ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9652/2544
นาย สิงห์ อยู่เย็น
โจทก์
นาย เขื่อมหรือเขื่อน ไชยสร
จำเลย
ป.พ.พ. มาตรา 476
คดีก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยบางส่วน โดยวินิจฉัยว่าจำเลยคดีดังกล่าวจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์คดีดังกล่าวเป็นการทำนอกขอบอำนาจในฐานะผู้จัดการมรดก ย่อมเป็นการเสียเปรียบแก่ทายาทของ จ. และผู้ที่มีส่วนเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในฐานะที่จะจดทะเบียนสิทธิได้ก่อนทั้งโจทก์คดีดังกล่าวรับซื้อที่ดินพิพาทไว้โดยทราบดีอยู่แล้วว่าทายาทของ จ. และผู้มีส่วนเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทได้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทหลายปีแล้ว และควรจะได้รู้อยู่แล้วว่าจำเลยคดีดังกล่าวกระทำในฐานะผู้จัดการมรดก จึงเป็นการไม่สุจริต ดังนี้การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินพิพาทถือว่าโจทก์ถูกรอนสิทธิ แต่โจทก์ทราบถึงสิทธิของผู้ก่อการรบกวนในที่ดินพิพาทแล้วในเวลาซื้อขาย ฉะนั้น จำเลยซึ่งเป็นผู้ขายจึงไม่ต้องรับผิดในการรอนสิทธิต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 476 โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยคืนเงินค่าที่ดินพิพาทแก่โจทก์ตามส่วนที่ถูกเพิกถอนการซื้อขายดังกล่าว
___________________________
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน310,714.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 128,571.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 ตุลาคม2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยในฐานะเป็นผู้จัดการมรดกของนายโจม ไชยสร ได้ขายที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 637 ตำบลห้วย อำเภอพนา จังหวัดอุบลราชธานี ให้แก่โจทก์ ต่อมาศาลจังหวัดอำนาจเจริญพิพากษาให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินพิพาท คดีถึงที่สุด เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดินพิพาท และประกาศขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาแบ่งแก่ทายาทของนายโจมและผู้มีสิทธิได้รับที่ดินดังกล่าว โจทก์ได้ชำระเงินให้แก่ทายาทและผู้มีสิทธิได้รับที่ดินพิพาทเป็นเงิน 310,714.28 บาท และได้ถอนการยึดที่ดินพิพาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าโจทก์มีสิทธิบังคับให้จำเลยคืนเงินค่าที่ดินพิพาทแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใดโดยโจทก์ฎีกาว่าเมื่อศาลจังหวัดอำนาจเจริญพิพากษาให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลย 10 ใน 14 ส่วน ถือได้ว่าเป็นการเลิกสัญญา เมื่อสัญญาเลิกกันคู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 จำเลยจึงต้องคืนเงินค่าที่ดินพิพาทแก่โจทก์ 10 ใน 14 ส่วนของเงินจำนวน 180,000 บาทซึ่งเป็นราคาที่ดินพิพาทที่จำเลยขายให้แก่โจทก์คิดเป็นเงิน 128,571.42บาท นั้น เห็นว่า ศาลจังหวัดอำนาจเจริญได้พิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยบางส่วนตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 518/2534 