คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1079/2545 ฉบับเต็ม

#44114
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1079/2545 บริษัท เอส.บี. ออโตเซลล์ จำกัด โจทก์ นาง สมพร หลีเจริญ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 391, มาตรา 572 ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1), มาตรา 247 ในทางพิจารณาไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ใช้รถยนต์คันที่เช่าซื้อโดยประมาทเลินเล่ออย่างไร และรถได้เสื่อมราคาลงไปเนื่องจากเกิดความเสียหาย เพราะจำเลยที่ 1 ใช้รถโดยประมาทเลินเล่อหรือไม่ แต่กลับได้ความว่าจำเลยที่ 1 ได้ใช้ความระมัดระวังในการดูแลรักษารถดังกล่าวตามสมควรแล้วโดยนำไปตรวจเช็คและซ่อมแซมที่ศูนย์รถยนต์ของโจทก์เป็นประจำตลอดมา ดังนั้น เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันโดยถือมิได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ 1 ก็ไม่ต้องรับผิดเกี่ยวกับการเสื่อมราคาตามสภาพของการใช้รถตามปกติ ซึ่งประเด็นนี้เป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกาเห็นควรให้มีผลถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245(1) ประกอบมาตรา 247 ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อฮุนไดจากโจทก์ โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ว่าจะรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อรวม 19 งวด ส่วนงวดที่ 20 จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อบางส่วนจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 21 เป็นต้นมา คงค้างชำระค่าเช่าซื้อ 496,519 บาท ต่อมาจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์แต่รถยนต์คันดังกล่าวอยู่ในสภาพชำรุดเสียหาย โจทก์ต้องเสียค่าซ่อมรถยนต์เป็นเงิน 10,807 บาท และรถยนต์ที่เช่าซื้อต้องเสื่อมราคาจากราคาปกติ 196,519 บาท รวมค่าเสื่อม ราคาค่าซ่อมและค่าอะไหล่ 207,326 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 215,099 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 207,326 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์คันที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ในสภาพดี โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสื่อมสภาพของรถยนต์คันดังกล่าวจากจำเลยทั้งสองค่าซ่อมรถไม่เกิน 1,000 บาท ค่าเสียหายไม่เกิน 6,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 พฤศจิกายน2540) จนกว่าชำระให้โจทก์เสร็จ จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่า มีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า จำเลยที่ 1 ใช้รถยนต์พิพาทอย่างประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้รถเสียหายและเสื่อมราคาลง ซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระค่าเสื่อมราคาให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนายวีระศิลป์ แก้วมุนีโชค ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นพยานเพียงปากเดียวเบิกความลอย ๆ ว่า รถยนต์พิพาทเสื่อมสภาพลงและโจทก์คิดค่าเสื่อมสภาพเป็นเงิน 196,519 บาท โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ใช้รถโดยประมาทเลินเล่ออย่างไร และรถได้เสื่อมราคาลงไปเนื่องจากเกิดความเสียหายเพราะจำเลยที่ 1 ใช้รถโดยประมาทเลินเล่อ ยิ่งไปกว่านั้นข้อเท็จจริงที่ปรากฏในรายการตรวจสภาพรถตามเอกสารหมาย จ.13กลับบ่งชี้ให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ใช้ความระมัดระวังในการดูแลรักษารถยนต์พิพาทตามสมควรแล้ว โดยจำเลยที่ 1 ได้นำรถยนต์พิพาทเข้าตรวจเช็คและซ่อมแซมที่ศูนย์ซ่อมรถยนต์ของโจทก์เป็นประจำตลอดมา ดังนี้ การที่รถยนต์พิพาทถูกใช้งานตามสภาพก็ย่อมเสื่อมราคาไปบ้างตามปกติ และเมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันโดยถือมิได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ 1 จึงมิต้องรับผิดเกี่ยวกับการเสื่อมราคาตามสภาพของการใช้รถยนต์ตามปกติพยานหลักฐานโจทก์รับฟังมิได้ว่า จำเลยที่ 1 ใช้รถยนต์พิพาทอย่างประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้รถยนต์เสื่อมราคาลงและจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และเมื่อเป็นประเด็นเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกาเห็นควรให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245(1) ประกอบมาตรา 247 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น" พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสอง (สมชาย จุลนิติ์-ไพศาล เจริญวุฒิ-ชวลิต ตุลยสิงห์) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
