ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9251/2544
ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน
โจทก์
นาย วรเทพหรือนายจิระ วิภาคหัตถกิจ
จำเลย
ป.พ.พ. มาตรา 193/24, มาตรา 193/34
จำเลยนำบัตรเครดิตไปใช้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2538และโจทก์ได้กำหนดเวลาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ภายในวันที่ 5เมษายน 2538 ครบกำหนดชำระแล้วจำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงอาจบังคับสิทธิเรียกร้องในหนี้ดังกล่าวภายในอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่ 6 เมษายน2538 ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 6 เมษายน 2540 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 มิใช่ว่าโจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้นับแต่วันที่โจทก์ยกเลิกการเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของจำเลย
เมื่อโจทก์แจ้งยกเลิกการเป็นสมาชิกบัตรเครดิตและบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้ที่ค้างแล้ว จำเลยได้ยินยอมชำระหนี้บางส่วนแก่โจทก์2 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 30 มิถุนายน 2540 ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 12 กันยายน2540 ซึ่งถือมิได้ว่าเป็นการรับสภาพหนี้ แต่แสดงว่าจำเลยมิได้ยกอายุความขึ้นมาปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์ตามที่เรียกร้อง ดังนั้นแม้สิทธิเรียกร้องของโจทก์จะขาดอายุความแล้วก็ตาม แต่พฤติการณ์ของจำเลยที่ยินยอมชำระหนี้ให้แก่โจทก์ถึง 2 ครั้งดังกล่าว ย่อมถือเป็นการแสดงออกโดยปริยายว่าได้ละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความนั้นแล้วจำเลยจึงไม่อาจอ้างอายุความมาเป็นข้อตัดฟ้องเพื่อปฏิเสธความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/24 และการนับอายุความจึงเริ่มนับต่อไปใหม่เสมือนไม่เคยนับอายุความมาก่อนโดยถืออายุความแห่งมูลหนี้เดิม กล่าวคือ นับอายุความเริ่มต่อไปใหม่ตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน 2540 โจทก์ยื่นคำฟ้องเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม2541 ยังไม่ล่วงพ้นกำหนดเวลา 2 ปี คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ
___________________________
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 61,301.61บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 40,906.78บาท ตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน จำนวน 61,301.61 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 40,906.78 บาท โดยเริ่มนับแต่วันถัดจากวันฟ้องวันที่ 15 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะในข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่โดยจำเลยอ้างว่า การชำระหนี้ให้แก่โจทก์ภายหลังจากหนี้ขาดอายุความแล้ว เป็นเพียงการที่จำเลยไม่ใช้สิทธิปฏิเสธการชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องที่ขาดอายุความ มีผลให้จำเลยไม่อาจเรียกคืนได้เท่านั้น หาใช่เป็นการละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความ โจทก์นำคดีมาฟ้องภายหลังที่สิทธิเรียกร้องขาดอายุความแล้ว และเนื่องจากโจทก์ยื่นคำแก้ฎีกาว่า โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องหนี้รายนี้ได้เมื่อโจทก์แจ้งยกเลิกการเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของจำเลย และหลังจากนั้นจำเลยได้นำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์ภายในกำหนดเวลา 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์แจ้งยกเลิก จึงเป็นการรับสภาพหนี้ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความจึงเห็นควรวินิจฉัยปัญหาทั้งของโจทก์และจำเลยไปพร้อมกัน และในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นสมาชิกบัตรเครดิตชื่อ บัตรกรุงศรี - วีซ่าของโจทก์ โดยจำเลยสามารถนำไปใช้ซื้อสินค้าและบริการแทนเงินสดจากร้านค้าหรือสถานบริการ หรือถอนเงินสดผ่านเครื่องถอนเงินอัตโนมัติของโจทก์หรือธนาคารอื่นที่โจทก์อนุญาตทั้งนี้โจทก์จะออกเงินทดรองแทนไปก่อน และจำเลยตกลงจะชำระหนี้คืนแก่โจทก์ตามยอดหนี้และกำหนดเวลาที่โจทก์ออกใบแจ้งยอดบัญชีให้จำเลยทราบ หากไม่ชำระยอมเสียเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี หลังจากนั้นจำเลยได้นำบัตรเครดิตไปชำระค่าสินค้าบริการรวมทั้งเบิกเงินสดหลายครั้งและโจทก์ได้ออกใบแจ้งยอดบัญชีให้จำเลยทราบ แต่จำเลยไม่ชำระ โดยจำเลยนำบัตรเครดิตไปใช้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2538 และโจทก์ได้กำหนดเวลาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ภายในวันที่ 5 เมษายน 2538ครบกำหนดแล้วจำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงบอกเลิกการใช้บัตรเครดิตกับจำเลยตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2538 ต่อมาจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์บางส่วนรวม 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2540 และวันที่ 12กันยายน 2540 หักชำระหนี้แล้วจำเลยยังเป็นหนี้โจทก์ถึงวันฟ้องจำนวน61,301.61 บาท เห็นว่า ตามเงื่อนไขของผู้ถือบัตรเครดิตตามใบสมัครการเป็นสมาชิกบัตรเครดิตกรุงศรี - วีซ่า ของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.3ข้อ 5 ที่ว่า การใช้บัตรเบิกเงินสดจากธนาคารหรือชำระค่าสินค้าหรือค่าบริการต่าง ๆ แทนการชำระเงินสดหรือจะโดยวิธีใดก็ตาม ผู้ถือบัตรจะต้องชำระคืนให้ธนาคารพร้อมกับค่าธรรมเนียม (ถ้ามี) หากชำระไม่หมดยอดคงค้างจะปรากฏในใบแจ้งยอดบัญชีในงวดต่อไป ผู้ถือบัตรจะต้องชำระคืนให้ธนาคารในจำนวนที่ธนาคารได้กำหนดหรือตามเงื่อนไขที่ธนาคารได้กำหนดขึ้นโดยธนาคารจะคิดเบี้ยปรับผิดสัญญาร้อยละ 1 ต่อเดือน บวกดอกเบี้ยคิดตามอัตราดอกเบี้ยสูงสุดของดอกเบี้ยเงินกู้กำหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทยในขณะนั้นและข้อ 9 ที่ว่าการชำระหนี้ให้กับธนาคารผู้ถือบัตรจะต้องกระทำภายในเวลาที่ธนาคารกำหนดและต้องชำระเป็นเงินบาท หากผู้ถือบัตรไม่สามารถติดต่อกับธนาคารได้จะต้องมอบหมายให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดกระทำการแทน โดยแจ้งชื่อและสถานที่ติดต่อกับบุคคลนั้นให้ธนาคารทราบนั้น เมื่อพิจารณาประกอบกับใบแจ้งยอดบัญชีพร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ.4 ที่มีเนื้อความระบุว่ารวมยอดหนี้ที่ต้องชำระ และโปรดสั่งจ่ายเช็คขีดคร่อมในนามของธนาคารโจทก์ภายในวันตามที่โจทก์กำหนดแล้ว กรณีเป็นที่เห็นได้ว่าโจทก์และจำเลยมีข้อตกลงเกี่ยวกับกำหนดเวลาชำระหนี้อันเกิดขึ้นจากการที่จำเลยนำบัตรเครดิตไปใช้ไว้โดยแน่นอนทุกเดือน การที่จำเลยไม่ชำระหนี้ภายในเวลาที่โจทก์กำหนด คงมีผลเพียงว่าจำเลยต้องเสียเบี้ยปรับและดอกเบี้ยสำหรับจำนวนเงินที่ค้างชำระให้โจทก์เท่านั้นหาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์มีเงื่อนไขระยะเวลาผ่อนชำระหนี้ให้แก่จำเลยไว้ล่วงหน้าไม่ เมื่อปรากฏว่าจำเลยนำบัตรเครดิตไปใช้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2538 และโจทก์ได้กำหนดเวลาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ภายในวันที่ 5 เมษายน 2538 