คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9514/2544 ฉบับเต็ม

#44071
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9514/2544 นางฉลอง เล็กประยูร โจทก์ บริษัทลิฟวิ่งสแตนดาร์ด กรุ๊ป จำกัด จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 377, มาตรา 379, มาตรา 391 แม้โจทก์จะได้วางเงินจำนวน 55,000 บาท ในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายอาคารพร้อมที่ดินก็ตาม แต่เงินจำนวนดังกล่าวนี้ก็มิได้หมายความว่าจะเป็นเงินมัดจำไปเสียทั้งหมด ต้องขึ้นอยู่กับเจตนาของคู่กรณีเป็นสำคัญ เมื่อเจตนาของโจทก์และจำเลยปรากฏชัดแจ้งอยู่ในสัญญาแล้วว่าให้ถือเป็นเงินดาวน์ จึงต้องถือว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของราคาที่ดินพร้อมทาวน์เฮ้าส์ ส่วนเงินดาวน์ที่โจทก์ผ่อนชำระไปแล้วอีก 10 งวดจำนวน 87,000 บาท นั้น ยิ่งเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เงินมัดจำ เพราะเป็นเงินที่ผ่อนชำระกันหลังจากทำสัญญาจะซื้อจะขายอาคารพร้อมที่ดินแล้ว ดังนั้น เมื่อโจทก์ผิดสัญญาจำเลยจะริบเงินเหล่านี้โดยอ้างว่าเป็นเงินมัดจำที่อาจริบตามกฎหมายไม่ได้ สัญญาจะซื้อจะขายข้อ 9 ระบุว่าหากโจทก์ซึ่งเป็นผู้จะซื้อผิดนัดไม่ชำระเงินตามที่ระบุในสัญญา ให้ถือว่าโจทก์ผิดสัญญาและยินยอมให้จำเลยริบเงินที่ชำระไว้แล้วทั้งหมด กับให้ถือว่าสัญญานี้เป็นอันยกเลิกกันทันทีโดยมิต้องบอกกล่าว ดังนั้น เมื่อโจทก์ผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ผลคือสัญญาเลิกกัน เงินที่โจทก์ส่งมอบแก่จำเลยดังกล่าวเพื่อชำระหนี้บางส่วนย่อมกลับเป็นเงินอันจะต้องใช้คืนเพื่อให้คู่สัญญากลับสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 แม้เมื่อโจทก์จำเลยตกลงกันให้ริบโดยไม่ต้องใช้คืนเพื่อกลับสู่ฐานะเดิมข้อตกลงให้ริบดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับที่กำหนดเป็นจำนวนเงินตามมาตรา 379 และเบี้ยปรับนี้ถ้าสูงเกินส่วน ศาลก็มีอำนาจที่จะลดลงให้เหลือเป็นจำนวนที่พอสมควรได้ ส่วนที่ตกลงกันไว้ในตอนท้ายของสัญญาข้อ 9 อีกว่า หากโจทก์ผู้จะซื้อผิดนัดไม่ชำระเงินตามสัญญาอีกยอมชำระค่าปรับให้แก่จำเลยผู้จะขายต่างหากเป็นเงินครั้งละ 10,000บาท ก็เป็นเบี้ยปรับเช่นกัน แต่ที่กำหนดไว้ในสัญญาให้เรียกได้อีกนั้นเป็นการซ้ำซ้อน จึงไม่กำหนดเบี้ยปรับให้แก่จำเลยอีก ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 147,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 87,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 8 มกราคม 2540)จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน82,000 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ว่า เงินจำนวน 5,000 บาทเป็นเงินมัดจำ คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงข้อเดียวว่า เงินที่โจทก์ชำระแก่จำเลยในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายจำนวน 55,000 บาทและเงินดาวน์ที่ผ่อนชำระไปแล้วอีก 10 งวด จำนวน 87,000 บาท เป็นเงินมัดจำหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะได้วางเงินจำนวน 