44114
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082056762"
    }
}
date
2545
deka_no
1079/2545
deka_running_no
1079
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "สมชาย จุลนิติ์",
    "ไพศาล เจริญวุฒิ",
    "ชวลิต ตุลยสิงห์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 391",
            "ม. 572"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 245 (1)",
            "ม. 247"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัท เอส.บี. ออโตเซลล์ จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง สมพร หลีเจริญ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อฮุนไดจากโจทก์ โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ว่าจะรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อรวม 19 งวด ส่วนงวดที่ 20 จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อบางส่วนจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 21 เป็นต้นมา คงค้างชำระค่าเช่าซื้อ 496,519 บาท ต่อมาจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์แต่รถยนต์คันดังกล่าวอยู่ในสภาพชำรุดเสียหาย โจทก์ต้องเสียค่าซ่อมรถยนต์เป็นเงิน 10,807 บาท และรถยนต์ที่เช่าซื้อต้องเสื่อมราคาจากราคาปกติ 196,519 บาท รวมค่าเสื่อม ราคาค่าซ่อมและค่าอะไหล่ 207,326 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 215,099 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 207,326 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์คันที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ในสภาพดี โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสื่อมสภาพของรถยนต์คันดังกล่าวจากจำเลยทั้งสองค่าซ่อมรถไม่เกิน 1,000 บาท ค่าเสียหายไม่เกิน 6,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 พฤศจิกายน2540) จนกว่าชำระให้โจทก์เสร็จ

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่า มีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า จำเลยที่ 1 ใช้รถยนต์พิพาทอย่างประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้รถเสียหายและเสื่อมราคาลง ซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระค่าเสื่อมราคาให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนายวีระศิลป์ แก้วมุนีโชค ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นพยานเพียงปากเดียวเบิกความลอย ๆ ว่า รถยนต์พิพาทเสื่อมสภาพลงและโจทก์คิดค่าเสื่อมสภาพเป็นเงิน 196,519 บาท โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ใช้รถโดยประมาทเลินเล่ออย่างไร และรถได้เสื่อมราคาลงไปเนื่องจากเกิดความเสียหายเพราะจำเลยที่ 1 ใช้รถโดยประมาทเลินเล่อ ยิ่งไปกว่านั้นข้อเท็จจริงที่ปรากฏในรายการตรวจสภาพรถตามเอกสารหมาย จ.13กลับบ่งชี้ให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ใช้ความระมัดระวังในการดูแลรักษารถยนต์พิพาทตามสมควรแล้ว โดยจำเลยที่ 1 ได้นำรถยนต์พิพาทเข้าตรวจเช็คและซ่อมแซมที่ศูนย์ซ่อมรถยนต์ของโจทก์เป็นประจำตลอดมา ดังนี้ การที่รถยนต์พิพาทถูกใช้งานตามสภาพก็ย่อมเสื่อมราคาไปบ้างตามปกติ และเมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันโดยถือมิได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ 1 จึงมิต้องรับผิดเกี่ยวกับการเสื่อมราคาตามสภาพของการใช้รถยนต์ตามปกติพยานหลักฐานโจทก์รับฟังมิได้ว่า จำเลยที่ 1 ใช้รถยนต์พิพาทอย่างประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้รถยนต์เสื่อมราคาลงและจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และเมื่อเป็นประเด็นเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกาเห็นควรให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245(1) ประกอบมาตรา 247 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสอง
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001043.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545