ครบกำหนดแล้วจำเลยไม่ชำระโจทก์จึงอาจบังคับสิทธิเรียกร้องในหนี้ดังกล่าวภายในอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่ 6 เมษายน 2538 ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 6 เมษายน 2540 ก่อนที่โจทก์จะฟ้องคดีนี้มิใช่ว่าโจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้นับแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2538 อันเป็นวันที่โจทก์ยกเลิกการเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของจำเลย อย่างไรก็ดีเมื่อโจทก์แจ้งยกเลิกการเป็นสมาชิกบัตรเครดิตและบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้ที่ค้างแล้ว จำเลยได้ยินยอมชำระหนี้บางส่วนแก่โจทก์ 2 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 30 มิถุนายน 2540 ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2540 ซึ่งถือมิได้ว่าเป็นการรับสภาพหนี้ตามที่โจทก์กล่าวอ้างในคำแก้ฎีกา แต่แสดงว่าจำเลยมิได้ยกอายุความขึ้นมาปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์ตามที่เรียกร้อง ดังนั้น แม้สิทธิเรียกร้องของโจทก์จะขาดอายุความแล้วก็ตาม แต่พฤติการณ์ของจำเลยที่ยินยอมชำระหนี้ให้แก่โจทก์ถึง 2 ครั้งดังกล่าวย่อมถือเป็นการแสดงออกโดยปริยายว่าได้ละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความนั้นแล้วมิใช่เป็นเพียงแต่จำเลยไม่ใช้สิทธิปฏิเสธการชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องที่ขาดอายุความดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกา จำเลยจึงไม่อาจอ้างอายุความมาเป็นข้อตัดฟ้องเพื่อปฏิเสธความรับผิดตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/24 และการนับอายุความจึงเริ่มนับต่อไปใหม่เสมือนไม่เคยนับอายุความมาก่อนโดยถืออายุความแห่งมูลหนี้เดิมกล่าวคือนับอายุความเริ่มต่อไปใหม่ตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน 2540โจทก์ยื่นคำฟ้องเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2541 ยังไม่ล่วงพ้นกำหนดเวลา2 ปี คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว"
พิพากษายืน
(สุภิญโญ ชยารักษ์-ไพศาล เจริญวุฒิ-ชวลิต ตุลยสิงห์)
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 หรือตามมาตรา 172 เดิม (ก่อนแก้ไข) อายุความย่อมสะดุดหยุดลงในกรณีลูกหนี้รับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้ตามสิทธิเรียกร้องโดยทำเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ให้, ชำระหนี้ให้บางส่วน, ชำระดอกเบี้ย, ให้ประกันหรือกระทำการใด ๆ อันปราศจากข้อสงสัย แสดงให้เห็นเป็นปริยายว่ายอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องนั้น ต้องเป็นกรณีการรับสภาพหนี้ภายในกำหนดอายุความถ้าเป็นระยะเวลาที่พ้นกำหนดอายุความแล้ว ก็ไม่มีอะไรจะสะดุดหยุดลงอีก(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 756/2510,1675/2517,642/2518,3150/2532และ 5705/2533) ผลแห่งอายุความสะดุดหยุดลง ทำให้ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ เมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดเวลาใดให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/15 ซึ่งศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาเป็นบรรทัดฐานไว้ว่า "เมื่อเป็นการรับสภาพหนี้ในเวลาก่อนที่อายุความจะครบบริบูรณ์ ทำให้อายุความใช้สิทธิเรียกร้องของโจทก์สะดุดหยุดลง ต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลาเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดไป (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3150/2532,5705/2533) ทั้งนี้ก็เป็นไปตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/15 