คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1749/2545 ฉบับเต็ม

#44130
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1749/2545 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ สิบตำรวจตรี วีระสิทธิ์ แก้วมณี จำเลย ป.อ. มาตรา 149, มาตรา 157 พฤติการณ์ที่จำเลยจับกุมผู้เสียหายในข้อหาลักทรัพย์ของ ส. แล้วให้ผู้เสียหายลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุม จากนั้นนำผู้เสียหายไปควบคุมไว้ที่สถานีตำรวจประมาณ30 นาที จึงเรียกร้องเอาเงินจากผู้เสียหายเพื่อแลกเปลี่ยนกับการปล่อยตัวไม่ดำเนินคดีโดยนำผู้เสียหายออกมาโทรศัพท์หา ก. ภริยาผู้เสียหาย ต่อมาเมื่อจำเลยได้รับเงิน3,000 บาท จากผู้เสียหายแล้ว จึงปล่อยผู้เสียหายไปนั้น เป็นกรณีไม่กระทำการในตำแหน่งโดยมิชอบด้วยหน้าที่ จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149 เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว ย่อมไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก แม้ว่าการกระทำของจำเลยจะเข้าหลักเกณฑ์อันเป็นองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 157 ด้วยก็ตาม ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจประจำสถานีตำรวจนครบาลตลาดพลู ตำแหน่งพนักงานวิทยุงานป้องกันและปราบปราม มีอำนาจหน้าที่สืบสวนจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายอาญา และทำหน้าที่เจ้าหน้าที่ควบคุมผู้ต้องหาได้จับกุมนายสถาพร ทองเงิน ในข้อหาลักทรัพย์ตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยตามกฎหมายแล้วเรียกให้นายสถาพรมอบเงิน 10,000 บาท แก่จำเลยเพื่อให้จำเลยไม่นำตัวนายสถาพรส่งให้แก่พนักงานสอบสวนดำเนินคดีและปล่อยตัวนายสถาพรไปอันเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริตทำให้นายสถาพรได้รับความเสียหายต้องยอมมอบเงิน 6,000 บาท และวิทยุติดตามตัว (แพคลิงค์) 1 เครื่อง ราคา 6,000บาท ให้แก่จำเลยไป ต่อมาเจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมเงินส่วนหนึ่งที่จำเลยเรียกร้องเอาไปจากนายสถาพรเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149, 157 และคืนของกลางแก่เจ้าของ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149,157 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 149 ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 5 ปี ธนบัตรของกลางคืนเจ้าของ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลตลาดพลู ก่อนถูกจับกุมจำเลยได้จับกุมนายสถาพร ทองเงินผู้เสียหาย โดยกล่าวหาว่า ลักทรัพย์คาร์บูเรเตอร์รถจักรยานยนต์ของผู้อื่นและควบคุมตัวผู้เสียหายไว้ที่ห้องควบคุมสถานีตำรวจดังกล่าว ต่อมาจำเลยปล่อยผู้เสียหายไปโดยไม่ได้นำตัวส่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี ในวันจับกุมจำเลยออกมารับเงิน 3,000 บาทจากนางกัณหา แซ่เล้า ภริยาผู้เสียหายที่บริเวณด้านหลังสถานีตำรวจนครบาลตลาดพลูจึงถูกเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (สำนักงาน ป.ป.