55,000 บาทในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายอาคารพร้อมที่ดินในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2536 ก็ตามแต่เงินจำนวนดังกล่าวนี้ก็มิได้หมายความว่าจะเป็นเงินมัดจำไปเสียทั้งหมดต้องขึ้นอยู่กับเจตนาของคู่กรณีเป็นสำคัญ เมื่อเจตนาของโจทก์และจำเลยปรากฏชัดแจ้งอยู่ในสัญญาแล้วว่าให้ถือเป็นเงินดาวน์ จึงต้องถือว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของราคาที่ดินพร้อมทาวน์เฮ้าส์ ส่วนเงินดาวน์ที่โจทก์ผ่อนชำระไปแล้วอีก 10 งวดจำนวน 87,000 บาท นั้น ยิ่งเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เงินมัดจำ เพราะเป็นเงินที่ผ่อนชำระกันหลังจากทำสัญญาจะซื้อจะขายอาคารพร้อมที่ดินแล้ว ดังนั้น เมื่อโจทก์ผิดสัญญา จำเลยจะริบเงินเหล่านี้โดยอ้างว่าเป็นเงินมัดจำที่อาจริบตามกฎหมายไม่ได้นอกจากนี้ตามข้อ 9ของสัญญาดังกล่าวระบุไว้ว่า หากโจทก์ซึ่งเป็นผู้จะซื้อผิดนัดไม่ชำระเงินตามที่ระบุในสัญญา ให้ถือว่าโจทก์ผิดสัญญาและยินยอมให้จำเลยริบเงินชำระไว้แล้วทั้งหมดกับให้ถือว่าสัญญานี้เป็นอันยกเลิกกันทันทีโดยมิต้องบอกกล่าวและโจทก์ยินยอมให้จำเลยนำทาวน์เฮ้าส์พร้อมที่ดินที่ตกลงซื้อขายกันนี้ไปขายให้แก่บุคคลอื่นได้ด้วย ดังนั้น เมื่อโจทก์ผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ ผลคือสัญญาเลิกกัน เงินโจทก์ส่งมอบแก่จำเลยดังกล่าวเพื่อชำระหนี้บางส่วนย่อมกลับเป็นเงินอันจะต้องใช้คืนเพื่อให้คู่สัญญากลับสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 แต่เมื่อโจทก์จำเลยตกลงกันให้ริบโดยไม่ต้องใช้คืนเพื่อกลับสู่ฐานะเดิม ข้อตกลงให้ริบเงินดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับที่กำหนดเป็นจำนวนเงินตามมาตรา 379 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และเบี้ยปรับนี้ถ้าสูงเกินส่วนศาลก็มีอำนาจที่จะลดลงให้เหลือเป็นจำนวนที่พอสมควรได้ โจทก์ผิดสัญญาหลังจากชำระเงินให้แก่จำเลยไปแล้วถึง 147,000 บาท การที่จำเลยจะริบเงินจำนวนนี้ทั้งหมดทั้งที่จำเลยเพิ่งสร้างทาวน์เฮ้าส์ที่จะขายให้โจทก์เสร็จพร้อมจะโอนได้เมื่อเดือนกันยายน 2539 ที่เลิกสัญญานั้นเอง และประมาณต้นปี2540 จำเลยก็โอนกรรมสิทธิ์ขายให้บุคคลอื่นไปได้ เห็นว่า การกำหนดให้จำเลยริบเบี้ยปรับจำนวน 147,000 บาท นั้น มากเกินสมควรไป เมื่อพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของจำเลยทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยริบเบี้ยปรับได้ 60,000 บาท เท่ากับที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดไว้ ส่วนที่ตกลงกันไว้ในตอนท้ายของสัญญาข้อ 9ในเรื่องเดียวกันนี้อีกว่า หากโจทก์ผู้จะซื้อผิดนัดไม่ชำระเงินตามสัญญาอีกยอมชำระค่าปรับให้แก่จำเลยผู้จะขายต่างหาก เป็นเงินครั้งละ 10,000 บาทก็เป็นเบี้ยปรับเช่นกัน แต่ที่กำหนดไว้ในสัญญาให้เรียกได้อีกนั้นเป็นการซ้ำซ้อนจึงไม่กำหนดเบี้ยปรับให้แก่จำเลยอีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมาศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (อภิชาต สุขัคคานนท์-อรพินท์ เศรษฐมานิต-รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ในคดีแพ่งมักจะถือหลักความศักดิ์สิทธิ์ในการแสดงเจตนาของคู่สัญญาเป็นหลักกล่าวคือเมื่อคู่สัญญาตกลงทำสัญญากันไว้อย่างไรก็ต้องเป็นไปตามนั้น แต่การแสดงเจตนาดังกล่าวต้องขึ้นอยู่กับความเป็นอิสระและความเสมอภาคด้วย มิใช่เกิดจากการแสดงเจตนาลวงสำคัญผิด ถูกกลฉ้อฉล แต่บางกรณีค่อนข้างจะพิจารณาได้ยากว่าผู้ทำสัญญาได้เข้าทำสัญญาโดยมีอิสระและเสมอภาคหรือไม่ เช่นผู้ที่มีความต้องการจะหาที่อยู่อาศัย ได้ไปติดต่อบริษัทผู้มีอาชีพจัดสรรก่อสร้างอาคารขาย เช่นนี้ บริษัทซึ่งประกอบอาชีพดังกล่าวจะมีพนักงานซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ขาย ผ่านการเรียน การอบรมมีจิตวิทยาในการที่จะดึงดูดใจให้ลูกค้าทำสัญญาด้วย ตรงกันข้ามกับผู้ซื้อซึ่งมีแต่ความต้องการจะได้ที่อยู่อาศัยแต่เพียงอย่างเดียว เมื่อถูกชักจูงหรือพูดจาหว่านล้อมจึงเข้าทำสัญญาด้วย และสัญญาที่ทำขึ้นนั้นฝ่ายผู้จะขายจะเป็นผู้ร่างขึ้นดังนั้นผู้ขายจะต้องร่างไว้เพื่อประโยชน์ของตน คงไม่มีผู้ขายรายใดที่ร่างสัญญาแล้วให้ตนเป็นฝ่ายเสียเปรียบกรณีเช่นนี้หากมีข้อพิพาทขึ้นมาสู่ศาล ศาลควรจะเข้าไปตรวจสอบเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมด้วย ในการทำสัญญาส่วนมากแล้วคู่สัญญาบางฝ่ายจะต้องวางเงินมัดจำไว้เพื่อเป็นหลักฐานว่าได้ทำสัญญากันขึ้นแล้ว ซึ่งเงินมัดจำส่วนนี้หากผู้วางมัดจำเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะต้องถูกริบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 378(2) ดังนั้น ในกรณีที่ผู้วางมัดจำผิดสัญญาเป็นเหตุให้ถูกริบเงินมัดจำการตีความว่าเงินจำนวนใดเป็นเงินมัดจำนั้นจึงต้องตีความในทางที่เป็นคุณแก่ผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้น เช่นเดียวกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ได้วางเงินจำนวน 55,000 บาท ในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายอาคารพร้อมที่ดิน ศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่าเงินจำนวนดังกล่าวมิได้หมายความว่าจะเป็นเงินมัดจำไปเสียทั้งหมด ต้องขึ้นอยู่กับเจตนาของคู่สัญญาเป็นสำคัญเมื่อเจตนาของโจทก์และจำเลยในคดีนี้ว่าให้ถือเป็นเงินดาวน์ จึงต้องถือว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของราคาที่ดินพร้อมอาคาร จึงไม่ใช่เงินมัดจำที่โจทก์วางไว้อันจำเลยจะริบได้เมื่อโจทก์ผิดสัญญา นอกจากนี้ยังมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยในภายหลังเดินตามหลักคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1336/2545 เป็นต้น ส่วนเงินที่ผ่อนชำระในภายหลังจากทำสัญญาจะซื้อจะขายแล้วเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เงินมัดจำ ดังนั้น แม้จะมีการผิดสัญญาคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่มีสิทธิที่จะริบ เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2574/2536แต่ถ้ามีข้อสัญญากำหนดไว้ว่าให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งมิได้ผิดสัญญาริบได้ เช่นนี้ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยยึดถือหลักความศักดิ์สิทธิ์ในการแสดงเจตนา หากคู่สัญญาตกลงกันไว้ เมื่อผู้ชำระผิดสัญญาคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งย่อมมีสิทธิริบได้ เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6759/2544 แต่คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้ โจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลยซึ่งข้อ 9 ระบุว่า หากโจทก์ซึ่งเป็นผู้จะซื้อผิดนัดไม่ชำระเงินตามที่ระบุในสัญญาให้ถือว่าโจทก์ผิดสัญญาและยินยอมให้จำเลยริบเงินที่ชำระไว้แล้วทั้งหมด กับให้ถือว่าสัญญานี้เป็นอันยกเลิกกันทันทีโดยมิต้องบอกกล่าวเมื่อโจทก์ผิดสัญญาไม่ชำระหนี้สัญญาจึงเลิกกัน เงินที่โจทก์ส่งมอบให้แก่จำเลยดังกล่าวเพื่อชำระหนี้บางส่วนย่อมกลับเป็นเงินอันจะต้องใช้คืนเพื่อให้คู่สัญญากลับสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 เมื่อมีข้อตกลงกันให้จำเลยริบได้โดยไม่ต้องใช้คืนเพื่อกลับสู่ฐานะเดิมข้อตกลงให้ริบดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับที่กำหนดเป็นจำนวนเงินตามมาตรา 379 และหากสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจที่จะลดลงให้เหลือเป็นจำนวนที่พอสมควรได้ คำวินิจฉัยของศาลฎีกาดังกล่าวเท่ากับกลับหลักเดิม กล่าวคือ นอกจากจะต้องพิจารณาหลักความศักดิ์สิทธิ์ในการแสดงเจตนาแล้ว จะต้องดูความเสมอภาคในการเข้าทำสัญญาด้วย ศาลฎีกาคงเห็นว่าฝ่ายจำเลยเป็นฝ่ายประกอบธุรกิจ ย่อมจะต้องมีประสบการณ์ในการทำสัญญาและมีพนักงานขายช่วยพูดชักจูงหว่านล้อมให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้จะซื้อเห็นคล้อยด้วย เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่า โจทก์ซึ่งมีความประสงค์จะซื้อที่ดินพร้อมบ้านเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อได้รับคำชักจูงหว่านล้อมจากพนักงานขายของจำเลยจึงยอมเข้าทำสัญญาด้วย จึงพอเห็นได้ว่าโจทก์เข้าทำสัญญาโดยมิได้อยู่ในฐานเสมอภาคกับจำเลย ทั้งสัญญาที่ทำกันนั้นจำเลยก็เป็นฝ่ายจัดทำขึ้นเมื่อมีคดีเกิดขึ้นหากยินยอมให้เป็นไปตามสัญญาที่ฝ่ายจำเลยเป็นผู้กำหนดขึ้นก็ย่อมไม่เป็นธรรมแก่ฝ่ายโจทก์ ดังนั้น ที่ศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้ถือว่าข้อตกลงให้ริบเงินที่ชำระไว้แล้วทั้งหมดเป็นเบี้ยปรับและถ้าสูงเกินส่วนแล้ว ศาลมีอำนาจที่จะลดลงเหลือเป็นจำนวนที่พอสมควรได้นั้น จึงนับว่าเป็นกรณีที่ศาลเข้ามาดูแลให้ความเป็นธรรมแก่คู่สัญญามิให้เอาเปรียบซึ่งกันและกัน แต่เนื่องจากโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาก็ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ฝ่ายจำเลย หากค่าเสียหายของจำเลยมากเท่ากับจำนวนเงินที่โจทก์ผ่อนชำระไปแล้ว ศาลก็มีอำนาจใช้ดุลพินิจไม่ให้จำเลยคืนเงินได้ แต่ถ้าหากจำเลยได้รับความเสียหายน้อยกว่าจำนวนเงินที่โจทก์ผ่อนชำระ ศาลก็มีอำนาจสั่งให้จำเลยคืนเงินให้แก่โจทก์ได้บ้างเช่นเดียวกับคดีนี้ที่ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยคืนเงินให้แก่โจทก์บางส่วน นอกจากนี้ในสัญญายังกำหนดไว้อีกว่าหากโจทก์ผู้จะซื้อผิดนัดไม่ชำระเงินตามสัญญาอีก