิทธิได้รับและจำเลยไม่แจ้งการย้ายสถานประกอบกิจการให้โจทก์ทราบล่วงหน้า ไม่น้อยกว่า 30 วัน ก่อนวันย้ายสถานประกอบกิจการ โจทก์มีสิทธิเรียกค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย30 วัน โจทก์มีสิทธิได้ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเท่ากับค่าจ้างในวันทำงาน 10 วัน คิดเป็นเงิน 11,613 บาท และโจทก์ได้ออกเงินทดรองค่าใช้จ่ายในการทำงานแทนจำเลย 22,637 บาท แล้วพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยพิเศษ 104,514 บาท ค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 34,838 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากเงินต้นแต่ละจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 10 มกราคม 2543 ไปจนถึงวันชำระเสร็จค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 11,613 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 มกราคม 2543 ไปจนถึงวันชำระเสร็จและเงินทดรองจ่ายในการทำงาน 22,637 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 มกราคม 2543 ไปจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "จำเลยอุทธรณ์ประการแรกว่าการย้ายสถานประกอบกิจการตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 120 จะต้องเป็นการย้ายสถานประกอบกิจการไปในที่แห่งใหม่ มิใช่ย้ายไปสถานที่ที่จำเลยมีและใช้เป็นสถานที่ประกอบกิจการอยู่ก่อนแล้วในขณะย้ายโจทก์นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 120 เป็นบทบัญญัติยกเว้นพิเศษให้นายจ้างต้องมีความรับผิดมากขึ้นกว่าปกติโดยให้ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษและค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ดังนั้นจึงต้องแปลความโดยเคร่งครัด เมื่อพิเคราะห์ข้อความตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 120 ซึ่งบัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่น" ย่อมหมายความรวมถึงสถานประกอบกิจการที่อื่นซึ่งนายจ้างมีอยู่ก่อนแล้ว ทั้งนี้เนื่องจากนายจ้างย่อมมีอำนาจในการบริหารงานที่จะสั่งให้ลูกจ้างไปทำงานในสถานประกอบกิจการอื่น ๆ ของนายจ้างตามความเหมาะสมได้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยมีคำสั่งปิดสำนักงานแผนกการขายที่กรุงเทพมหานครในวันที่ 1 มกราคม 2543 และย้ายพนักงานขายทั้งหมดไปทำงานที่หน่วยงานของจำเลยในจังหวัดภูเก็ต แม้ศาลแรงงานกลางมิได้ชี้ชัดว่าจำเลยมีสถานประกอบกิจการอยู่ที่จังหวัดภูเก็ตอยู่ก่อนแล้วก็ตาม แต่ก็ได้ความชัดจากคำเบิกความของโจทก์ว่า โจทก์เคยถูกจำเลยสั่งให้ไปช่วยทำงานที่สำนักงานของจำเลยสาขาภูเก็ตคราวละประมาณ 1 เดือน ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยตั้งสถานประกอบกิจการขึ้นใหม่ที่จังหวัดภูเก็ต แสดงว่าขณะจำเลยสั่งย้ายโจทก์จำเลยมีสถานประกอบกิจการที่จังหวัดภูเก็ตอยู่ก่อนแล้วจึงเป็นกรณีนายจ้างสั่งย้ายลูกจ้างให้ไปทำงานที่สถานประกอบกิจการของนายจ้างอีกแห่งหนึ่งที่มีอยู่แล้ว ไม่ใช่นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการ ดังนั้นการที่จำเลยสั่งย้ายโจทก์ไปทำงานในสถานประกอบกิจการของจำเลยที่จังหวัดภูเก็ตจึงไม่เป็นกรณีที่จำเลยย้ายสถานประกอบกิจการตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 120 โจทก์ไม่มีสิทธิได้ค่าชดเชยพิเศษและค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อได้วินิจฉัยดังกล่าวแล้วก็ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยข้ออื่นอีก เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลแรงงานกลางให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยพิเศษและค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาอุทธรณ์จำเลยฟังขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษและค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง (พูนศักดิ์ จงกลนี-กมล เพียรพิทักษ์-ปัญญา สุทธิบดี) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ บทบัญญัติเรื่องการจ่ายค่าชดเชยพิเศษกรณีที่นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่นนั้น มีปัญหาในการตีความและเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ตลอดมาหลายข้อหลายประการ ประการหนึ่งก็คือ การย้ายสถานประกอบกิจการนั้น ต้องย้ายทั้งสถานประกอบกิจการหรือย้ายเฉพาะหน่วยงาน ต้องย้ายจากสถานที่เดิมทั้งหมดหรือย้ายเพียงบางส่วน หรือต้องเป็นการย้ายโดยปิดสถานประกอบกิจการเดิมไปเปิดสถานประกอบกิจการใหม่ โดยมีปัญหาเกี่ยวพันไปด้วยว่าบางกรณีเป็นเพียงการย้ายตำแหน่ง บางกรณีเป็นเพียงการย้ายสถานที่ทำงานไปทำงานในสาขาอื่นเท่านั้น ตามข้อเท็จจริงในคดีนี้ นายจ้างมีสถานประกอบกิจการทั้งในกรุงเทพมหานครและในจังหวัดภูเก็ต นายจ้างมีคำสั่งปิดสำนักงานแผนกการขายที่กรุงเทพมหานคร และให้พนักงานขายทั้งหมดไปทำงานที่หน่วยงานในจังหวัดภูเก็ต จึงมิใช่การย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่นซึ่งเป็นสถานที่ใหม่อันมิใช่ของนายจ้างนั้นมาก่อนแต่เป็นเพียงการย้ายสถานที่ทำงานของลูกจ้างไปทำงานในสถานประกอบการของนายจ้างแห่งอื่นเท่านั้น คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้จึงวางหลักไว้ว่า การย้ายลูกจ้างให้ไปทำงานที่สถานประกอบกิจการของนายจ้างอีกแห่งหนึ่งที่มีอยู่แล้วลูกจ้างไม่อาจเรียกร้องสิทธิเกี่ยวกับค่าชดเชยพิเศษตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 120 ได้ ข้อน่าสังเกตก็คือ การวินิจฉัยบทบัญญัติมาตราดังกล่าวน่าจะคำนึงถึงการย้ายสถานประกอบกิจการของนายจ้างเป็นหลักโดยจะต้องย้ายไปทั้งสถานประกอบกิจการ (เนื่องจากกฎหมายใช้คำว่า "ไปตั้ง ณ สถานที่อื่น") และไม่เกี่ยวกับการย้ายตำแหน่งหน้าที่การงานของลูกจ้าง เกษมสันต์ วิลาวรรณ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
43459
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082054974"
    }
}
date
2545
deka_no
2228/2545
deka_running_no
2228
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "พูนศักดิ์ จงกลนี",
    "กมล เพียรพิทักษ์",
    "ปัญญา สุทธิบดี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "sections": [
            "ม. 120"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาว ปรียอร ทองใบใหญ่"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัท ลากูน่าแกรนด์ จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2539 จำเลยจ้างโจทก์เป็นพนักงานขาย โดยให้โจทก์ทำงานที่สำนักงานแผนกการขาย ณ โรงแรมรอยัลออคิดเชอราตัน ตรอกกัปตันบุช เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร ต่อมาประมาณเดือนมีนาคม 2542 จำเลยย้ายสำนักงานแผนกการขายและให้โจทก์ไปทำงานที่สำนักงานแผนกการขายตั้งอยู่เลขที่ 140 อาคารเคี่ยนหงวนถนนวิทยุ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ในการว่าจ้างจำเลยตกลงว่าเมื่อโจทก์ทำงานครบ 1 ปี โจทก์มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีสำหรับปีต่อไป 10 วัน หากจำเลยไม่จัดให้โจทก์หยุดจำเลยจะจ่ายค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปี แก่โจทก์ จำเลยจ่ายเงินเดือน ค่าบริการเพิ่ม และค่าครองชีพเป็นค่าจ้างให้โจทก์ในแต่ละเดือน ซึ่งค่าจ้างในเดือนสุดท้ายจ่ายเป็นเงินเดือน 25,000บาท ค่าบริการเพิ่ม 13,000 บาท และค่าครองชีพ 600 บาท รวมเป็นค่าจ้างอัตราสุดท้าย 38,600 บาท เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2542 จำเลยมีคำสั่งปิดสำนักงานแผนกการขายที่อาคารเคี่ยนหงวนโดยให้มีผลนับแต่วันที่ 1 มกราคม 2543 พร้อมกับสั่งให้โจทก์ไปทำงานประจำที่สำนักงานแผนกการขายของจำเลยตั้งอยู่เลขที่ 10 หมู่ 4 ถนนศรีสุนทร ตำบลเชิงทะเลอำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต นับแต่วันดังกล่าว แต่เนื่องจากโจทก์เป็นสตรียังไม่แต่งงานและมีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพมหานคร คำสั่งของจำเลยที่ให้ไปปฏิบัติหน้าที่ในต่างจังหวัดในทันทีโจทก์ไม่สามารถจัดการเรื่องที่อยู่อาศัยใหม่และภารกิจในครอบครัวเดิมได้ทัน คำสั่งดังกล่าวจึงมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตตามปกติของโจทก์ นอกจากนี้จำเลยมิได้แจ้งคำสั่งย้ายสถานประกอบกิจการให้โจทก์ทราบล่วงหน้าตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ดังนั้นเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2543 โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาจ้างแก่จำเลยพร้อมกับให้จำเลยชำระค่าจ้างและเงินอื่นตามกฎหมายแก่โจทก์เมื่อโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาจ้างแก่จำเลยภายใน 30 วัน นับแต่วันที่จำเลยมีคำสั่งย้ายสถานประกอบกิจการสภาพการจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงสิ้นสุดลง จำเลยมีหน้าที่ชำระเงินตามกฎหมายแก่โจทก์คือค่าชดเชยพิเศษไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน เป็นเงิน 115,799.40 บาท ค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน เป็นเงิน 38,599.80 บาท ค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2542 จำนวน 10 วัน เพิ่มจากอัตราค่าจ้างในวันทำงานปกติอีกไม่น้อยกว่า1 เท่า คิดเป็นเงิน 25,733.20 บาท เงินค้างเบิกค่าใช้จ่ายในเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม 2542 ที่โจทก์ทดรองเป็นค่าใช้จ่ายในการทำงานให้แก่จำเลยเป็นเงิน 22,637 บาท คิดถึงวันฟ้องจำเลยต้องจ่ายเงินต้น 202,769.40 บาท และดอกเบี้ย 12,863.43 บาท รวมเป็นเงิน 215,632.83 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 215,632.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากเงินต้น 202,769.40 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยมีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่เลขที่ 21/63-64อาคารไทยวาทาวเวอร์ชั้น 21 ถนนสาทรใต้ แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทรกรุงเทพมหานคร และมีสถานที่ประกอบกิจการโรงแรมตั้งอยู่เลขที่ 10 หมู่ 4 ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต มีสำนักงานแผนกการขายตั้งอยู่เลขที่ 140 อาคารเคี่ยนหงวน ถนนวิทยุ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร โจทก์ทราบสถานที่ตั้งทั้งสามแห่งของจำเลยดีมาโดยตลอด จำเลยมิได้ย้ายสถานที่ตั้งประกอบกิจการ เป็นเพียงจำเลยย้ายสำนักงานแผนกการขายซึ่งตั้งอยู่ที่อาคารเคี่ยนหงวนไปตั้งอยู่ในอาคารไทยวาทาวเวอร์ ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ของจำเลย จึงไม่เป็นการย้ายสถานประกอบกิจการตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2521 มาตรา 120 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยย้ายแผนกการขายจากกรุงเทพมหานครไปที่จังหวัดภูเก็ตเป็นการย้ายสถานที่ประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่นอันมีผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของโจทก์หรือครอบครัว โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างได้โดยมีสิทธิเรียกค่าชดเชยพิเศษไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของอัตราค่าชดเชยที่โจทก์พึงมีสิทธิได้รับและจำเลยไม่แจ้งการย้ายสถานประกอบกิจการให้โจทก์ทราบล่วงหน้า ไม่น้อยกว่า 30 วัน ก่อนวันย้ายสถานประกอบกิจการ โจทก์มีสิทธิเรียกค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย30 วัน โจทก์มีสิทธิได้ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเท่ากับค่าจ้างในวันทำงาน 10 วัน คิดเป็นเงิน 11,613 บาท และโจทก์ได้ออกเงินทดรองค่าใช้จ่ายในการทำงานแทนจำเลย 22,637 บาท แล้วพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยพิเศษ 104,514 บาท ค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 34,838 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากเงินต้นแต่ละจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 10 มกราคม 2543 ไปจนถึงวันชำระเสร็จค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 11,613 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 มกราคม 2543 ไปจนถึงวันชำระเสร็จและเงินทดรองจ่ายในการทำงาน 22,637 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 มกราคม 2543 ไปจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "จำเลยอุทธรณ์ประการแรกว่าการย้ายสถานประกอบกิจการตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 120 จะต้องเป็นการย้ายสถานประกอบกิจการไปในที่แห่งใหม่ มิใช่ย้ายไปสถานที่ที่จำเลยมีและใช้เป็นสถานที่ประกอบกิจการอยู่ก่อนแล้วในขณะย้ายโจทก์นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 