คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7920/2544 ฉบับเต็ม

#44015
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7920/2544 พนักงานอัยการประจำศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา โจทก์ ผู้ถูกกล่าวหา โจทก์ นาย เกรียงศักดิ์ วิริยะ กับพวก โจทก์ นาย เกรียงศักดิ์ วิริยะ จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 15 ป.วิ.พ. มาตรา 31 แม้การสับเปลี่ยนผู้ต้องหาในคดีนี้จะกระทำในชั้นสอบสวนก่อนมีการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นก็ตาม แต่การกระทำดังกล่าวย่อมเป็นเหตุขัดขวางมิให้การดำเนินคดีในศาลเป็นไปโดยเที่ยงธรรมและถูกต้อง เพราะทำให้มีการดำเนินคดีอาญาในศาลต่อบุคคลผู้บริสุทธิ์โดยผู้กระทำความผิดที่แท้จริงไม่ต้องถูกลงโทษ การที่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองคบคิดกันจัดให้มีการเปลี่ยนตัวผู้ต้องหาในชั้นสอบสวน โดยมีเจตนาให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ซึ่งไม่ได้กระทำความผิดอาญาถูกดำเนินคดีในศาลแทนนาย อ. และเพื่อให้นาย อ. รอดพ้นจากการถูกลงโทษในความผิดที่ได้กระทำ การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองย่อมก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในศาล อันเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31(1) ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แล้ว เมื่อความปรากฏแก่ศาลตามคำแถลงของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองกระทำความผิดดังกล่าว ศาลย่อมมีอำนาจสั่งลงโทษได้ทันทีโดยไม่จำต้องทำการไต่สวนข้อเท็จจริง ___________________________ คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นว่า ขับรถยนต์กระบะด้วยความประมาทเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ที่นายดนุพลสุวาชาติ ขับและเด็กชายอิฐศรา สมบุญเกิด นั่งซ้อนท้าย เป็นเหตุให้นายดนุพลรับอันตรายแก่กายและเด็กชายอิฐศรารับอันตรายสาหัส ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 157 ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้สืบเสาะและพินิจก่อนมีคำพิพากษาผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ในระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ในวันนัดฟังคำพิพากษาผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองมาศาล ศาลชั้นต้นแจ้งรายงานการสืบเสาะและพินิจให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ทราบแล้ว และเห็นว่าตามรายงานดังกล่าวปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ไม่ได้เป็นผู้ขับรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุเฉี่ยวชนนายดนุพลและเด็กชายอิฐศราผู้เสียหายทั้งสอง แต่นายอนุรักษ์เสนานุช หลานชายของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 เป็นผู้ขับรถยนต์กระบะเฉี่ยวชนผู้เสียหายทั้งสอง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ขอร้องให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 รับสมอ้างว่าเป็นผู้ขับรถยนต์กระบะเฉี่ยวชนผู้เสียหายทั้งสอง เนื่องจากนายอนุรักษ์ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 จึงรับสมอ้างเป็นผู้ขับรถยนต์กระบะเฉี่ยวชนผู้เสียหายทั้งสอง ศาลชั้นต้นได้สอบถามผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองแล้วผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองยอมรับว่าความจริงเป็นดังรายงานการสืบเสาะและพินิจดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าการกระทำของผู้ถูกกล่าวทั้งสองเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลอันเป็นการกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 31(1), 33 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15 ให้จำคุกผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองคนละ 3 เดือน ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในข้อแรกตามฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลอันเป็นละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31(1) หรือไม่ โดยผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองฎีกาว่า การที่ศาลชั้นต้นสอบถามคำให้การของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 แล้ว ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ให้การรับสารภาพต่อศาลชั้นต้นในความผิดที่โจทก์ฟ้อง รวมทั้งได้ลงลายมือชื่อในคำให้การจำเลยที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ และการที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ลงลายมือชื่อในคำร้องขอปล่อยชั่วคราว และสัญญาประกันผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เป็นเพียงการปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบเท่านั้น