ยอมชำระค่าปรับให้แก่จำเลยผู้จะขายต่างหากเป็นเงินครั้งละ 10,000 บาท ก็เป็นเบี้ยปรับเช่นกันและเมื่อมีการกำหนดเบี้ยปรับไว้ซ้อนสองกรณีเช่นนี้ ศาลย่อมไม่กำหนดเบี้ยปรับให้แก่จำเลยอีก จึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว ทั้งกรณีนี้จะถือว่าศาลฎีกาไม่กำหนดเบี้ยปรับให้หาได้ไม่ เพราะว่ามีเบี้ยปรับซ้ำซ้อนกันเมื่อกำหนดเบี้ยปรับให้ส่วนหนึ่งแล้วก็ถือว่าเป็นการกำหนดเบี้ยปรับแล้ว ทั้งนี้เพราะเบี้ยปรับเกิดจากการที่โจทก์ประพฤติผิดสัญญาเช่นเดียวกันจึงเห็นว่าคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้น่าจะเป็นแนวทางที่ดีสำหรับการวินิจฉัยเรื่องการผิดสัญญาในเรื่องอื่น ๆ ที่มีการกำหนดให้ริบเงินหรือกำหนดเบี้ยปรับซ้ำซ้อนไว้ได้เป็นอย่างดี ศิริชัย วัฒนโยธิน
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
44071
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082058872"
    }
}
date
2544
deka_no
9514/2544
deka_running_no
9514
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "อภิชาต สุขัคคานนท์",
    "อรพินท์ เศรษฐมานิต",
    "รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 377",
            "ม. 379",
            "ม. 391"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางฉลอง เล็กประยูร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทลิฟวิ่งสแตนดาร์ด กรุ๊ป จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 147,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 87,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 8 มกราคม 2540)จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน82,000 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ว่า เงินจำนวน 5,000 บาทเป็นเงินมัดจำ คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงข้อเดียวว่า เงินที่โจทก์ชำระแก่จำเลยในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายจำนวน 55,000 บาทและเงินดาวน์ที่ผ่อนชำระไปแล้วอีก 10 งวด จำนวน 87,000 บาท เป็นเงินมัดจำหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะได้วางเงินจำนวน 55,000 บาทในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายอาคารพร้อมที่ดินในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2536 ก็ตามแต่เงินจำนวนดังกล่าวนี้ก็มิได้หมายความว่าจะเป็นเงินมัดจำไปเสียทั้งหมดต้องขึ้นอยู่กับเจตนาของคู่กรณีเป็นสำคัญ เมื่อเจตนาของโจทก์และจำเลยปรากฏชัดแจ้งอยู่ในสัญญาแล้วว่าให้ถือเป็นเงินดาวน์ จึงต้องถือว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของราคาที่ดินพร้อมทาวน์เฮ้าส์ ส่วนเงินดาวน์ที่โจทก์ผ่อนชำระไปแล้วอีก 10 งวดจำนวน 87,000 บาท นั้น ยิ่งเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เงินมัดจำ เพราะเป็นเงินที่ผ่อนชำระกันหลังจากทำสัญญาจะซื้อจะขายอาคารพร้อมที่ดินแล้ว ดังนั้น เมื่อโจทก์ผิดสัญญา จำเลยจะริบเงินเหล่านี้โดยอ้างว่าเป็นเงินมัดจำที่อาจริบตามกฎหมายไม่ได้นอกจากนี้ตามข้อ 