ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 610/2545
บริษัท เงินทุนศรีธนา จำกัด (มหาชน
โจทก์
บริษัท คันทรี่ โฮมส์ โฮลดิ้ง (1994) จำกัด กับพวก
จำเลย
ป.พ.พ. มาตรา 291, มาตรา 295
ป.วิ.พ. มาตรา 27, มาตรา 196 วรรคสอง, มาตรา 243, มาตรา 245, มาตรา 246
จำเลยที่ 7 มีภูมิลำเนาแน่นอน จึงไม่มีกรณีที่ไม่สามารถส่งหมายแก่จำเลยที่ 7ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 7 ได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแจ้งวันนัดแก่จำเลยที่ 7 โดยการประกาศหน้าศาลเพียงประการเดียวและไม่ได้สั่งให้ส่งหมายไปยังภูมิลำเนาของจำเลยที่ 7 ด้วย ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฉะนั้น การที่จำเลยที่ 7 ไม่มาศาลในวันนัดสืบพยาน จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 7 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาแม้ว่าศาลชั้นต้นจะมีอำนาจกระทำได้โดยมิต้องรอให้โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเสียก่อนเพราะศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นคดีไม่มีข้อยุ่งยาก และนำบทบัญญัติว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่มาใช้บังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 196 วรรคสอง ก็ตาม แต่เมื่อไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าจำเลยที่ 7 ได้รับหมายเรียกของศาลแล้วไม่มาตามกำหนดนัดตามมาตรา 196 วรรคสอง (3) ศาลชั้นต้นก็ไม่อาจสั่งว่าจำเลยที่ 7 ขาดนัดพิจารณาแล้วพิจารณาคดีสำหรับจำเลยที่ 7 ไปฝ่ายเดียวได้ กรณีดังกล่าวจึงเป็นการสั่งโดยผิดหลงและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบโดยไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดีและเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้เพิกถอนคำสั่งและการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ผิดระเบียบนั้นเสียได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(2)และมาตรา 27 ประกอบด้วยมาตรา 246
สัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 7 ถูกฟ้องให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น เป็นการรับผิดร่วมกันและแทนกันอย่างไม่มีเงื่อนไข โดยรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมเช่นเดียวกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 มูลหนี้ของจำเลยทั้งเจ็ดจึงเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้แม้การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 จะชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่การที่ศาลจะพิพากษาให้จำเลยคนหนึ่งคนใดรับผิดชดใช้เงินในมูลหนี้ร่วมที่มิอาจแบ่งแยกได้ให้แก่โจทก์เพียงใด จำเป็นที่ศาลจะต้องรับฟังพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยทุกคนนำสืบให้ปรากฏในสำนวน หรือหากจำเลยคนใดไม่มาศาล ก็ต้องปรากฏเหตุโดยแจ้งชัดว่าศาลชั้นต้นอาจสั่งให้ผู้นั้นขาดนัดพิจารณาได้โดยชอบ เมื่อคดีปรากฏเหตุที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดีเช่นนี้ ศาลอุทธรณ์ก็หาอาจพิจารณาพิพากษาอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 1 ไปโดยไม่รอฟังพยานหลักฐานแห่งการขาดนัดพิจารณาของจำเลยที่ 7ให้ชัดเจนเสียก่อนได้ไม่ ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ โดยถือว่ากระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ผิดระเบียบเริ่มตั้งแต่วันนัดสืบพยานโจทก์เป็นต้นไป
___________________________
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินและจดทะเบียนจำนองที่ดินไว้แก่โจทก์เป็นประกันหนี้ โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงินจำนวน 199,400,190.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 29 ต่อปี ของต้นเงิน 162,287,123.29 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระดอกเบี้ยที่ค้างชำระไม่น้อยกว่าปีหนึ่ง ซึ่งนำมาทบเข้ากับต้นเงินที่ค้างชำระและคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 29 ต่อปี นับแต่วันที่ค้างชำระดอกเบี้ยไม่น้อยกว่าปีหนึ่งจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งเจ็ดไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 3446 ถึง 3449 ตำบลปราณบุรี อำเภอปราณบุรีจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากทรัพย์สินที่จำนองขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งเจ็ดออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ
จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ 7 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันใช้เงินจำนวน 162,287,123.29บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี จากต้นเงิน 160,000,000 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 3446 ถึง 3449 ตำบลปราณบุรี อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบ
โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ผิดระเบียบตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2540 เป็นต้นไป ให้ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ใหม่ตั้งแต่ต้น หมายแจ้งวันเวลานัดให้จำเลยที่ 7 ทราบโดยชอบและดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปจนเสร็จสำนวนแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ ยกอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 1
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลจดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนจำกัด ฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดฐานผิดสัญญากู้ยืมเงิน สัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนอง ขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน199,400,190.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 29 ต่อปี ของต้นเงิน162,287,123.29 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระหนี้ครบถ้วน หากไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบ ให้ศาลพิพากษายึดทรัพย์สินที่จำนองของจำเลยที่ 1ออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นสั่งรับฟ้อง โดยเห็นว่าเป็นคดีไม่มีข้อยุ่งยาก หมายเรียกสำเนาให้จำเลยทั้งเจ็ดและพิจารณาอย่างคดีมโนสาเร่ในวันที่ 4 มีนาคม 2540 ซึ่งเป็นวันนัดจำเลยทั้งเจ็ดยื่นคำให้การและนัดสืบพยานโจทก์ครั้งแรก ปรากฏว่าผลการส่งหมายของจำเลยที่ 7 ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ยังไม่ส่งคืนมา ศาลชั้นต้นจึงให้เลื่อนวันนัดสืบพยานโจทก์ใหม่เป็นวันที่ 19 พฤษภาคม2540 และให้โจทก์ส่งหมายนัดสืบพยานโจทก์แก่จำเลยที่ 7 อีกครั้งหนึ่ง โดยอนุญาตให้ปิดหมายได้ ทั้งมีคำสั่งให้ปิดประกาศวันเวลานัดให้จำเลยที่ 7 ทราบที่หน้าศาลด้วยครั้นถึงวันนัด ทนายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 มาศาลส่วนจำเลยที่ 7 ไม่มาศาล ทนายโจทก์และทนายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 แถลงร่วมกันว่าจำเลยทั้งเจ็ดประสงค์จะตกลงยอมความกับโจทก์ จึงขอเลื่อนคดีเพื่อตกลงกัน โดยทนายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 แถลงว่าสามารถติดต่อจำเลยที่ 7 มาทำสัญญาประนีประนอมยอมความได้หากการเจรจาเป็นผลสำเร็จศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนวันนัดสืบพยานโจทก์เป็นวันที่ 27 มิถุนายน 2540 โดยให้ปิดประกาศแจ้งวันนัดให้จำเลยที่ 7 ทราบหน้าศาล ในวันดังกล่าวจำเลยที่ 7ไม่มาศาล ศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยที่ 7 ทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง จึงมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 7 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ให้ตัดสินชี้ขาดคดีของโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 7 ไปฝ่ายเดียว
พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้แม้ศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นคดีไม่มีข้อยุ่งยากและมีคำสั่งให้นำบทบัญญัติว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่มาใช้บังคับและออกหมายเรียกไปยังจำเลยที่ 7 เพื่อให้มาศาลและให้การตามที่ศาลกำหนดก็ตามแต่ถ้าตามพฤติการณ์แห่งคดีจำเลยที่ 7 มีภูมิลำเนาแน่นอน ก็ย่อมไม่มีกรณีที่ไม่สามารถส่งหมายแก่จำเลยที่ 7 ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 7 ได้ ด้วยเหตุนี้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้แจ้งนัดแก่จำเลยที่ 7 โดยการประกาศนัดหน้าศาลเพียงประการเดียวและไม่ได้สั่งให้ส่งหมายไปยังภูมิลำเนาของจำเลยที่ 7 ด้วย ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายปรากฏว่าในวันที่ 4 มีนาคม 2540 ซึ่งเป็นวันนัดให้จำเลยยื่นคำให้การและสืบพยานมีการส่งหมายเรียกให้จำเลยที่ 7 ทราบโดยวิธีปิดหมายตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตไว้ แต่จำเลยที่ 7 ไม่มาศาลในวันนัด ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้เลื่อนไปนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 19 พฤษภาคม 2540 และให้แจ้งนัดแก่จำเลยที่ 7 โดยส่งหมายนัดไปยังภูมิลำเนาของจำเลยที่ 7 หากไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิดหมายได้ทั้งให้ประกาศหน้าศาลแจ้งนัดแก่จำเลยที่ 7 ด้วย ก็ได้ความว่ามีการส่งหมายให้จำเลยที่ 7 ทราบโดยการปิดหมายจึงต้องถือว่าการแจ้งนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2540 แก่จำเลยที่ 7ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ครั้นถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ครั้งที่ 2 ในวันที่ 19 พฤษภาคม2540 ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 7 ไม่มาศาล