คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9570/2544 ฉบับเต็ม

#44078
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9570/2544 บริษัท ไอ.เอ็ม.อี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โจทก์ กรมสรรพากร กับพวก จำเลย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 มาตรา 6, มาตรา 264 ป.รัษฎากร มาตรา ตามคำแถลงของโจทก์ โจทก์อ้างเพียงว่า พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ฉบับที่ 309 ฯ และประกาศอธิบดีกรมสรรพากรของจำเลย เป็นการจำกัดสิทธิของโจทก์ ทำให้โจทก์ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราที่สูงสุดเท่านั้น โดยโจทก์มิได้กล่าวโดยชัดแจ้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญบทมาตราใดและเพราะเหตุใด จึงเป็นการกล่าวอ้างที่ไม่มีเหตุผลสนับสนุน ประกอบกับท้ายคำแถลงดังกล่าวโจทก์มีคำขอให้ศาลเพิกถอนการประเมินภาษีตามคำขอท้ายฟ้องแสดงให้เห็นว่าโจทก์ยื่นคำแถลงดังกล่าวก่อนวันนัดฟังคำพิพากษาในลักษณะของการแถลงการณ์ปิดคดี เพื่อให้ศาลชั้นต้นพิพากษาเพิกถอนการประเมินภาษีตามคำฟ้องเท่านั้น คำแถลงของโจทก์จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯมาตรา 6 ประกอบด้วยมาตรา 264 ที่ศาลชั้นต้นจะต้องส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย การที่ศาลชั้นต้นยกคำแถลงแล้วพิจารณาคดีต่อไปจึงชอบแล้ว และเมื่อโจทก์มิได้ยื่นคำร้องขอใช้สิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ต่อไป ตามเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดไว้ในประกาศอธิบดีกรมสรรพากร โจทก์จึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 9 ตามมาตรา 3แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรฉบับที่ 309 ฯ ตามการประเมินของเจ้าพนักงาน ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าศาลภาษีอากรกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทในวันชี้สองสถานว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอใช้สิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขายสินค้าหรือการให้บริการที่จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7ต่อปีหรือไม่ ต่อมาในวันนัดสืบพยานโจทก์ ทนายโจทก์แถลงตอบศาลภาษีอากรกลางว่า โจทก์มิได้ยื่นคำร้องขอใช้สิทธิตามเงื่อนไขของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรดังกล่าวและขอเลื่อนคดีเพื่อเจรจาขอผ่อนชำระค่าภาษีต่อจำเลยที่ 1 ศาลภาษีอากรกลางอนุญาตให้เลื่อนคดีและนัดฟังคำพิพากษาแทนการนัดพร้อมในวันที่ 4 สิงหาคม 2543ต่อมาวันที่ 1 สิงหาคม 2543 โจทก์ยื่นคำแถลงว่า พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม(ฉบับที่ 309) พ.ศ. 2540 มาตรา 3 ที่ให้อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากร คงจัดเก็บในอัตราร้อยละ 9 และมาตรา 4 ที่ให้ยังคงใช้มาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 236)พ.ศ. 2534 ต่อไปสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการที่กระทำไปก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 309) ดังกล่าวใช้บังคับตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด กับประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขายสินค้าหรือการให้บริการที่จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ต่อปีซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2540 โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 4 แห่งพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 309) ดังกล่าว ได้ออกมาจำกัดสิทธิของโจทก์ โดยเปลี่ยนแปลงให้โจทก์ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราที่สูงขึ้น จึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยใช้บังคับไม่ได้ขอให้ศาลเพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามฟ้อง ในวันนัดฟังคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งว่าคำแถลงของโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าพระราชกฤษฎีกาและประกาศไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญอย่างไรทั้งมิได้อ้างบทมาตราในรัฐธรรมนูญมาด้วย ถือเป็นคำแถลงที่ไม่ชัดแจ้งและมิได้ทำเป็นคำร้องอันเป็นการไม่ชอบให้ยกคำแถลง คดีพอวินิจฉัยได้แล้ว ให้งดสืบพยานคู่ความ แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ในวันดังกล่าว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เมื่อโจทก์ยื่นคำแถลงอ้างว่าประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขการขายสินค้าหรือการให้บริการที่จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ต่อปี ซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม2540 และพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 309) พ.ศ. 2540 มาตรา 4 ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และศาลชั้นต้นได้รับข้อโต้แย้งดังกล่าวแล้วการที่ศาลชั้นต้นไม่รอการพิจารณาและส่งความเห็นไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 264 กลับพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามคำแถลงของโจทก์ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2543 โจทก์อ้างเพียงว่าพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 309)พ.ศ. 2540 และประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไข การขายสินค้าหรือการให้บริการที่จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ต่อปี ของจำเลยที่ 1 เป็นการจำกัดสิทธิของโจทก์ทำให้โจทก์ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราที่สูงสุดเท่านั้นโดยโจทก์มิได้กล่าวโดยแจ้งชัดว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญบทมาตราใด และเพราะเหตุใด จึงเป็นการกล่าวอ้างที่ไม่มีเหตุผลสนับสนุน ประกอบกับท้ายคำแถลงดังกล่าวโจทก์มีคำขอให้ศาลเพิกถอนการประเมินภาษีตามคำขอท้ายฟ้องแสดงให้เห็นว่าโจทก์ยื่นคำแถลงดังกล่าวก่อนวันนัดฟังคำพิพากษาในลักษณะของแถลงการณ์ปิดคดีเพื่อให้ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาเพิกถอนการประเมินภาษีตามคำฟ้องเท่านั้น คำแถลงของโจทก์จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 มาตรา 6 ประกอบด้วยมาตรา 264 ที่ศาลภาษีอากรกลางจะต้องส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย การที่ศาลภาษีอากรกลางยกคำแถลงของโจทก์ แล้วพิจารณาคดีต่อไปจึงชอบแล้ว และเมื่อโจทก์มิได้ยื่นคำร้องขอใช้สิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ต่อปี ตามเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดไว้ในประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการขายสินค้าหรือบริการที่จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ต่อปี โจทก์จึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 9ตามมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 309) พ.ศ. 2540ตามการประเมินของเจ้าพนักงาน ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาชอบแล้วอุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา-สมศักดิ์ วงศ์ยืน-เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