9ของสัญญาดังกล่าวระบุไว้ว่า หากโจทก์ซึ่งเป็นผู้จะซื้อผิดนัดไม่ชำระเงินตามที่ระบุในสัญญา ให้ถือว่าโจทก์ผิดสัญญาและยินยอมให้จำเลยริบเงินชำระไว้แล้วทั้งหมดกับให้ถือว่าสัญญานี้เป็นอันยกเลิกกันทันทีโดยมิต้องบอกกล่าวและโจทก์ยินยอมให้จำเลยนำทาวน์เฮ้าส์พร้อมที่ดินที่ตกลงซื้อขายกันนี้ไปขายให้แก่บุคคลอื่นได้ด้วย ดังนั้น เมื่อโจทก์ผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ ผลคือสัญญาเลิกกัน เงินโจทก์ส่งมอบแก่จำเลยดังกล่าวเพื่อชำระหนี้บางส่วนย่อมกลับเป็นเงินอันจะต้องใช้คืนเพื่อให้คู่สัญญากลับสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 แต่เมื่อโจทก์จำเลยตกลงกันให้ริบโดยไม่ต้องใช้คืนเพื่อกลับสู่ฐานะเดิม ข้อตกลงให้ริบเงินดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับที่กำหนดเป็นจำนวนเงินตามมาตรา 379 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และเบี้ยปรับนี้ถ้าสูงเกินส่วนศาลก็มีอำนาจที่จะลดลงให้เหลือเป็นจำนวนที่พอสมควรได้ โจทก์ผิดสัญญาหลังจากชำระเงินให้แก่จำเลยไปแล้วถึง 147,000 บาท การที่จำเลยจะริบเงินจำนวนนี้ทั้งหมดทั้งที่จำเลยเพิ่งสร้างทาวน์เฮ้าส์ที่จะขายให้โจทก์เสร็จพร้อมจะโอนได้เมื่อเดือนกันยายน 2539 ที่เลิกสัญญานั้นเอง และประมาณต้นปี2540 จำเลยก็โอนกรรมสิทธิ์ขายให้บุคคลอื่นไปได้ เห็นว่า การกำหนดให้จำเลยริบเบี้ยปรับจำนวน 147,000 บาท นั้น มากเกินสมควรไป เมื่อพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของจำเลยทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยริบเบี้ยปรับได้ 60,000 บาท เท่ากับที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดไว้ ส่วนที่ตกลงกันไว้ในตอนท้ายของสัญญาข้อ 9ในเรื่องเดียวกันนี้อีกว่า หากโจทก์ผู้จะซื้อผิดนัดไม่ชำระเงินตามสัญญาอีกยอมชำระค่าปรับให้แก่จำเลยผู้จะขายต่างหาก เป็นเงินครั้งละ 10,000 บาทก็เป็นเบี้ยปรับเช่นกัน แต่ที่กำหนดไว้ในสัญญาให้เรียกได้อีกนั้นเป็นการซ้ำซ้อนจึงไม่กำหนดเบี้ยปรับให้แก่จำเลยอีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมาศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
ในคดีแพ่งมักจะถือหลักความศักดิ์สิทธิ์ในการแสดงเจตนาของคู่สัญญาเป็นหลักกล่าวคือเมื่อคู่สัญญาตกลงทำสัญญากันไว้อย่างไรก็ต้องเป็นไปตามนั้น แต่การแสดงเจตนาดังกล่าวต้องขึ้นอยู่กับความเป็นอิสระและความเสมอภาคด้วย มิใช่เกิดจากการแสดงเจตนาลวงสำคัญผิด ถูกกลฉ้อฉล แต่บางกรณีค่อนข้างจะพิจารณาได้ยากว่าผู้ทำสัญญาได้เข้าทำสัญญาโดยมีอิสระและเสมอภาคหรือไม่ เช่นผู้ที่มีความต้องการจะหาที่อยู่อาศัย ได้ไปติดต่อบริษัทผู้มีอาชีพจัดสรรก่อสร้างอาคารขาย เช่นนี้ บริษัทซึ่งประกอบอาชีพดังกล่าวจะมีพนักงานซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ขาย ผ่านการเรียน การอบรมมีจิตวิทยาในการที่จะดึงดูดใจให้ลูกค้าทำสัญญาด้วย ตรงกันข้ามกับผู้ซื้อซึ่งมีแต่ความต้องการจะได้ที่อยู่อาศัยแต่เพียงอย่างเดียว เมื่อถูกชักจูงหรือพูดจาหว่านล้อมจึงเข้าทำสัญญาด้วย