แม้ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองจะกระทำไปในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นก็ไม่เป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล ส่วนการที่ผู้ถูกกล่าวหารับสมอ้างว่าเป็นผู้ขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสอันเป็นการสับเปลี่ยนกับนายอนุรักษ์ซึ่งเป็นผู้กระทำความผิด ก็เป็นการกระทำในชั้นสอบสวนก่อนมีการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองจึงไม่เป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลอันเป็นการละเมิดอำนาจศาลนั้น เห็นว่า แม้การสับเปลี่ยนตัวผู้ต้องหาในคดีนี้จะกระทำในชั้นสอบสวนก่อนมีการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นก็ตาม แต่การกระทำดังกล่าวย่อมเป็นเหตุขัดขวางมิให้การดำเนินคดีในศาลเป็นไปโดยเที่ยงธรรมและถูกต้อง เพราะทำให้มีการดำเนินคดีอาญาในศาลต่อบุคคลผู้บริสุทธิ์โดยผู้กระทำความผิดที่แท้จริงไม่ต้องถูกลงโทษ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองคบคิดกันจัดให้มีการเปลี่ยนตัวผู้ต้องหาในชั้นสอบสวน โดยมีเจตนาให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ซึ่งมิได้กระทำความผิดอาญาถูกดำเนินคดีในศาลแทนนายอนุรักษ์ และเพื่อให้นายอนุรักษ์รอดพ้นจากการถูกลงโทษในความผิดที่กระทำ การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองย่อมก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในศาล อันเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31(1) ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แล้วอนึ่ง เมื่อความปรากฏแก่ศาลตามคำแถลงของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองได้กระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ศาลย่อมมีอำนาจสั่งลงโทษผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองได้ทันที โดยไม่จำต้องทำการไต่สวนข้อเท็จจริงตามที่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองฎีกา ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองตามที่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองฎีกาหรือไม่ เห็นว่าแม้การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่กระบวนการยุติธรรมอยู่บ้าง แต่ศาลฎีกาเห็นว่า การรอการลงโทษจำคุกให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสอง เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เหมาะสมและกลับตนเป็นพลเมืองดีของสังคมน่าจะเป็นผลดียิ่งกว่าการลงโทษจำคุก ซึ่งนอกจากไม่ช่วยส่งเสริมให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองมีโอกาสประกอบสัมมาอาชีวะต่อไปแล้ว ยังส่งผลให้บุคคลทั้งสองได้ชื่อว่าเคยต้องโทษจำคุกมาก่อนทำให้ยากที่จะปรับตัวให้เข้ากับสังคมทั้งยังเป็นภาระของประเทศชาติอีกด้วยที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษให้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น แต่เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองเข็ดหลาบ สมควรลงโทษปรับอีกสถานหนึ่ง" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองคนละ 500 บาท โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56หากไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามมาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 (กำพล ภู่สุดแสวง-วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์-สุรชาติ บุญศิริพันธ์) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ กรณีละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 31 ซึ่งนำไปใช้ในคดีอาญาโดยอาศัยบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 นั้น ศาลฎีกาเคยวางหลักไว้ว่ามีอยู่ 2 กรณี คือ ขัดขืนไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของศาลที่ออกตามมาตรา 30 เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณศาลกรณีหนึ่งหรือประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลอีกกรณีหนึ่ง เฉพาะกรณีหลังนี้เมื่อผู้ใดเข้ามาในบริเวณศาลแล้วประพฤติตนไม่เรียบร้อย ก็เป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล โดยศาลไม่จำต้องออกข้อกำหนดเสียก่อน ทั้งนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3016/2522 โดยข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวเป็นกรณีผู้ถูกกล่าวหาว่าละเมิดอำนาจศาล พกพาอาวุธปืนพร้อมด้วยกระสุนปืนเข้ามาในบริเวณศาล ซึ่งถือได้ว่าเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลแล้ว สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้ เป็นการวินิจฉัยตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7-8/2543 ซึ่งวินิจฉัยว่า "แม้การเปลี่ยนตัวผู้ต้องหาจะกระทำตั้งแต่ในชั้นสอบสวน ก่อนดำเนินกระบวนพิจารณาในศาล แต่ในที่สุดก็จะต้องมีการดำเนินคดีในศาลเป็นการต่อเนื่องกันไปการเปลี่ยนตัวผู้ต้องหาในคดีอาญาโดยมิชอบดังกล่าว ย่อมเป็นเหตุให้ผู้กระทำผิดที่แท้จริงไม่ต้องถูกลงโทษทำให้กระบวนพิจารณาในศาลไม่อาจดำเนินไปโดยเที่ยงธรรมได้ ต้องถือว่าการกระทำของผู้ต้องหาเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31(1) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15" ตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับดังกล่าว และคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้วางหลักคำว่า "บริเวณศาล" ไว้อย่างกว้างมาก เพราะแม้จะมิใช่การกระทำที่เกิดขึ้นในบริเวณศาลแต่เกิดนอกศาล และยังไม่มีการฟ้องคดีจำเลย ก็ถือว่าเป็นการกระทำต่อเนื่อง เพราะในที่สุดก็จะต้องมีการดำเนินคดีในศาล โดยมิได้คำนึงถึงกรณีที่หากไม่มีการฟ้องคดีในเวลาต่อมาแล้วผลของการกระทำดังกล่าวจะเปลี่ยนไปหรือไม่ การจะฟ้องคดีหรือไม่เป็นเพียงการคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าเท่านั้น ดังนั้น จึงไม่เป็นการแน่นอนว่าหากไม่มีการฟ้องผู้กระทำผิดต่อศาลแล้ว การเปลี่ยนตัวผู้ต้องหาดังกล่าวจะเป็นการละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ ปัญหาจึงมีว่า การกระทำในชั้นสอบสวนก่อนมีการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาล เป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลหรือไม่ มีคำพิพากษาศาลฎีกาวางหลักเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวไว้ ดังนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2059/2532 วินิจฉัยว่า "ผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าของที่ดิน รู้ว่าหนังสือรับรองการประเมินราคาที่ดินของสำนักงานที่ดินเป็นหนังสือปลอม โดยได้ประเมินราคาที่ดินสูงกว่าความเป็นจริงมากและผู้ถูกกล่าวหาได้นำไปยื่นต่อศาลชั้นต้น เพื่อให้ศาลชั้นต้นเชื่อว่าที่ดินมีราคาประเมินตามหนังสือรับรองดังกล่าว ซึ่งจะทำให้จำเลยได้รับการปล่อยชั่วคราวการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลอันเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล" คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3471/2524 วินิจฉัยว่า "การที่ผู้ถูกกล่าวหาใช้อุบายหลอกลวงเอาเงินจากผู้ที่จะฟ้องคดีต่อศาลแรงงานกลาง โดยอ้างว่าเพื่อเสียค่าฟ้อง ทั้งที่การฟ้องคดีต่อศาลแรงงานกลาง ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียม ดังนั้น ย่อมเป็นการกระทำที่ไม่ชอบและก่อให้เกิดความเสียหายแก่ศาล เมื่อการกระทำส่วนหนึ่งได้กระทำในบริเวณศาลแรงงานกลางจึงเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31(1)" คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3720/2528 วินิจฉัยว่า "ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นพยายามควบคุมการพิจารณาเกี่ยวกับการใช้คำถามและให้อยู่ในระเบียบแต่ผู้ถูกกล่าวหาไม่พอใจ และพูดว่าเป็นทนายจบนิติศาสตร์มหาบัณฑิตจะไม่ถามความเฮงซวย โดยพูดซ้ำถึง 3 ครั้ง ต่อหน้าศาล คู่ความ ตำรวจ และผู้ที่มาฟังการพิจารณา กิริยาวาจาที่ผู้ถูกกล่าวหาแสดงออกมาดังกล่าวมีลักษณะเป็นการท้าทายไม่เคารพยำเกรงศาล ฯลฯจึงเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล" คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4681-4682/2528 วินิจฉัยว่า "เมื่อข้อเท็จจริงจากการไต่สวนรับฟังได้ว่า จำเลยเข้ามารับสมอ้างว่าเป็นผู้กระทำผิดเป็นเจ้าของของกลาง ย่อมเป็นเหตุให้ผู้กระทำผิดที่แท้จริงไม่ต้องถูกลงโทษ ทำให้กระบวนพิจารณาของศาลไม่อาจดำเนินไปตามความเที่ยงธรรมได้การกระทำของจำเลยซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหา จึงเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยบริเวณศาล อันเป็นการละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31(1) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15" คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1116/2535 วินิจฉัยว่า "ข้อความตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองและสำเนาคำร้องเรียนถึงบุคคลต่าง ๆ แนบท้ายฎีกา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของฎีการะบุข้อความสำคัญอันมีลักษณะเป็นการก้าวร้าวและดูหมิ่นเสียดสีศาลอย่างรุนแรง เมื่อโจทก์ทั้งสองกับผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเป็นทนายความได้ร่วมกันลงนามเป็นผู้ฎีกาและผู้เรียงโดยให้ผู้ถูกกล่าวหานำมายื่นต่อศาลชั้นต้น การกระทำของโจทก์ทั้งสองกับผู้ถูกกล่าวหาจึงเป็นการประพฤติไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล" คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1043-1044/2516 วินิจฉัยว่า "ในคดีอาญาที่ผู้ร้องได้เข้าประกันตัวจำเลยในระหว่างพิจารณานั้น วันนัดอ่านคำพิพากษามีผู้มาฟังคำพิพากษาในฐานะจำเลย ครั้นศาลได้อ่านคำพิพากษาแล้ว ปรากฏว่าผู้มาฟังคำพิพากษานั้นเป็นบุคคลอื่น มิใช่ตัวจำเลยจริง การที่มีการเปลี่ยนตัวจำเลยเช่นนี้ เมื่อฟังว่านายประกันผู้ร้องรู้เห็นด้วย