44078
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082058760"
    }
}
date
2544
deka_no
9570/2544
deka_running_no
9570
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา",
    "สมศักดิ์ วงศ์ยืน",
    "เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475",
        "law_abbr": "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475",
        "sections": [
            "ม. 6",
            "ม. 264"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลรัษฎากร",
        "law_abbr": "ป.รัษฎากร",
        "sections": []
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัท ไอ.เอ็ม.อี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "กรมสรรพากร กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าศาลภาษีอากรกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทในวันชี้สองสถานว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอใช้สิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขายสินค้าหรือการให้บริการที่จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7ต่อปีหรือไม่ ต่อมาในวันนัดสืบพยานโจทก์ ทนายโจทก์แถลงตอบศาลภาษีอากรกลางว่า โจทก์มิได้ยื่นคำร้องขอใช้สิทธิตามเงื่อนไขของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรดังกล่าวและขอเลื่อนคดีเพื่อเจรจาขอผ่อนชำระค่าภาษีต่อจำเลยที่ 1 ศาลภาษีอากรกลางอนุญาตให้เลื่อนคดีและนัดฟังคำพิพากษาแทนการนัดพร้อมในวันที่ 4 สิงหาคม 2543ต่อมาวันที่ 1 สิงหาคม 2543 โจทก์ยื่นคำแถลงว่า พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม(ฉบับที่ 309) พ.ศ. 2540 มาตรา 3 ที่ให้อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากร คงจัดเก็บในอัตราร้อยละ 9 และมาตรา 4 ที่ให้ยังคงใช้มาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 236)พ.ศ. 2534 ต่อไปสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการที่กระทำไปก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 309) ดังกล่าวใช้บังคับตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด กับประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขายสินค้าหรือการให้บริการที่จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ต่อปีซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2540 โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 4 แห่งพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 309) ดังกล่าว ได้ออกมาจำกัดสิทธิของโจทก์ โดยเปลี่ยนแปลงให้โจทก์ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราที่สูงขึ้น จึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยใช้บังคับไม่ได้ขอให้ศาลเพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามฟ้อง ในวันนัดฟังคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งว่าคำแถลงของโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าพระราชกฤษฎีกาและประกาศไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญอย่างไรทั้งมิได้อ้างบทมาตราในรัฐธรรมนูญมาด้วย ถือเป็นคำแถลงที่ไม่ชัดแจ้งและมิได้ทำเป็นคำร้องอันเป็นการไม่ชอบให้ยกคำแถลง คดีพอวินิจฉัยได้แล้ว ให้งดสืบพยานคู่ความ แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ในวันดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เมื่อโจทก์ยื่นคำแถลงอ้างว่าประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขการขายสินค้าหรือการให้บริการที่จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ต่อปี ซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม2540 และพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 309) พ.ศ. 2540 มาตรา 4 ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และศาลชั้นต้นได้รับข้อโต้แย้งดังกล่าวแล้วการที่ศาลชั้นต้นไม่รอการพิจารณาและส่งความเห็นไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 264 กลับพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามคำแถลงของโจทก์ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2543 โจทก์อ้างเพียงว่าพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 309)พ.ศ. 2540 และประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไข การขายสินค้าหรือการให้บริการที่จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ต่อปี ของจำเลยที่ 1 เป็นการจำกัดสิทธิของโจทก์ทำให้โจทก์ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราที่สูงสุดเท่านั้นโดยโจทก์มิได้กล่าวโดยแจ้งชัดว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญบทมาตราใด และเพราะเหตุใด จึงเป็นการกล่าวอ้างที่ไม่มีเหตุผลสนับสนุน ประกอบกับท้ายคำแถลงดังกล่าวโจทก์มีคำขอให้ศาลเพิกถอนการประเมินภาษีตามคำขอท้ายฟ้องแสดงให้เห็นว่าโจทก์ยื่นคำแถลงดังกล่าวก่อนวันนัดฟังคำพิพากษาในลักษณะของแถลงการณ์ปิดคดีเพื่อให้ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาเพิกถอนการประเมินภาษีตามคำฟ้องเท่านั้น คำแถลงของโจทก์จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 มาตรา 6 ประกอบด้วยมาตรา 264 ที่ศาลภาษีอากรกลางจะต้องส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย การที่ศาลภาษีอากรกลางยกคำแถลงของโจทก์ แล้วพิจารณาคดีต่อไปจึงชอบแล้ว และเมื่อโจทก์มิได้ยื่นคำร้องขอใช้สิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ต่อปี ตามเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดไว้ในประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการขายสินค้าหรือบริการที่จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ต่อปี โจทก์จึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 9ตามมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 309) พ.ศ. 2540ตามการประเมินของเจ้าพนักงาน ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาชอบแล้วอุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001061.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544