และสัญญาที่ทำขึ้นนั้นฝ่ายผู้จะขายจะเป็นผู้ร่างขึ้นดังนั้นผู้ขายจะต้องร่างไว้เพื่อประโยชน์ของตน คงไม่มีผู้ขายรายใดที่ร่างสัญญาแล้วให้ตนเป็นฝ่ายเสียเปรียบกรณีเช่นนี้หากมีข้อพิพาทขึ้นมาสู่ศาล ศาลควรจะเข้าไปตรวจสอบเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมด้วย ในการทำสัญญาส่วนมากแล้วคู่สัญญาบางฝ่ายจะต้องวางเงินมัดจำไว้เพื่อเป็นหลักฐานว่าได้ทำสัญญากันขึ้นแล้ว ซึ่งเงินมัดจำส่วนนี้หากผู้วางมัดจำเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะต้องถูกริบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 378(2) ดังนั้น ในกรณีที่ผู้วางมัดจำผิดสัญญาเป็นเหตุให้ถูกริบเงินมัดจำการตีความว่าเงินจำนวนใดเป็นเงินมัดจำนั้นจึงต้องตีความในทางที่เป็นคุณแก่ผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้น เช่นเดียวกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ได้วางเงินจำนวน 55,000 บาท ในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายอาคารพร้อมที่ดิน ศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่าเงินจำนวนดังกล่าวมิได้หมายความว่าจะเป็นเงินมัดจำไปเสียทั้งหมด ต้องขึ้นอยู่กับเจตนาของคู่สัญญาเป็นสำคัญเมื่อเจตนาของโจทก์และจำเลยในคดีนี้ว่าให้ถือเป็นเงินดาวน์ จึงต้องถือว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของราคาที่ดินพร้อมอาคาร จึงไม่ใช่เงินมัดจำที่โจทก์วางไว้อันจำเลยจะริบได้เมื่อโจทก์ผิดสัญญา นอกจากนี้ยังมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยในภายหลังเดินตามหลักคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1336/2545 เป็นต้น ส่วนเงินที่ผ่อนชำระในภายหลังจากทำสัญญาจะซื้อจะขายแล้วเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เงินมัดจำ ดังนั้น แม้จะมีการผิดสัญญาคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่มีสิทธิที่จะริบ เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2574/2536แต่ถ้ามีข้อสัญญากำหนดไว้ว่าให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งมิได้ผิดสัญญาริบได้ เช่นนี้ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยยึดถือหลักความศักดิ์สิทธิ์ในการแสดงเจตนา หากคู่สัญญาตกลงกันไว้ เมื่อผู้ชำระผิดสัญญาคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งย่อมมีสิทธิริบได้ เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6759/2544 แต่คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้ โจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลยซึ่งข้อ 9 ระบุว่า หากโจทก์ซึ่งเป็นผู้จะซื้อผิดนัดไม่ชำระเงินตามที่ระบุในสัญญาให้ถือว่าโจทก์ผิดสัญญาและยินยอมให้จำเลยริบเงินที่ชำระไว้แล้วทั้งหมด กับให้ถือว่าสัญญานี้เป็นอันยกเลิกกันทันทีโดยมิต้องบอกกล่าวเมื่อโจทก์ผิดสัญญาไม่ชำระหนี้สัญญาจึงเลิกกัน เงินที่โจทก์ส่งมอบให้แก่จำเลยดังกล่าวเพื่อชำระหนี้บางส่วนย่อมกลับเป็นเงินอันจะต้องใช้คืนเพื่อให้คู่สัญญากลับสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 