ถือได้ว่านายประกันผู้ร้องประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลย่อมเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล" คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 271/2527 วินิจฉัยว่า "การที่ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเป็นนักการที่ทำการอัยการจังหวัด และเป็นผู้นำตัวจำเลยมาศาลพร้อมกับคำฟ้องได้เรียกและรับเงินจากจำเลย โดยอ้างว่าเป็นค่าธรรมเนียมในการฟ้องด่วนนั้นไม่มีกฎหมายสนับสนุนให้กระทำได้ เห็นได้ว่าเป็นการแสวงหาผลประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองโดยแท้เมื่อผู้ถูกกล่าวหาเรียกและรับเงินที่ห้องพักอัยการซึ่งอยู่ในบริเวณศาลจึงเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล อันเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ทั้งนี้โดยมิต้องคำนึงว่าผู้ถูกกล่าวหามีเจตนาจะให้มีผลกระทบถึงศาลหรือไม่ หรือการกระทำดังกล่าวจะทำให้ศาลได้รับความเสียหายหรือไม่" คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6444/2540 วินิจฉัยว่า "ผู้ถูกกล่าวหาเรียกและรับเงินจาก พ. ที่บริเวณโต๊ะหินม้านั่งภายในบริเวณศาล โดยแอบอ้างว่าจะนำไปวิ่งเต้นคดีอาญากับผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการเรียกและรับเงินจากฝ่ายจำเลย อันเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมายถือได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล" คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3227/2542 วินิจฉัยว่า "ผู้ถูกกล่าวหาเรียกและรับเงินจากผู้กล่าวหาและจำเลย เพื่อนำไปวิ่งเต้นพนักงานอัยการและเจ้าพนักงานตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานกรมตำรวจ โดยไม่ปรากฏว่าจะนำเงินไปให้ผู้พิพากษาเพื่อเป็นอามิสสินจ้างในการดำเนินคดีในศาลและไม่ปรากฏว่ามีการมอบเงินให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาในบริเวณศาล แม้การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาจะมีจุดมุ่งหมายให้เกิดผลแก่การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาล แต่เมื่อการกระทำของผู้ถูกกล่าวหามิได้เกิดขึ้นในบริเวณศาลแล้ว จะอาศัยแต่ผลจากการกระทำที่อาจก่อให้เกิดผลเสียหายแก่รูปคดีมาชี้ขาดว่าผู้ถูกกล่าวหาประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลไม่ได้" จากคำวินิจฉัยของศาลฎีกาตามคำพิพากษาข้างต้นเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่าการละเมิดอำนาจศาลกรณีประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลนั้น ต้องเป็นกรณีที่กระทำภายในบริเวณศาล หรือส่วนหนึ่งได้กระทำภายในบริเวณศาลเท่านั้น แม้เรื่องที่กระทำจะไม่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยผู้ถูกฟ้องคดีหรือไม่เกี่ยวกับคดีที่มีการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาล เช่น การพกพาอาวุธปืนเข้ามาในบริเวณศาลโดยไม่ได้รับอนุญาต การก่อเหตุวิวาทชกต่อยทำร้ายร่างกายกัน การดูหมิ่นเสียดสีผู้พิพากษา หรือการกระทำที่ผิดกฎหมายในเหตุอื่น ๆ เป็นต้น หากได้กระทำภายในบริเวณศาลแล้ว ถือได้ว่าเป็นการละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 แล้ว มีกรณีที่แม้จะเป็นการกระทำนอกศาล แต่เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับคดีที่มีการดำเนินในศาลแล้วโดยตรง ก็ถือได้ว่าเป็นการกระทำภายในบริเวณศาลได้เช่นคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2678/2529 ผู้ออกใบมรณบัตร จำเลยปลอมให้นายประกันจำเลยไปยื่นต่อศาล โดยรู้เห็นด้วยในการที่นำไปยื่นต่อศาลชั้นต้น แม้จะมิได้นำไปยื่นด้วยตนเอง ก็ถือได้ว่าเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4113/2532 ผู้ถูกกล่าวหาเรียกและรับเงินจากผู้ถูกกล่าวหาโดยอ้างว่าจะนำไปให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเพื่อช่วยเหลือจำเลยมิให้ถูกพิพากษาจำคุก แม้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 จะเรียกและรับเงินนอกบริเวณศาล แต่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ก็ได้ใช้ให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 เข้าไปในบริเวณศาลเพื่อติดต่อกับผู้พิพากษาเพื่อประโยชน์ในการเรียกและรับเงินของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ด้วยเป็นการกระทำต่อเนื่องและเป็นส่วนหนึ่งของการเรียกและรับเงินโดยมิชอบผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 จึงมีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลด้วย มีข้อพิจารณาว่า โดยหลักของการตีความตัวบทกฎหมายที่มีลักษณะลงโทษทางอาญานั้น น่าจะต้องตีความโดยเคร่งครัด มิฉะนั้นกรณีอาจเกิดขึ้นได้ว่าในการดำเนินคดีอาญาแก่ผู้กระทำผิด หากมีการทุจริตปล่อยผู้กระทำผิดไปไม่ว่าด้วยเหตุใดและไม่ว่าผู้กระทำผิดจะถูกฟ้องคดีต่อศาลแล้วหรือไม่หรือแม้เป็นการกระทำนอกบริเวณศาล กรณีอาจถือได้ว่าเป็นการละเมิดอำนาจศาลอีกบทหนึ่งทั้งที่มีบทกฎหมายลงโทษผู้กระทำการดังกล่าวไว้แล้วโดยเฉพาะ หากถือแนววินิจฉัยตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ให้เหตุผลว่า การกระทำดังกล่าวถือได้ว่าทำให้ผู้กระทำความผิดรอดพ้นจากการถูกลงโทษในความผิดที่ได้กระทำ ดังนั้น คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้กับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7-8/2543 จึงมีข้อพิจารณาว่าเป็นการตีความที่กว้างไกลไปกว่าถ้อยคำที่ตัวบทกฎหมายบัญญัติไว้หรือไม่ สุวรรณ ตระการพันธุ์
