คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7970/2544 ฉบับเต็ม

#44016
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7970/2544 บริษัท เอ็มบีเอฟ แฟคเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอส.เค.สตีล กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 150 สัญญาแฟ็กเตอริงระหว่างโจทก์กับจำเลยมีสาระสำคัญว่าจำเลยตกลงขายลดหนี้ทั้งหมดของลูกหนี้ให้โจทก์ โดยโอนสิทธิเรียกร้องทั้งหมดให้โจทก์ รวมทั้งหนี้ที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ โจทก์จะจ่ายเงินจำนวนหนึ่งให้จำเลยไปก่อน เมื่อหนี้ที่ได้รับโอนถึงกำหนดชำระ โจทก์จะดำเนินการเรียกเก็บเงินจากลูกหนี้ของจำเลยแทนเมื่อเรียกเก็บเงินได้หักค่าใช้จ่ายแล้วมีเงินเหลือจะคืนให้จำเลย หากหนี้รายใดเรียกเก็บเงินไม่ได้ จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์พร้อมเบี้ยปรับ ส่วนลดและค่าธรรมเนียม ดังนี้ สัญญาแฟ็กเตอริงดังกล่าวเป็นการโอนสิทธิเรียกร้องในการดำเนินการเรียกเก็บเงินจากลูกหนี้ของจำเลยให้โจทก์ดำเนินการแทน เป็นสัญญาอย่างหนึ่งซึ่งคู่กรณีสามารถตกลงทำสัญญากันได้ จึงไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่เป็นโมฆะ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2538 จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาแฟ็กเตอริงกับโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ตกลงขายลดหนี้ทั้งหมดของลูกหนี้จำเลยที่ 1 ที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระแก่โจทก์ โดยวิธีจำเลยที่ 1 โอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องแล้วโจทก์จะจ่ายเงินให้จำเลยที่ 1 ไป เมื่อหนี้ที่จำเลยที่ 1 นำมาขายลดถึงกำหนดชำระ โจทก์จะเป็นผู้ดำเนินการเรียกเก็บเงินจากลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 แทน หากเรียกเก็บเงินได้ เมื่อหักค่าใช้จ่ายที่โจทก์ดำเนินการแทนจำเลยที่ 1 แล้ว มีเงินเหลือโจทก์จะคืนให้จำเลยที่ 1 หากหนี้รายใดโจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บเงินจากลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้ จำเลยที่ 1จะต้องรับผิดชำระหนี้ต่อโจทก์ พร้อมค่าส่วนลด ค่าธรรมเนียมและค่าเบี้ยปรับ ในการทำสัญญามีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม แต่เมื่อหนี้ที่จำเลยที่ 1 นำมาขายลดให้โจทก์ถึงกำหนด โจทก์เรียกเก็บเงินไม่ได้หลายรายการ ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้ 4,299,841.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 4,247,475.16 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดชี้สองสถาน งดสืบพยานและพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาไปตามรูปคดีค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ จำเลยทั้งสามฎีกา โดยศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาอย่างคนอนาถา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่าสัญญาแฟ็กเตอริงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะหรือไม่ ตามสัญญาแฟ็กเตอริงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีสาระสำคัญว่าจำเลยที่ 1ตกลงขายลดหนี้ทั้งหมดของลูกหนี้ให้โจทก์โดยโอนสิทธิเรียกร้องทั้งหมดให้โจทก์รวมทั้งหนี้ที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ โจทก์จะจ่ายเงินจำนวนหนึ่งให้จำเลยที่ 1 ไปก่อน เมื่อหนี้ที่ได้รับโอนถึงกำหนดชำระ โจทก์จะดำเนินการเรียกเก็บเงินจากลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 แทน เมื่อเรียกเก็บเงินได้หักค่าใช้จ่ายแล้วมีเงินเหลือจะคืนให้จำเลยที่ 1 หากหนี้รายใดเรียกเก็บเงินไม่ได้ จำเลยที่ 1ต้องรับผิดต่อโจทก์พร้อมเบี้ยปรับ ส่วนลดและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ฯลฯเห็นว่า สัญญาแฟ็กเตอริงดังกล่าวเป็นการโอนสิทธิเรียกร้องในการดำเนินการเรียกเก็บเงินจากลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ดำเนินการแทน เป็นสัญญาอย่างหนึ่งซึ่งคู่กรณีสามารถตกลงทำสัญญากันได้ จึงไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่เป็นโมฆะศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (สุมิตร สุภาดุลย์-สุทิน ปัทมราชวิเชียร-สมชัย เกษชุมพล) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