ดังกล่าว ดังนั้นการที่จำเลยชำระหนี้บางส่วนให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ภายหลังกำหนดอายุความแห่งหนี้นั้นล่วงพ้นไปแล้วจึงไม่เป็นการรับสภาพหนี้อันจะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามมาตรา 193/14(1) ทั้งนี้ได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ออกในเวลาใกล้เคียงกับคดีนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8805/2544 วินิจฉัยว่า "การที่จำเลยชำระหนี้บางส่วนภายหลังจากหนี้ขาดอายุความแล้ว จึงเพียงแต่ทำให้ลูกหนี้เรียกคืนไม่ได้ตามมาตรา 193/28 วรรคหนึ่งเท่านั้น ไม่เป็นการรับสภาพหนี้ อันจะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามมาตรา 193/14(1)"อันเป็นการวินิจฉัยตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่มีมาโดยตลอด สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับหมายเหตุนี้ ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ 2 ครั้ง ภายหลังหนี้นั้นขาดอายุความแล้ว ซึ่งหากเป็นไปตามแนววินิจฉัยของศาลฎีกาที่มีมาแต่เดิมดังกล่าวข้างต้น ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการรับสภาพหนี้ อันจะทำให้อายุความสะดุดหยุดลง และระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ และเริ่มนับอายุความต่อไป เสมือนไม่เคยนับอายุความมาก่อน โดยถืออายุความแห่งมูลหนี้เดิมดังที่คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้วินิจฉัย แม้เหตุผลตามคำพิพากษาฉบับนี้จะใช้บทบัญญัติที่เป็นผลของการละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความมาเป็นเหตุผลของการวินิจฉัยก็ตาม แต่การให้เริ่มนับอายุความใหม่ ก็คืออายุความสะดุดหยุดลงนั่นเอง มีข้อพิจารณาว่า การละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความจะนำมาปรับใช้ได้เพียงใด กล่าวคือการชำระหนี้บางส่วน จะถือว่าเป็นการละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความในหนี้ที่เหลือทั้งหมดหรือไม่ ตามมาตรา 193/24เมื่ออายุความครบกำหนดแล้ว ลูกหนี้จะสละประโยชน์แห่งอายุความนั้นเสียก็ได้น่าจะตีความได้ว่า การสละประโยชน์แห่งอายุความในจำนวนบางส่วนของหนี้ทั้งหมดได้ และมีผลเฉพาะหนี้ที่ชำระเท่านั้น ทั้งนี้สอดคล้องกับบทบัญญัติมาตรา 193/28 วรรคหนึ่ง ที่ว่าการชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องซึ่งขาดอายุความแล้วนั้น ไม่ว่าจะมากน้อยเพียงใดจะเรียกคืนไม่ได้ แม้ว่าผู้ชำระหนี้จะไม่รู้ว่าสิทธิเรียกร้องขาดอายุความแล้วก็ตามซึ่งย่อมหมายถึง แม้ชำระหนี้ทั้งหมดก็เรียกคืนไม่ได้ส่วนการรับสภาพความรับผิดในหนี้ทั้งหมด โดยยังไม่ได้ชำระหนี้เป็นกรณีที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะอีกในมาตรา 193/28 วรรคสองหากลูกหนี้ทำหนังสือรับสภาพแห่งความรับผิดทั้งหมด ก็มิใช่เป็นการรับสภาพหนี้ อันจะทำให้อายุความสะดุดหยุดลง แล้วเริ่มนับอายุความขึ้นใหม่ แต่การทำหนังสือรับสภาพความรับผิดหรือโดยการให้ประกัน กฎหมายได้กำหนดอายุความเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นตามมาตรา 193/28 วรรคสอง ดังกล่าวว่าให้มีกำหนดอายุความสองปีนับแต่วันที่ได้รับสภาพความรับผิดหรือให้ประกันตามมาตรา 193/35จึงหาใช่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง แล้วเริ่มนับอายุความใหม่โดยปริยายไม่ (เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6966/2539) แสดงว่าการชำระหนี้บางส่วนในหนี้ที่ขาดอายุความแล้ว จะเรียกคืนไม่ได้เท่านั้น หามีผลไปถึงเป็นการรับสภาพหนี้ที่เหลือ และทำให้อายุความสะดุดหยุดลง และเริ่มนับอายุความต่อไปใหม่ไม่ สุวรรณ ตระการพันธุ์