ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8881/2544
พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
โจทก์
นาย วิโรจน์ คงจันทร์
จำเลย
ป.อ. มาตรา 56, มาตรา 78, มาตรา 371
ป.วิ.อ. มาตรา 186 (9), มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 225, มาตรา 212
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2477 มาตรา 7, มาตรา 8 ทวิ, มาตรา 72, มาตรา 72 ทวิ
จำเลยแย่งอาวุธปืนจากผู้เสียหายมายิงผู้เสียหายในขณะเกิดเหตุวิวาทกัน แล้วก็ถูก ธ. แย่งอาวุธปืนคืนไปในขณะนั้น จึงต้องถือว่าจำเลยไม่มีเจตนาครอบครองอาวุธปืนและพาอาวุธปืนไปตามทางสาธารณะ
ผู้เสียหายกับพวกซึ่งมีทั้งผู้ชายและผู้หญิงหลายคนร่วมกันกลุ้มรุมทำร้าย พ. ซึ่งเป็นผู้หญิงแต่เพียงคนเดียวอย่างรุนแรงถึงขนาดล้มลุกคลุกคลานและในขณะ พ. กำลังตั้งครรภ์ด้วย การที่จำเลยซึ่งเป็นสามีของ พ. เห็นและเข้าช่วยเหลือ พ. จึงเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจอย่างยิ่ง สมควรลดโทษให้และตามพฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับจำเลยไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน จึงมีเหตุสมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลย
ศาลล่างพิพากษาให้ริบเฉพาะอาวุธปืนของกลาง โดยมิได้ให้ริบปลอกกระสุนปืนของกลางตามฟ้องด้วย จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186(9) แม้คู่ความมิได้ฎีกาข้อนี้ แต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 และการริบทรัพย์สินของกลางไม่เป็นการเพิ่มโทษจำเลย จึงไม่ต้องห้ามตามมาตรา 212ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาให้ริบปลอกกระสุนปืนของกลางได้
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 33, 83, 91, 288, 371 และริบของกลาง
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นจำคุก 10 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยมิได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน และฐานพาอาวุธปืนไปในทางสาธารณะ ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 11 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 4 เดือน ริบอาวุธปืนของกลาง
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 72 ให้จำคุก 5 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ยกฟ้องข้อหาอื่น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์และจำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นที่ยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยใช้อาวุธปืนของกลางยิงนายมงคล ชื่นบาล ผู้เสียหายโดยมีเจตนาฆ่าเนื่องจากบันดาลโทสะ ที่ผู้เสียหายกับพวกกลุ้มรุมทำร้ายนางประไพ นุ่นเหว่าจนล้มลุกคลุกคลานในขณะที่นางประไพกำลังตั้งครรภ์ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์มีว่าจำเลยมีความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนไปในเมืองทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตทั้งไม่มีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อจำเลยยิงผู้เสียหายแล้ว จำเลยกำลังบรรจุกระสุนปืนใหม่นายธวัช จันทะรี ก็เข้ามาแย่งอาวุธปืนไป ความข้อนี้นายธวัชเบิกความสนับสนุนแต่เพียงว่า นายธวัชเข้าแย่งอาวุธปืนจากจำเลยได้ นายธวัชไม่ได้เบิกความว่านายธวัชเข้าแย่งอาวุธปืนจากจำเลยขณะที่จำเลยกำลังบรรจุกระสุนปืนดังที่โจทก์ฎีกา ทั้งในชั้นสอบสวนนายธวัชก็มิได้ให้การเช่นนั้น ตามคำให้การของพยานเอกสารหมาย จ.11 พยานโจทก์ปากอื่นก็ไม่ได้เบิกความสนับสนุนคำเบิกความของผู้เสียหายในเรื่องนี้อันจะทำให้เห็นว่าจำเลยบรรจุกระสุนปืนใหม่ คำเบิกความของผู้เสียหายในส่วนนี้จึงมีน้ำหนักน้อยรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยพาอาวุธปืนมาส่วนจำเลยมีจำเลยนายโอภาส อ่อนทอง และนางประไพเป็นพยานเบิกความว่าจำเลยแย่งอาวุธปืนจากผู้เสียหายแล้วใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงผู้เสียหายความข้อที่ว่าจำเลยแย่งอาวุธปืนจากผู้เสียหายก็เจือสมกับคำเบิกความของนายเปรม ชื่นบาล น้องชายของผู้เสียหายซึ่งเป็นพยานโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า วันเกิดเหตุผู้เสียหายพกอาวุธปืนมาในที่เกิดเหตุด้วย นายโอภาสเป็นบุคคลภายนอกไม่มีส่วนได้เสียกับฝ่ายใดส่วนนายเปรมเป็นน้องชายผู้เสียหาย พยานทั้งสองย่อมไม่เบิกความเข้าข้างจำเลยแน่ พยานหลักฐานจำเลยในเรื่องนี้จึงมีน้ำหนักน่ารับฟังกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยแย่งอาวุธปืนจากผู้เสียหายมายิงผู้เสียหายในขณะเกิดเหตุวิวาทกัน แล้วก็ถูกนายธวัชแย่งอาวุธปืนคืนไปในขณะนั้นจึงต้องถือว่าจำเลยไม่มีเจตนาครอบครองอาวุธปืน และพาอาวุธปืนไปตามทางสาธารณะอันจะเป็นความผิดตามฟ้อง ฎีกาโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยมีว่า สมควรลงโทษจำเลยในสถานเบาและรอการลงโทษให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายกับพวกซึ่งมีทั้งผู้ชายและผู้หญิงหลายคนร่วมกลุ้มรุมทำร้ายนางประไพ นุ่นเหว่าซึ่งเป็นผู้หญิงแต่เพียงคนเดียวอย่างรุนแรงถึงขนาดล้มลุกคลุกคลานและในขณะนางประไพกำลังตั้งครรภ์ด้วย การที่จำเลยซึ่งเป็นสามีนางประไพเห็นและเข้าช่วยเหลือนางประไพจึงเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วางโทษจำเลยก่อนลด จำคุก 5 ปีจึงเป็นการลงโทษที่หนักเกินไป สมควรกำหนดโทษเสียใหม่ให้เบาลงและเมื่อคำนึงถึงพฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับจำเลยไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อนจึงมีเหตุสมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยด้วย ฎีกาจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น
อนึ่ง โจทก์บรรยายฟ้องว่า เจ้าพนักงานยึดอาวุธปืน 1 กระบอกและปลอกกระสุนปืน 1 ปลอก เป็นของกลาง และขอให้ริบของกลางศาลชั้นต้นพิพากษาให้ริบเฉพาะอาวุธปืนของกลางโดยมิได้ให้ริบปลอกกระสุนปืนของกลางด้วย และศาลอุทธรณ์ภาค 9 มิได้พิพากษาแก้ในส่วนนี้จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186(9)แม้คู่ความจะมิได้ฎีกาในปัญหานี้ แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225และการริบทรัพย์สินของกลางนี้ไม่เป็นการเพิ่มโทษจำเลย จึงไม่ต้องห้ามตามมาตรา 212"
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 2 ปี ลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงลงโทษจำคุก1 ปี 4 เดือน โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 3 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ริบปลอกกระสุนปืนของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 9
(ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ-สุรพล เจียมจูไร-ประชา ประสงค์จรรยา)
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