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
44015
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082060724"
    }
}
date
2544
deka_no
7920/2544
deka_running_no
7920
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "กำพล ภู่สุดแสวง",
    "วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์",
    "สุรชาติ บุญศิริพันธ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 15"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 31"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการประจำศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ผู้ถูกกล่าวหา"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย เกรียงศักดิ์ วิริยะ กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย เกรียงศักดิ์ วิริยะ"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นว่า ขับรถยนต์กระบะด้วยความประมาทเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ที่นายดนุพลสุวาชาติ ขับและเด็กชายอิฐศรา สมบุญเกิด นั่งซ้อนท้าย เป็นเหตุให้นายดนุพลรับอันตรายแก่กายและเด็กชายอิฐศรารับอันตรายสาหัส ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 157 ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้สืบเสาะและพินิจก่อนมีคำพิพากษาผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ในระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ในวันนัดฟังคำพิพากษาผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองมาศาล ศาลชั้นต้นแจ้งรายงานการสืบเสาะและพินิจให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ทราบแล้ว และเห็นว่าตามรายงานดังกล่าวปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ไม่ได้เป็นผู้ขับรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุเฉี่ยวชนนายดนุพลและเด็กชายอิฐศราผู้เสียหายทั้งสอง แต่นายอนุรักษ์เสนานุช หลานชายของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 เป็นผู้ขับรถยนต์กระบะเฉี่ยวชนผู้เสียหายทั้งสอง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ขอร้องให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 รับสมอ้างว่าเป็นผู้ขับรถยนต์กระบะเฉี่ยวชนผู้เสียหายทั้งสอง เนื่องจากนายอนุรักษ์ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 จึงรับสมอ้างเป็นผู้ขับรถยนต์กระบะเฉี่ยวชนผู้เสียหายทั้งสอง ศาลชั้นต้นได้สอบถามผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองแล้วผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองยอมรับว่าความจริงเป็นดังรายงานการสืบเสาะและพินิจดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าการกระทำของผู้ถูกกล่าวทั้งสองเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลอันเป็นการกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 31(1), 33 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15 ให้จำคุกผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองคนละ 3 เดือน

ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในข้อแรกตามฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลอันเป็นละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31(1) หรือไม่ โดยผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองฎีกาว่า การที่ศาลชั้นต้นสอบถามคำให้การของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 แล้ว ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ให้การรับสารภาพต่อศาลชั้นต้นในความผิดที่โจทก์ฟ้อง รวมทั้งได้ลงลายมือชื่อในคำให้การจำเลยที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ และการที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ลงลายมือชื่อในคำร้องขอปล่อยชั่วคราว และสัญญาประกันผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เป็นเพียงการปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบเท่านั้น แม้ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองจะกระทำไปในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นก็ไม่เป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล ส่วนการที่ผู้ถูกกล่าวหารับสมอ้างว่าเป็นผู้ขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสอันเป็นการสับเปลี่ยนกับนายอนุรักษ์ซึ่งเป็นผู้กระทำความผิด