เช่นนี้หากศาลชั้นต้นจำเป็นต้องเลื่อนวันนัดสืบพยานโจทก์ไปอีกเป็นครั้งที่ 3 ในวันที่ 27 มิถุนายน 2540 ศาลชั้นต้นก็ควรที่จะต้องจัดส่งหมายนัดให้แก่จำเลยที่ 7 ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 7 อีกครั้งหนึ่งเพราะไม่ปรากฏหลักฐานใดที่แสดงว่าจำเลยที่ 7 ได้ทราบนัดโดยชอบแล้ว แต่ศาลชั้นต้นกลับมีคำสั่งให้ปิดประกาศแจ้งวันนัดสืบพยานโจทก์ครั้งที่ 3 ให้จำเลยที่ 7ทราบหน้าศาลเพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้ส่งหมายนัดให้แก่จำเลยที่ 7 ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 7 ด้วย ดังนี้ จะถือว่าจำเลยที่ 7 ทราบนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 27มิถุนายน 2540 โดยชอบแล้วหาได้ไม่ การที่จำเลยที่ 7 ไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์ครั้งที่ 3 วันที่ 27 มิถุนายน 2540 ย่อมถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 7 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา เหตุนี้ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 7 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 27 มิถุนายน 2540แม้ศาลชั้นต้นมีอำนาจกระทำได้โดยมิต้องรอให้โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเสียก่อน เพราะศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นคดีไม่มีข้อยุ่งยาก และนำบทบัญญัติว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่มาใช้บังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 196 วรรคสอง ก็ตาม แต่เมื่อไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่าจำเลยที่ 7 ได้รับหมายเรียกของศาลแล้วไม่มาศาลตามกำหนดนัดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 196 วรรคสอง(3) ศาลชั้นต้นก็ไม่อาจมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 7ขาดนัดพิจารณาแล้วพิจารณาคดีสำหรับจำเลยที่ 7 ไปฝ่ายเดียวได้ กรณีดังกล่าวจึงเป็นการสั่งโดยผิดหลง และเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบโดยไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดี และเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้เพิกถอนคำสั่งและการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ผิดระเบียบนั้นเสียได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(2) และมาตรา 27 ประกอบด้วยมาตรา 246 นอกจากนี้ตามสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 7 ถูกฟ้องให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ได้ระบุไว้โดยชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 7 ในฐานะผู้ค้ำประกันของจำเลยที่ 1ขอรับผิดร่วมกันและแทนกันอย่างไม่มีเงื่อนไข โดยรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมเช่นเดียวกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ดังนั้น มูลหนี้ของจำเลยทั้งเจ็ดตามฟ้องโจทก์จึงเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่การที่ศาลจะพิพากษาให้จำเลยคนหนึ่งคนใดรับผิดชดใช้เงินในมูลหนี้ร่วมที่มิอาจแบ่งแยกได้ให้แก่โจทก์เพียงใด จำเป็นที่ศาลจะต้องรับฟังพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยทุกคนนำสืบให้ปรากฏในสำนวนหรือหากจำเลยคนใดไม่มาศาล ก็ต้องปรากฏเหตุโดยแจ้งชัดว่าศาลชั้นต้นอาจสั่งให้จำเลยผู้นั้นขาดนัดพิจารณาได้โดยชอบ เมื่อคดีปรากฏเหตุที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดีเช่นนี้ ศาลอุทธรณ์ก็หาอาจพิจารณาพิพากษาอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 1 ไปโดยไม่รอฟังหลักฐานแห่งการขาดนัดพิจารณาของจำเลยที่ 7 ให้ชัดเจนเสียก่อนได้ไม่ ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้อย่างไรก็ดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยเห็นว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2540 นั้นไม่ถูกต้องเพราะกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ผิดระเบียบเริ่มตั้งแต่วันนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 27มิถุนายน 2540 เป็นต้นไป แต่แม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยว่าวันที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบแตกต่างออกไปก็ไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนไปเพราะก่อนหน้านั้นจำเลยอื่นเพียงแต่ยื่นคำให้การไว้เท่านั้น ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องด้วยในผลที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ใหม่ตั้งแต่ต้น หมายแจ้งวันนัดให้จำเลยที่ 7 ทราบโดยชอบและดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปจนเสร็จสำนวนแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
(วิชา มหาคุณ-วิชัย วิวิตเสวี-สุภิญโญ ชยารักษ์)
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