โดยวินิจฉัยว่าจำเลยคดีนี้จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์คดีนี้เป็นการทำนอกขอบอำนาจในฐานะผู้จัดการมรดก ย่อมเป็นการเสียเปรียบแก่ทายาทของนายโจมและผู้ที่มีส่วนเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในฐานะที่จะจดทะเบียนสิทธิได้ก่อนทั้งโจทก์คดีนี้รับซื้อที่ดินพิพาทไว้โดยทราบดีอยู่แล้วว่า ทายาทของนายโจมและผู้มีส่วนเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทได้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทหลายปีแล้ว และควรจะได้รู้อยู่แล้วว่าจำเลยคดีนี้กระทำในฐานะผู้จัดการมรดก จึงเป็นการไม่สุจริต ดังนี้การที่ศาลจังหวัดอำนาจเจริญพิพากษาให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินพิพาทถือว่าโจทก์ถูกรอนสิทธิ แต่โจทก์ทราบถึงสิทธิของผู้ก่อการรบกวนในที่ดินพิพาทแล้วในเวลาซื้อขายดังที่ศาลจังหวัดอำนาจเจริญวินิจฉัยฉะนั้น จำเลยซึ่งเป็นผู้ขายจึงไม่ต้องรับผิดในการรอนสิทธิต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 476 โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยคืนเงินค่าที่ดินพิพาทแก่โจทก์ตามส่วนที่ถูกเพิกถอนการซื้อขายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
(เดิมพัน จรรยามั่น-สมชัย เกษชุมพล-สุมิตร สุภาดุลย์)
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
ตามหลักกฎหมายแล้วผู้ขายจะต้องรับผิดในการรอนสิทธิต่อผู้ซื้อตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 475แต่มีข้อยกเว้นในมาตรา 476 ว่า ถ้าสิทธิของผู้ก่อการรบกวนนั้นผู้ซื้อรู้อยู่แล้วในเวลาซื้อขาย ท่านว่าผู้ขายไม่ต้องรับผิด คำว่า ผู้ขายไม่ต้องรับผิด นั้น หมายถึงอะไรบ้าง จะรวมถึงราคาที่ซื้อขายกันและค่าเสียหายอื่น ๆ ของผู้ซื้อด้วยหรือไม่ เมื่อพิจารณามาตรา 483 ซึ่งบัญญัติว่า คู่สัญญาซื้อขายจะตกลงกันว่าผู้ขายจะไม่ต้องรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องหรือเพื่อการรอนสิทธิก็ได้ และมาตรา 484 บัญญัติว่า ข้อสัญญาว่าจะไม่ต้องรับผิดนั้นย่อมไม่คุ้มผู้ขายให้พ้นจากการต้องส่งเงินคืนตามราคา เว้นแต่จะได้ระบุไว้เป็นอย่างอื่น มาตรา 483 ได้ใช้คำว่า ไม่ต้องรับผิด เช่นเดียวกับมาตรา 476 และมาตรา 484 บัญญัติว่า แม้ผู้ขายจะไม่ต้องรับผิดในการรอนสิทธิแต่ก็ยังต้องส่งเงินคืนตามราคา แสดงให้เห็นว่าคำว่า รับผิด นั้นหมายความรวมถึงราคาที่ซื้อขายกันและความเสียหายอื่น ๆ ที่ผู้ซื้อได้รับด้วย คงมีข้อพิจารณาต่อไปว่าการที่ผู้ซื้อและผู้ขายต่างรู้ว่าทรัพย์ที่ซื้อขายกันนั้นถูกรอนสิทธิอยู่ในขณะที่ซื้อ หากต่อมาฝ่ายผู้ซื้อจะขอคืนราคาเฉพาะส่วนที่ถูกรอนสิทธิได้หรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้วินิจฉัยโดยนำบทบัญญัติมาตรา 476 ขึ้นมาเป็นหลักเกณฑ์ว่าผู้ซื้อไม่สามารถจะเรียกราคาในส่วนที่ถูกรอนสิทธิได้ อย่างไรก็ตามมีข้อน่าคิดว่าแม้ในสัญญาจะตกลงกันว่าผู้ขายจะไม่ต้องรับผิดในการรอนสิทธิแต่ผู้ขายก็ยังจะต้องคืนเงินตามราคาถ้ามิได้ระบุไว้ว่ามิต้องคืนดังนั้น ในกรณีที่ไม่มีข้อตกลงไว้ว่าผู้ขายจะไม่ต้องรับผิดเพื่อการรอนสิทธิเมื่อมีการรอนสิทธิอยู่แล้วซึ่งผู้ขายเองก็ทราบดี ดังนั้นผู้ขายก็น่าจะต้องรับผิดคืนราคาเฉพาะส่วนที่ถูกรอนสิทธิคงไม่ต้องรับผิดในความเสียหายอื่น ๆนอกเหนือจากราคาเท่านั้น ศิริชัย วัฒนโยธิน