ก็เป็นการกระทำในชั้นสอบสวนก่อนมีการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองจึงไม่เป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลอันเป็นการละเมิดอำนาจศาลนั้น เห็นว่า แม้การสับเปลี่ยนตัวผู้ต้องหาในคดีนี้จะกระทำในชั้นสอบสวนก่อนมีการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นก็ตาม แต่การกระทำดังกล่าวย่อมเป็นเหตุขัดขวางมิให้การดำเนินคดีในศาลเป็นไปโดยเที่ยงธรรมและถูกต้อง เพราะทำให้มีการดำเนินคดีอาญาในศาลต่อบุคคลผู้บริสุทธิ์โดยผู้กระทำความผิดที่แท้จริงไม่ต้องถูกลงโทษ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองคบคิดกันจัดให้มีการเปลี่ยนตัวผู้ต้องหาในชั้นสอบสวน โดยมีเจตนาให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ซึ่งมิได้กระทำความผิดอาญาถูกดำเนินคดีในศาลแทนนายอนุรักษ์ และเพื่อให้นายอนุรักษ์รอดพ้นจากการถูกลงโทษในความผิดที่กระทำ การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองย่อมก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในศาล อันเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31(1) ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แล้วอนึ่ง เมื่อความปรากฏแก่ศาลตามคำแถลงของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองได้กระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ศาลย่อมมีอำนาจสั่งลงโทษผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองได้ทันที โดยไม่จำต้องทำการไต่สวนข้อเท็จจริงตามที่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองฎีกา ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองตามที่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองฎีกาหรือไม่ เห็นว่าแม้การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่กระบวนการยุติธรรมอยู่บ้าง แต่ศาลฎีกาเห็นว่า การรอการลงโทษจำคุกให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสอง เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เหมาะสมและกลับตนเป็นพลเมืองดีของสังคมน่าจะเป็นผลดียิ่งกว่าการลงโทษจำคุก ซึ่งนอกจากไม่ช่วยส่งเสริมให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองมีโอกาสประกอบสัมมาอาชีวะต่อไปแล้ว ยังส่งผลให้บุคคลทั้งสองได้ชื่อว่าเคยต้องโทษจำคุกมาก่อนทำให้ยากที่จะปรับตัวให้เข้ากับสังคมทั้งยังเป็นภาระของประเทศชาติอีกด้วยที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษให้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น แต่เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองเข็ดหลาบ สมควรลงโทษปรับอีกสถานหนึ่ง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองคนละ 500 บาท โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56หากไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามมาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
กรณีละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 31 ซึ่งนำไปใช้ในคดีอาญาโดยอาศัยบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 นั้น ศาลฎีกาเคยวางหลักไว้ว่ามีอยู่ 2 กรณี คือ ขัดขืนไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของศาลที่ออกตามมาตรา 30 เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณศาลกรณีหนึ่งหรือประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลอีกกรณีหนึ่ง เฉพาะกรณีหลังนี้เมื่อผู้ใดเข้ามาในบริเวณศาลแล้วประพฤติตนไม่เรียบร้อย ก็เป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล โดยศาลไม่จำต้องออกข้อกำหนดเสียก่อน ทั้งนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3016/2522 โดยข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวเป็นกรณีผู้ถูกกล่าวหาว่าละเมิดอำนาจศาล พกพาอาวุธปืนพร้อมด้วยกระสุนปืนเข้ามาในบริเวณศาล ซึ่งถือได้ว่าเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลแล้ว สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้ เป็นการวินิจฉัยตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7-8/2543 ซึ่งวินิจฉัยว่า "แม้การเปลี่ยนตัวผู้ต้องหาจะกระทำตั้งแต่ในชั้นสอบสวน ก่อนดำเนินกระบวนพิจารณาในศาล แต่ในที่สุดก็จะต้องมีการดำเนินคดีในศาลเป็นการต่อเนื่องกันไปการเปลี่ยนตัวผู้ต้องหาในคดีอาญาโดยมิชอบดังกล่าว ย่อมเป็นเหตุให้ผู้กระทำผิดที่แท้จริงไม่ต้องถูกลงโทษทำให้กระบวนพิจารณาในศาลไม่อาจดำเนินไปโดยเที่ยงธรรมได้ ต้องถือว่าการกระทำของผู้ต้องหาเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31(1) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15" ตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับดังกล่าว และคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้วางหลักคำว่า "บริเวณศาล" ไว้อย่างกว้างมาก เพราะแม้จะมิใช่การกระทำที่เกิดขึ้นในบริเวณศาลแต่เกิดนอกศาล และยังไม่มีการฟ้องคดีจำเลย ก็ถือว่าเป็นการกระทำต่อเนื่อง