44016
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082060613"
    }
}
date
2544
deka_no
7970/2544
deka_running_no
7970
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "สุมิตร สุภาดุลย์",
    "สุทิน ปัทมราชวิเชียร",
    "สมชัย เกษชุมพล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 150"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัท เอ็มบีเอฟ แฟคเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอส.เค.สตีล กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2538 จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาแฟ็กเตอริงกับโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ตกลงขายลดหนี้ทั้งหมดของลูกหนี้จำเลยที่ 1 ที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระแก่โจทก์ โดยวิธีจำเลยที่ 1 โอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องแล้วโจทก์จะจ่ายเงินให้จำเลยที่ 1 ไป เมื่อหนี้ที่จำเลยที่ 1 นำมาขายลดถึงกำหนดชำระ โจทก์จะเป็นผู้ดำเนินการเรียกเก็บเงินจากลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 แทน หากเรียกเก็บเงินได้ เมื่อหักค่าใช้จ่ายที่โจทก์ดำเนินการแทนจำเลยที่ 1 แล้ว มีเงินเหลือโจทก์จะคืนให้จำเลยที่ 1 หากหนี้รายใดโจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บเงินจากลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้ จำเลยที่ 1จะต้องรับผิดชำระหนี้ต่อโจทก์ พร้อมค่าส่วนลด ค่าธรรมเนียมและค่าเบี้ยปรับ ในการทำสัญญามีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม แต่เมื่อหนี้ที่จำเลยที่ 1 นำมาขายลดให้โจทก์ถึงกำหนด โจทก์เรียกเก็บเงินไม่ได้หลายรายการ ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้ 4,299,841.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 4,247,475.16 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดชี้สองสถาน งดสืบพยานและพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาไปตามรูปคดีค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่าสัญญาแฟ็กเตอริงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะหรือไม่ ตามสัญญาแฟ็กเตอริงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีสาระสำคัญว่าจำเลยที่ 1ตกลงขายลดหนี้ทั้งหมดของลูกหนี้ให้โจทก์โดยโอนสิทธิเรียกร้องทั้งหมดให้โจทก์รวมทั้งหนี้ที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ โจทก์จะจ่ายเงินจำนวนหนึ่งให้จำเลยที่ 1 ไปก่อน เมื่อหนี้ที่ได้รับโอนถึงกำหนดชำระ โจทก์จะดำเนินการเรียกเก็บเงินจากลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 แทน เมื่อเรียกเก็บเงินได้หักค่าใช้จ่ายแล้วมีเงินเหลือจะคืนให้จำเลยที่ 1 หากหนี้รายใดเรียกเก็บเงินไม่ได้ จำเลยที่ 1ต้องรับผิดต่อโจทก์พร้อมเบี้ยปรับ ส่วนลดและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ฯลฯเห็นว่า สัญญาแฟ็กเตอริงดังกล่าวเป็นการโอนสิทธิเรียกร้องในการดำเนินการเรียกเก็บเงินจากลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ดำเนินการแทน เป็นสัญญาอย่างหนึ่งซึ่งคู่กรณีสามารถตกลงทำสัญญากันได้ จึงไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่เป็นโมฆะศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001078.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544