120 เป็นบทบัญญัติยกเว้นพิเศษให้นายจ้างต้องมีความรับผิดมากขึ้นกว่าปกติโดยให้ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษและค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ดังนั้นจึงต้องแปลความโดยเคร่งครัด เมื่อพิเคราะห์ข้อความตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 120 ซึ่งบัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่น" ย่อมหมายความรวมถึงสถานประกอบกิจการที่อื่นซึ่งนายจ้างมีอยู่ก่อนแล้ว ทั้งนี้เนื่องจากนายจ้างย่อมมีอำนาจในการบริหารงานที่จะสั่งให้ลูกจ้างไปทำงานในสถานประกอบกิจการอื่น ๆ ของนายจ้างตามความเหมาะสมได้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยมีคำสั่งปิดสำนักงานแผนกการขายที่กรุงเทพมหานครในวันที่ 1 มกราคม 2543 และย้ายพนักงานขายทั้งหมดไปทำงานที่หน่วยงานของจำเลยในจังหวัดภูเก็ต แม้ศาลแรงงานกลางมิได้ชี้ชัดว่าจำเลยมีสถานประกอบกิจการอยู่ที่จังหวัดภูเก็ตอยู่ก่อนแล้วก็ตาม แต่ก็ได้ความชัดจากคำเบิกความของโจทก์ว่า โจทก์เคยถูกจำเลยสั่งให้ไปช่วยทำงานที่สำนักงานของจำเลยสาขาภูเก็ตคราวละประมาณ 1 เดือน ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยตั้งสถานประกอบกิจการขึ้นใหม่ที่จังหวัดภูเก็ต แสดงว่าขณะจำเลยสั่งย้ายโจทก์จำเลยมีสถานประกอบกิจการที่จังหวัดภูเก็ตอยู่ก่อนแล้วจึงเป็นกรณีนายจ้างสั่งย้ายลูกจ้างให้ไปทำงานที่สถานประกอบกิจการของนายจ้างอีกแห่งหนึ่งที่มีอยู่แล้ว ไม่ใช่นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการ ดังนั้นการที่จำเลยสั่งย้ายโจทก์ไปทำงานในสถานประกอบกิจการของจำเลยที่จังหวัดภูเก็ตจึงไม่เป็นกรณีที่จำเลยย้ายสถานประกอบกิจการตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 120 โจทก์ไม่มีสิทธิได้ค่าชดเชยพิเศษและค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อได้วินิจฉัยดังกล่าวแล้วก็ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยข้ออื่นอีก เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลแรงงานกลางให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยพิเศษและค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาอุทธรณ์จำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษและค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
บทบัญญัติเรื่องการจ่ายค่าชดเชยพิเศษกรณีที่นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่นนั้น มีปัญหาในการตีความและเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ตลอดมาหลายข้อหลายประการ ประการหนึ่งก็คือ การย้ายสถานประกอบกิจการนั้น ต้องย้ายทั้งสถานประกอบกิจการหรือย้ายเฉพาะหน่วยงาน ต้องย้ายจากสถานที่เดิมทั้งหมดหรือย้ายเพียงบางส่วน หรือต้องเป็นการย้ายโดยปิดสถานประกอบกิจการเดิมไปเปิดสถานประกอบกิจการใหม่ โดยมีปัญหาเกี่ยวพันไปด้วยว่าบางกรณีเป็นเพียงการย้ายตำแหน่ง บางกรณีเป็นเพียงการย้ายสถานที่ทำงานไปทำงานในสาขาอื่นเท่านั้น ตามข้อเท็จจริงในคดีนี้ นายจ้างมีสถานประกอบกิจการทั้งในกรุงเทพมหานครและในจังหวัดภูเก็ต นายจ้างมีคำสั่งปิดสำนักงานแผนกการขายที่กรุงเทพมหานคร และให้พนักงานขายทั้งหมดไปทำงานที่หน่วยงานในจังหวัดภูเก็ต จึงมิใช่การย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่นซึ่งเป็นสถานที่ใหม่อันมิใช่ของนายจ้างนั้นมาก่อนแต่เป็นเพียงการย้ายสถานที่ทำงานของลูกจ้างไปทำงานในสถานประกอบการของนายจ้างแห่งอื่นเท่านั้น คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้จึงวางหลักไว้ว่า การย้ายลูกจ้างให้ไปทำงานที่สถานประกอบกิจการของนายจ้างอีกแห่งหนึ่งที่มีอยู่แล้วลูกจ้างไม่อาจเรียกร้องสิทธิเกี่ยวกับค่าชดเชยพิเศษตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 120 ได้ ข้อน่าสังเกตก็คือ การวินิจฉัยบทบัญญัติมาตราดังกล่าวน่าจะคำนึงถึงการย้ายสถานประกอบกิจการของนายจ้างเป็นหลักโดยจะต้องย้ายไปทั้งสถานประกอบกิจการ (เนื่องจากกฎหมายใช้คำว่า "ไปตั้ง ณ สถานที่อื่น") และไม่เกี่ยวกับการย้ายตำแหน่งหน้าที่การงานของลูกจ้าง เกษมสันต์ วิลาวรรณ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001027.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545