เพราะในที่สุดก็จะต้องมีการดำเนินคดีในศาล โดยมิได้คำนึงถึงกรณีที่หากไม่มีการฟ้องคดีในเวลาต่อมาแล้วผลของการกระทำดังกล่าวจะเปลี่ยนไปหรือไม่ การจะฟ้องคดีหรือไม่เป็นเพียงการคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าเท่านั้น ดังนั้น จึงไม่เป็นการแน่นอนว่าหากไม่มีการฟ้องผู้กระทำผิดต่อศาลแล้ว การเปลี่ยนตัวผู้ต้องหาดังกล่าวจะเป็นการละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ ปัญหาจึงมีว่า การกระทำในชั้นสอบสวนก่อนมีการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาล เป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลหรือไม่ มีคำพิพากษาศาลฎีกาวางหลักเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวไว้ ดังนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2059/2532 วินิจฉัยว่า "ผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าของที่ดิน รู้ว่าหนังสือรับรองการประเมินราคาที่ดินของสำนักงานที่ดินเป็นหนังสือปลอม โดยได้ประเมินราคาที่ดินสูงกว่าความเป็นจริงมากและผู้ถูกกล่าวหาได้นำไปยื่นต่อศาลชั้นต้น เพื่อให้ศาลชั้นต้นเชื่อว่าที่ดินมีราคาประเมินตามหนังสือรับรองดังกล่าว ซึ่งจะทำให้จำเลยได้รับการปล่อยชั่วคราวการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลอันเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล" คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3471/2524 วินิจฉัยว่า "การที่ผู้ถูกกล่าวหาใช้อุบายหลอกลวงเอาเงินจากผู้ที่จะฟ้องคดีต่อศาลแรงงานกลาง โดยอ้างว่าเพื่อเสียค่าฟ้อง ทั้งที่การฟ้องคดีต่อศาลแรงงานกลาง ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียม ดังนั้น ย่อมเป็นการกระทำที่ไม่ชอบและก่อให้เกิดความเสียหายแก่ศาล เมื่อการกระทำส่วนหนึ่งได้กระทำในบริเวณศาลแรงงานกลางจึงเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31(1)" คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3720/2528 วินิจฉัยว่า "ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นพยายามควบคุมการพิจารณาเกี่ยวกับการใช้คำถามและให้อยู่ในระเบียบแต่ผู้ถูกกล่าวหาไม่พอใจ และพูดว่าเป็นทนายจบนิติศาสตร์มหาบัณฑิตจะไม่ถามความเฮงซวย โดยพูดซ้ำถึง 3 ครั้ง ต่อหน้าศาล คู่ความ ตำรวจ และผู้ที่มาฟังการพิจารณา กิริยาวาจาที่ผู้ถูกกล่าวหาแสดงออกมาดังกล่าวมีลักษณะเป็นการท้าทายไม่เคารพยำเกรงศาล ฯลฯจึงเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล" คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4681-4682/2528 วินิจฉัยว่า "เมื่อข้อเท็จจริงจากการไต่สวนรับฟังได้ว่า จำเลยเข้ามารับสมอ้างว่าเป็นผู้กระทำผิดเป็นเจ้าของของกลาง ย่อมเป็นเหตุให้ผู้กระทำผิดที่แท้จริงไม่ต้องถูกลงโทษ ทำให้กระบวนพิจารณาของศาลไม่อาจดำเนินไปตามความเที่ยงธรรมได้การกระทำของจำเลยซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหา จึงเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยบริเวณศาล อันเป็นการละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31(1) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15" คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1116/2535 วินิจฉัยว่า "ข้อความตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองและสำเนาคำร้องเรียนถึงบุคคลต่าง ๆ แนบท้ายฎีกา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของฎีการะบุข้อความสำคัญอันมีลักษณะเป็นการก้าวร้าวและดูหมิ่นเสียดสีศาลอย่างรุนแรง เมื่อโจทก์ทั้งสองกับผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเป็นทนายความได้ร่วมกันลงนามเป็นผู้ฎีกาและผู้เรียงโดยให้ผู้ถูกกล่าวหานำมายื่นต่อศาลชั้นต้น การกระทำของโจทก์ทั้งสองกับผู้ถูกกล่าวหาจึงเป็นการประพฤติไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล" คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1043-1044/2516 วินิจฉัยว่า "ในคดีอาญาที่ผู้ร้องได้เข้าประกันตัวจำเลยในระหว่างพิจารณานั้น วันนัดอ่านคำพิพากษามีผู้มาฟังคำพิพากษาในฐานะจำเลย ครั้นศาลได้อ่านคำพิพากษาแล้ว ปรากฏว่าผู้มาฟังคำพิพากษานั้นเป็นบุคคลอื่น มิใช่ตัวจำเลยจริง การที่มีการเปลี่ยนตัวจำเลยเช่นนี้ เมื่อฟังว่านายประกันผู้ร้องรู้เห็นด้วย ถือได้ว่านายประกันผู้ร้องประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลย่อมเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล" คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 271/2527 วินิจฉัยว่า "การที่ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเป็นนักการที่ทำการอัยการจังหวัด และเป็นผู้นำตัวจำเลยมาศาลพร้อมกับคำฟ้องได้เรียกและรับเงินจากจำเลย โดยอ้างว่าเป็นค่าธรรมเนียมในการฟ้องด่วนนั้นไม่มีกฎหมายสนับสนุนให้กระทำได้ เห็นได้ว่าเป็นการแสวงหาผลประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองโดยแท้เมื่อผู้ถูกกล่าวหาเรียกและรับเงินที่ห้องพักอัยการซึ่งอยู่ในบริเวณศาลจึงเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล อันเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ทั้งนี้โดยมิต้องคำนึงว่าผู้ถูกกล่าวหามีเจตนาจะให้มีผลกระทบถึงศาลหรือไม่ หรือการกระทำดังกล่าวจะทำให้ศาลได้รับความเสียหายหรือไม่" คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6444/2540 วินิจฉัยว่า "ผู้ถูกกล่าวหาเรียกและรับเงินจาก พ. ที่บริเวณโต๊ะหินม้านั่งภายในบริเวณศาล โดยแอบอ้างว่าจะนำไปวิ่งเต้นคดีอาญากับผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการเรียกและรับเงินจากฝ่ายจำเลย อันเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมายถือได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล" คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3227/2542 วินิจฉัยว่า "ผู้ถูกกล่าวหาเรียกและรับเงินจากผู้กล่าวหาและจำเลย เพื่อนำไปวิ่งเต้นพนักงานอัยการและเจ้าพนักงานตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานกรมตำรวจ โดยไม่ปรากฏว่าจะนำเงินไปให้ผู้พิพากษาเพื่อเป็นอามิสสินจ้างในการดำเนินคดีในศาลและไม่ปรากฏว่ามีการมอบเงินให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาในบริเวณศาล แม้การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาจะมีจุดมุ่งหมายให้เกิดผลแก่การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาล แต่เมื่อการกระทำของผู้ถูกกล่าวหามิได้เกิดขึ้นในบริเวณศาลแล้ว จะอาศัยแต่ผลจากการกระทำที่อาจก่อให้เกิดผลเสียหายแก่รูปคดีมาชี้ขาดว่าผู้ถูกกล่าวหาประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลไม่ได้" จากคำวินิจฉัยของศาลฎีกาตามคำพิพากษาข้างต้นเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่าการละเมิดอำนาจศาลกรณีประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลนั้น ต้องเป็นกรณีที่กระทำภายในบริเวณศาล หรือส่วนหนึ่งได้กระทำภายในบริเวณศาลเท่านั้น แม้เรื่องที่กระทำจะไม่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยผู้ถูกฟ้องคดีหรือไม่เกี่ยวกับคดีที่มีการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาล เช่น การพกพาอาวุธปืนเข้ามาในบริเวณศาลโดยไม่ได้รับอนุญาต การก่อเหตุวิวาทชกต่อยทำร้ายร่างกายกัน การดูหมิ่นเสียดสีผู้พิพากษา หรือการกระทำที่ผิดกฎหมายในเหตุอื่น ๆ เป็นต้น หากได้กระทำภายในบริเวณศาลแล้ว ถือได้ว่าเป็นการละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 แล้ว มีกรณีที่แม้จะเป็นการกระทำนอกศาล แต่เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับคดีที่มีการดำเนินในศาลแล้วโดยตรง ก็ถือได้ว่าเป็นการกระทำภายในบริเวณศาลได้เช่นคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2678/2529 ผู้ออกใบมรณบัตร จำเลยปลอมให้นายประกันจำเลยไปยื่นต่อศาล โดยรู้เห็นด้วยในการที่นำไปยื่นต่อศาลชั้นต้น แม้จะมิได้นำไปยื่นด้วยตนเอง ก็ถือได้ว่าเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4113/2532 ผู้ถูกกล่าวหาเรียกและรับเงินจากผู้ถูกกล่าวหาโดยอ้างว่าจะนำไปให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเพื่อช่วยเหลือจำเลยมิให้ถูกพิพากษาจำคุก แม้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 จะเรียกและรับเงินนอกบริเวณศาล แต่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ก็ได้ใช้ให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 เข้าไปในบริเวณศาลเพื่อติดต่อกับผู้พิพากษาเพื่อประโยชน์ในการเรียกและรับเงินของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ด้วยเป็นการกระทำต่อเนื่องและเป็นส่วนหนึ่งของการเรียกและรับเงินโดยมิชอบผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 จึงมีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลด้วย มีข้อพิจารณาว่า โดยหลักของการตีความตัวบทกฎหมายที่มีลักษณะลงโทษทางอาญานั้น น่าจะต้องตีความโดยเคร่งครัด มิฉะนั้นกรณีอาจเกิดขึ้นได้ว่าในการดำเนินคดีอาญาแก่ผู้กระทำผิด หากมีการทุจริตปล่อยผู้กระทำผิดไปไม่ว่าด้วยเหตุใดและไม่ว่าผู้กระทำผิดจะถูกฟ้องคดีต่อศาลแล้วหรือไม่หรือแม้เป็นการกระทำนอกบริเวณศาล กรณีอาจถือได้ว่าเป็นการละเมิดอำนาจศาลอีกบทหนึ่งทั้งที่มีบทกฎหมายลงโทษผู้กระทำการดังกล่าวไว้แล้วโดยเฉพาะ หากถือแนววินิจฉัยตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ให้เหตุผลว่า การกระทำดังกล่าวถือได้ว่าทำให้ผู้กระทำความผิดรอดพ้นจากการถูกลงโทษในความผิดที่ได้กระทำ ดังนั้น คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้กับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7-8/2543 จึงมีข้อพิจารณาว่าเป็นการตีความที่กว้างไกลไปกว่าถ้อยคำที่ตัวบทกฎหมายบัญญัติไว้หรือไม่ สุวรรณ ตระการพันธุ์
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001079.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544