เมื่อมีข้อตกลงกันให้จำเลยริบได้โดยไม่ต้องใช้คืนเพื่อกลับสู่ฐานะเดิมข้อตกลงให้ริบดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับที่กำหนดเป็นจำนวนเงินตามมาตรา 379 และหากสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจที่จะลดลงให้เหลือเป็นจำนวนที่พอสมควรได้ คำวินิจฉัยของศาลฎีกาดังกล่าวเท่ากับกลับหลักเดิม กล่าวคือ นอกจากจะต้องพิจารณาหลักความศักดิ์สิทธิ์ในการแสดงเจตนาแล้ว จะต้องดูความเสมอภาคในการเข้าทำสัญญาด้วย ศาลฎีกาคงเห็นว่าฝ่ายจำเลยเป็นฝ่ายประกอบธุรกิจ ย่อมจะต้องมีประสบการณ์ในการทำสัญญาและมีพนักงานขายช่วยพูดชักจูงหว่านล้อมให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้จะซื้อเห็นคล้อยด้วย เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่า โจทก์ซึ่งมีความประสงค์จะซื้อที่ดินพร้อมบ้านเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อได้รับคำชักจูงหว่านล้อมจากพนักงานขายของจำเลยจึงยอมเข้าทำสัญญาด้วย จึงพอเห็นได้ว่าโจทก์เข้าทำสัญญาโดยมิได้อยู่ในฐานเสมอภาคกับจำเลย ทั้งสัญญาที่ทำกันนั้นจำเลยก็เป็นฝ่ายจัดทำขึ้นเมื่อมีคดีเกิดขึ้นหากยินยอมให้เป็นไปตามสัญญาที่ฝ่ายจำเลยเป็นผู้กำหนดขึ้นก็ย่อมไม่เป็นธรรมแก่ฝ่ายโจทก์ ดังนั้น ที่ศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้ถือว่าข้อตกลงให้ริบเงินที่ชำระไว้แล้วทั้งหมดเป็นเบี้ยปรับและถ้าสูงเกินส่วนแล้ว ศาลมีอำนาจที่จะลดลงเหลือเป็นจำนวนที่พอสมควรได้นั้น จึงนับว่าเป็นกรณีที่ศาลเข้ามาดูแลให้ความเป็นธรรมแก่คู่สัญญามิให้เอาเปรียบซึ่งกันและกัน แต่เนื่องจากโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาก็ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ฝ่ายจำเลย หากค่าเสียหายของจำเลยมากเท่ากับจำนวนเงินที่โจทก์ผ่อนชำระไปแล้ว ศาลก็มีอำนาจใช้ดุลพินิจไม่ให้จำเลยคืนเงินได้ แต่ถ้าหากจำเลยได้รับความเสียหายน้อยกว่าจำนวนเงินที่โจทก์ผ่อนชำระ ศาลก็มีอำนาจสั่งให้จำเลยคืนเงินให้แก่โจทก์ได้บ้างเช่นเดียวกับคดีนี้ที่ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยคืนเงินให้แก่โจทก์บางส่วน นอกจากนี้ในสัญญายังกำหนดไว้อีกว่าหากโจทก์ผู้จะซื้อผิดนัดไม่ชำระเงินตามสัญญาอีก ยอมชำระค่าปรับให้แก่จำเลยผู้จะขายต่างหากเป็นเงินครั้งละ 10,000 บาท ก็เป็นเบี้ยปรับเช่นกันและเมื่อมีการกำหนดเบี้ยปรับไว้ซ้อนสองกรณีเช่นนี้ ศาลย่อมไม่กำหนดเบี้ยปรับให้แก่จำเลยอีก จึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว ทั้งกรณีนี้จะถือว่าศาลฎีกาไม่กำหนดเบี้ยปรับให้หาได้ไม่ เพราะว่ามีเบี้ยปรับซ้ำซ้อนกันเมื่อกำหนดเบี้ยปรับให้ส่วนหนึ่งแล้วก็ถือว่าเป็นการกำหนดเบี้ยปรับแล้ว ทั้งนี้เพราะเบี้ยปรับเกิดจากการที่โจทก์ประพฤติผิดสัญญาเช่นเดียวกันจึงเห็นว่าคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้น่าจะเป็นแนวทางที่ดีสำหรับการวินิจฉัยเรื่องการผิดสัญญาในเรื่องอื่น ๆ ที่มีการกำหนดให้ริบเงินหรือกำหนดเบี้ยปรับซ้ำซ้อนไว้ได้เป็นอย่างดี ศิริชัย วัฒนโยธิน
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001062.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544