คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7664/2544 ฉบับเต็ม

#44012
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7664/2544 พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์ โจทก์ นาย ราเชนหรือสกลโชค ชุมขุน จำเลย ป.อ. มาตรา 277 การกระทำที่จะทำให้ผู้กระทำผิดได้รับการยกเว้นโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสุดท้าย จะต้องเป็นการกระทำชำเราเด็กหญิงอายุกว่าสิบสามปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กหญิงนั้นยินยอมและต่อมาภายหลังศาลอนุญาตให้ชายหญิงนั้นสมรสกัน คดีนี้ แม้ว่าภายหลังการกระทำผิดจำเลยกับผู้เสียหายจะจดทะเบียนสมรสกัน แต่จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายโดยผู้เสียหายไม่ยินยอมและศาลก็มิได้อนุญาตให้จำเลยและผู้เสียหายสมรสกัน การกระทำของจำเลยจึงไม่ได้รับยกเว้นโทษ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำผิดกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2540 เวลากลางวัน จำเลยโดยปราศจากเหตุอันสมควรพรากเด็กหญิง ส. ผู้เสียหาย อายุ 13 ปีเศษ ไปเสียจากนาง ฉ. ผู้เป็นมารดาและนาง ล. หรือนาง ม. ซึ่งเป็นผู้ปกครอง ผู้ดูแลผู้เสียหายเพื่อการอนาจารและกระทำชำเราผู้เสียหายอายุไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยผู้เสียหายไม่ยินยอม ต่อมาวันที่ 4 มิถุนายน 2540 เวลากลางวัน จำเลยพรากผู้เสียหายไปเสียจากมารดาและผู้ปกครองผู้ดูแลผู้เสียหาย โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารและกระทำชำเราผู้เสียหาย 1 ครั้ง โดยผู้เสียหายไม่ยินยอมขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 317, 91 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคแรก, 317 วรรคท้าย เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 8 ปีฐานพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 2 กระทง จำคุก10 ปี รวมจำคุก 18 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งคงจำคุก 9 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าการที่จำเลยโดยปราศจากเหตุอันสมควรพรากผู้เสียหายอายุ 13 ปีเศษ ไปเสียจากมารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จากนั้นจึงได้กระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยกระทำต่อเนื่องในวันเดียวกัน การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทดังที่จำเลยฎีกาหรือถือว่าเป็นการกระทำต่างกรรมกันดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย เห็นว่า แม้การกระทำของจำเลยดังกล่าวจะเป็นการกระทำต่อเนื่องในวันเดียวกันก็ตาม แต่ก็เห็นได้ชัดว่า จำเลยได้กระทำไปโดยมีเจตนาต่างกัน กล่าวคือจำเลยมีเจตนาพรากผู้เสียหายไปจากมารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารอันเป็นเจตนาที่กระทำต่อมารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแลผู้เสียหายส่วนที่จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายก็เป็นเจตนากระทำชำเราผู้เสียหายอันเป็นเจตนาต่างกันกับเจตนาพรากผู้เยาว์ดังกล่าว จึงมิใช่เป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดต่างกรรมกันมิใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทดังที่จำเลยฎีกา สำหรับข้อที่จำเลยอ้างว่า จำเลยกับผู้เสียหายมีความรักใคร่กันโดยมีความประสงค์ที่จะอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา ดังนั้น ในวันที่ 22ธันวาคม 2542 จำเลยกับผู้เสียหายได้จดทะเบียนสมรสกัน จำเลยจึงไม่ต้องรับโทษนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277วรรคสุดท้าย การกระทำที่จะทำให้ผู้กระทำความผิดไม่ต้องรับโทษนั้นจะต้องเป็นการกระทำชำเราเด็กหญิงอายุกว่าสิบสามปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กหญิงนั้นยินยอมและภายหลังศาลอนุญาตให้ชายและเด็กหญิงนั้นสมรสกัน แต่ในคดีนี้จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายโดยผู้เสียหายไม่ยินยอมและศาลก็มิได้อนุญาตให้จำเลยและผู้เสียหายสมรสกัน การกระทำของจำเลยจึงไม่ได้รับยกเว้นโทษ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์-วิชัย ชื่นชมพูนุท-พีรพล จันทร์สว่าง) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
44012
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082061045"
    }
}
date
2544
deka_no
7664/2544
deka_running_no
7664
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์",
    "วิชัย ชื่นชมพูนุท",
    "พีรพล จันทร์สว่าง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 277"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ราเชนหรือสกลโชค ชุมขุน"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำผิดกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2540 เวลากลางวัน จำเลยโดยปราศจากเหตุอันสมควรพรากเด็กหญิง ส. ผู้เสียหาย อายุ 13 ปีเศษ ไปเสียจากนาง ฉ. ผู้เป็นมารดาและนาง ล. หรือนาง ม. ซึ่งเป็นผู้ปกครอง ผู้ดูแลผู้เสียหายเพื่อการอนาจารและกระทำชำเราผู้เสียหายอายุไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยผู้เสียหายไม่ยินยอม ต่อมาวันที่ 4 มิถุนายน 2540 เวลากลางวัน จำเลยพรากผู้เสียหายไปเสียจากมารดาและผู้ปกครองผู้ดูแลผู้เสียหาย โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารและกระทำชำเราผู้เสียหาย 1 ครั้ง โดยผู้เสียหายไม่ยินยอมขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 317, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคแรก, 317 วรรคท้าย เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 8 ปีฐานพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 2 กระทง จำคุก10 ปี รวมจำคุก 18 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งคงจำคุก 9 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าการที่จำเลยโดยปราศจากเหตุอันสมควรพรากผู้เสียหายอายุ 13 ปีเศษ ไปเสียจากมารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จากนั้นจึงได้กระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยกระทำต่อเนื่องในวันเดียวกัน การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทดังที่จำเลยฎีกาหรือถือว่าเป็นการกระทำต่างกรรมกันดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย เห็นว่า แม้การกระทำของจำเลยดังกล่าวจะเป็นการกระทำต่อเนื่องในวันเดียวกันก็ตาม แต่ก็เห็นได้ชัดว่า จำเลยได้กระทำไปโดยมีเจตนาต่างกัน กล่าวคือจำเลยมีเจตนาพรากผู้เสียหายไปจากมารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารอันเป็นเจตนาที่กระทำต่อมารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแลผู้เสียหายส่วนที่จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายก็เป็นเจตนากระทำชำเราผู้เสียหายอันเป็นเจตนาต่างกันกับเจตนาพรากผู้เยาว์ดังกล่าว จึงมิใช่เป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดต่างกรรมกันมิใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทดังที่จำเลยฎีกา

สำหรับข้อที่จำเลยอ้างว่า จำเลยกับผู้เสียหายมีความรักใคร่กันโดยมีความประสงค์ที่จะอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา ดังนั้น ในวันที่ 22ธันวาคม 2542 จำเลยกับผู้เสียหายได้จดทะเบียนสมรสกัน จำเลยจึงไม่ต้องรับโทษนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277วรรคสุดท้าย การกระทำที่จะทำให้ผู้กระทำความผิดไม่ต้องรับโทษนั้นจะต้องเป็นการกระทำชำเราเด็กหญิงอายุกว่าสิบสามปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กหญิงนั้นยินยอมและภายหลังศาลอนุญาตให้ชายและเด็กหญิงนั้นสมรสกัน แต่ในคดีนี้จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายโดยผู้เสียหายไม่ยินยอมและศาลก็มิได้อนุญาตให้จำเลยและผู้เสียหายสมรสกัน การกระทำของจำเลยจึงไม่ได้รับยกเว้นโทษ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001082.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544