ป.) และเจ้าพนักงานตำรวจกองปราบปรามจับกุมพร้อมยึดธนบัตรฉบับละ 500 บาท 6 ฉบับ ซึ่งอยู่ในความครอบครองของจำเลยเป็นของกลาง คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้เรียกร้องเอาเงินจากผู้เสียหายเพื่อแลกเปลี่ยนกับการปล่อยตัวไม่ดำเนินคดีแก่ผู้เสียหายในข้อหาลักทรัพย์คาร์บูเรเตอร์ของผู้อื่นอันเป็นการกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายและนางกัณหาพยานโจทก์ว่า เมื่อผู้เสียหายลงลายมือชื่อในแผ่นกระดาษแบบพิมพ์ซึ่งไม่ได้กรอกข้อความแล้ว จำเลยบอกว่าผู้เสียหายกระทำความผิดข้อหาลักทรัพย์ต้องจับกุมดำเนินคดี หากประสงค์ให้จำเลยช่วยเหลือเพื่อไม่ถูกดำเนินคดี ผู้เสียหายต้องจ่ายเงิน 10,000 บาท ให้แก่จำเลย หากผู้เสียหายไม่จ่ายเงินจำนวนดังกล่าวก็ต้องส่งตัวให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี จากนั้นจำเลยนำผู้เสียหายไปควบคุมในห้องควบคุมนานประมาณ 30 นาที จึงพาผู้เสียหายออกมาและให้ผู้เสียหายโทรศัพท์ไปแจ้งให้นางกัณหามาพบที่สถานีตำรวจ เมื่อนางกัณหามาพบผู้เสียหายเล่าให้ฟังว่า ถูกจำเลยจับกุมข้อหาลักทรัพย์และจำเลยต้องการเงิน 10,000 บาท ให้นางกัณหาไปหาเงินมาให้จำเลย นางกัณหานำเครื่องรับโทรทัศน์ไปจำนำได้เงิน3,000 บาท แล้วนำไปให้ผู้เสียหาย ผู้เสียหายส่งมอบเงิน 3,000 บาท ให้จำเลยรับไปแต่ยังไม่ครบตามที่ต้องการ จำเลยจึงยึดวิทยุติดตามตัวของผู้เสียหายไว้เป็นประกันและจะคืนให้เมื่อได้รับเงินส่วนที่เหลือ จากนั้นจำเลยจึงปล่อยผู้เสียหายพร้อมกับให้หมายเลขโทรศัพท์ห้องพักจำเลยแก่ผู้เสียหายไว้สำหรับติดต่อ วันรุ่งขึ้นผู้เสียหายนำทะเบียนรถจักรยานยนต์ไปจำนำกับเพื่อนได้เงิน 3,000 บาท จึงโทรศัพท์นัดให้จำเลยมารับเงินที่สถานีตำรวจนครบาลตลาดพลู แต่จำเลยไม่มาตามนัด ต่อมาผู้เสียหายไปร้องเรียนจำเลยต่อนายซาเล็ม อุสตัส เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ นายซาเล็มรับเรื่องร้องเรียนแล้วได้ประสานงานกับร้อยตำรวจเอกยุทธ กล่ำกล่อมจิตร เจ้าพนักงานตำรวจกองปราบปราม แล้วร่วมกันวางแผนจับกุมจำเลยโดยนำธนบัตรฉบับละ 500 บาท 6 ฉบับ มาให้ผู้เสียหายลงลายมือชื่อและทำตำหนิไว้ที่ด้านหน้าและด้านหลังของธนบัตร แล้วนำไปถ่ายสำเนาไว้ จากนั้นผู้เสียหายโทรศัพท์นัดหมายให้จำเลยมารับเงินโดยให้นางกัณหาเป็นผู้นำเงินไปให้จำเลยจนกระทั่งจับกุมจำเลยได้พร้อมธนบัตรของกลางดังกล่าว เห็นว่า จำเลยจับกุมผู้เสียหายได้ที่บริเวณลานจอดรถสถานีตำรวจนครบาลตลาดพลู หากจำเลยมีเจตนาสุจริตก็น่าจะนำตัวผู้เสียหายพร้อมบันทึกการจับกุม ส่งมอบให้แก่ร้อยตำรวจเอกยุทธภูมิกิตติทรงภพ ซึ่งเข้าเวรสอบสวนอยู่ในขณะนั้น แต่จากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกยุทธภูมิมิได้ความว่า ในวันดังกล่าวพยานเข้าเวรสอบสวนอยู่ที่สถานีตำรวจนครบาลตลาดพลูตั้งแต่เวลา 0.00 นาฬิกา จนถึง 6 นาฬิกา ในช่วงนั้นมีผู้ต้องหาถูกควบคุมอยู่14 คน แต่ไม่มีชื่อผู้เสียหายรวมอยู่ด้วย การที่จำเลยไม่นำตัวผู้เสียหายพร้อมบันทึกการจับกุมส่งมอบให้แก่ร้อยตำรวจเอกยุทธภูมิดังกล่าวย่อมเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งผู้เสียหายและนางกัณหาเบิกความยืนยันว่า จำเลยได้เรียกร้องเอาเงินจากผู้เสียหายเพื่อแลกเปลี่ยนกับการปล่อยตัวไม่ดำเนินคดีแก่ผู้เสียหาย โดยนางกัณหาได้นำเครื่องรับโทรทัศน์ไปจำนำได้เงิน 3,000 บาท แล้วนำไปให้ผู้เสียหายที่สถานีตำรวจนครบาลตลาดพลู และผู้เสียหายได้มอบเงินจำนวนดังกล่าวให้จำเลยแต่ยังไม่ครบจำนวนตามที่จำเลยต้องการ แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าผู้เสียหายเคยถูกดำเนินคดีข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงานในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลตลาดพลูก็ตาม แต่ในเอกสารฉบับนี้ไม่ปรากฏรายละเอียดว่าจำเลยเป็นผู้จับกุมผู้เสียหาย จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าผู้เสียหายเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยเพราะเหตุถูกดำเนินคดีดังกล่าวถึงขนาดกลั่นแกล้งให้จำเลยต้องได้รับโทษในคดีนี้ เชื่อได้ว่าผู้เสียหายและนางกัณหาเบิกความตามความจริง พฤติการณ์ที่จำเลยจับกุมผู้เสียหายในข้อหาลักทรัพย์คาร์บูเรเตอร์ของนายสุริยา แซ่ซิ้ม แล้วให้ผู้เสียหายลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุม จากนั้นนำผู้เสียหายไปควบคุมไว้ในห้องควบคุมที่สถานีตำรวจนครบาลตลาดพลูประมาณ 30 นาที จึงนำผู้เสียหายออกมาให้โทรศัพท์ไปหานางกัณหาภริยาผู้เสียหาย ต่อมาเมื่อจำเลยได้รับเงินจำนวน 3,000 บาท ไปจากผู้เสียหายแล้วจึงปล่อยผู้เสียหาย รับฟังได้ว่า การที่จำเลยปล่อยผู้เสียหายไปดังกล่าวก็เพื่อให้ผู้เสียหายไปหาเงินมาให้จำเลยจนครบตามจำนวนที่จำเลยต้องการ สำหรับนายซาเล็มและร้อยตำรวจเอกยุทธพยานโจทก์ทั้งสองแม้จะไม่ได้เกี่ยวข้องรู้เห็นว่าจำเลยเรียกร้องเอาเงินจากผู้เสียหายเป็นการแลกเปลี่ยนกับการปล่อยตัวผู้เสียหายก็ตาม แต่หลังจากนายซาเล็มได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้เสียหายแล้วได้ประสานงานกับร้อยตำรวจเอกยุทธเพื่อวางแผนจับกุมจำเลย ต่อมาจับกุมจำเลยได้พร้อมธนบัตรของกลางฉบับละ 500 บาท 6 ฉบับ ซึ่งผู้เสียหายลงลายมือชื่อและทำตำหนิไว้ในด้านหน้าและด้านหลังตามที่วางแผนไว้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยได้เรียกร้องเอาเงินจากผู้เสียหายสำหรับตนเองโดยมิชอบเพื่อแลกเปลี่ยนกับการปล่อยตัวไม่ดำเนินคดีแก่ผู้เสียหายในความผิดข้อหาลักทรัพย์ อันเป็นกรณีไม่กระทำการในตำแหน่งโดยมิชอบด้วยหน้าที่ย่อมมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149 ดังฟ้อง ที่จำเลยนำสืบอ้างว่า ปล่อยผู้เสียหายไปเพื่อให้ผู้เสียหายไปหาเงินมาชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายสุริยา แซ่ซิ้ม เจ้าของคาร์บูเรเตอร์รถจักรยานยนต์ที่กล่าวหาผู้เสียหายว่าเป็นผู้ถอดเอาไปจากรถจักรยานยนต์ของนายสุริยาซึ่งขณะนั้นต้องขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษธนบุรี ตลอดจนการรับเงิน 3,000 บาท จากนางกัณหาเป็นการรับไว้แทนนายสุริยา โดยมีนายสุริยามาเบิกความสนับสนุนนั้น หากเป็นความจริงจำเลยก็น่าจะได้ให้การไว้ในชั้นสอบสวน แต่จำเลยก็หาได้ให้การไว้ไม่ ข้ออ้างของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการแสร้งแต่งเรื่องขึ้นในภายหลังเพื่อให้ตนเองหลุดพ้นจากความผิด ไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทความผิดตามมาตรา 157 มาด้วย โดยเห็นว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทนั้น ไม่ถูกต้อง เพราะเมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามมาตรา 149 ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว ย่อมไม่เป็นความผิดตามมาตรา 157 ที่เป็นบททั่วไปอีก แม้การกระทำของจำเลยจะเข้าหลักเกณฑ์อันเป็นองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 157 ด้วยก็ตาม ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง" พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149เพียงบทเดียว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (ชวลิต ตุลยสิงห์-ดวงมาลย์ ศิลปอาชา-สมชาย จุลนิติ์) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ โจทก์บรรยายฟ้องและขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149 และ 157 ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยกระทำความผิดทั้งมาตรา 149และ 157 ศาลชั้นต้นจึงพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดทั้งสองมาตรา แต่เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 149 ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเมื่อมีความผิดตามมาตรา 149 ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว ย่อมไม่เป็นความผิดตามมาตรา 157 ที่เป็นบททั่วไปอีก เป็นคำวินิจฉัยเดินตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ได้วางหลักเกณฑ์ไว้ตั้งแต่ปี 2505 เช่นคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 599/2505 และ1138/2505 เป็นต้น มีข้อน่าสงสัยว่าแนวคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวนำหลักเกณฑ์จากบทบัญญัติกฎหมายฉบับใดมาวินิจฉัยว่าเมื่อมีความผิดตามมาตราใดมาตราหนึ่งซึ่งเรียกว่าเป็นบทเฉพาะแล้วจึงไม่ผิดมาตรา 157 ซึ่งเรียกว่าเป็นบททั่วไปอีก แม้การกระทำของจำเลยจะเข้าหลักเกณฑ์อันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามมาตรา 157ก็ตาม ผู้หมายเหตุเห็นว่า ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติไว้ตั้งแต่มาตรา 147 ถึงมาตรา 166 ไม่มีบทบัญญัติใดบัญญัติวางหลักว่าบทบัญญัติใดเป็นบทเฉพาะ บทบัญญัติใดเป็นบททั่วไป ซึ่งแต่ละมาตรามีหลักเกณฑ์และโทษต่างหากจากกัน หากถือว่าบทบัญญัติมาตรา 157 เป็นบทบัญญัติทั่วไปแล้วดังนั้น หากจำเลยกระทำความผิดตามมาตราอื่น เช่น มาตรา 160,162 ก็ไม่น่าจะเป็นความผิดตามมาตรา 157 อีก แต่แนวคำพิพากษาศาลฎีกาก็มิได้วินิจฉัยว่ามาตรา 157เป็นบททั่วไป กลับพิพากษาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามมาตรา 157,160,162 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 157ซึ่งเป็นบทหนัก เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1051/2505 และ 101/2524 เป็นต้นจึงเห็นได้ว่าแนวคำพิพากษาศาลฎีกาเองหากตีความว่ามีบทเฉพาะและบททั่วไปแล้วก็จะเกิดปัญหาคำวินิจฉัยขัดกันดังกล่าวข้างต้น ผู้หมายเหตุจึงเห็นด้วยความเคารพว่าหากการกระทำของจำเลยเป็นความผิดเข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตราใดแล้วก็จะต้องเป็นความผิดเสมอ เพราะกฎหมายบัญญัติไว้เช่นนั้น หากการกระทำอันใดเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่ผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เช่นนี้ เมื่อข้อเท็จจริงในคดีที่หมายเหตุนี้ฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดทั้งตามมาตรา 149 และ 157 การกระทำของจำเลยจึงต้องตามมาตรา 90 ที่ว่าเป็นกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่ผู้กระทำความผิด ดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษามาและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนน่าจะถูกต้องแล้ว เมื่อวินิจฉัยดังกล่าวก็จะไม่มีปัญหาว่าบทบัญญัตินั้น เป็นบทบัญญัติทั่วไปหรือเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ดังแนวคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวข้างต้นอีก ศิริชัย วัฒนโยธิน
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
44130
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082055743"
    }
}
date
2545
deka_no
1749/2545
deka_running_no
1749
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "ชวลิต ตุลยสิงห์",
    "ดวงมาลย์ ศิลปอาชา",
    "สมชาย จุลนิติ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 149",
            "ม. 157"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "สิบตำรวจตรี วีระสิทธิ์ แก้วมณี"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจประจำสถานีตำรวจนครบาลตลาดพลู ตำแหน่งพนักงานวิทยุงานป้องกันและปราบปราม มีอำนาจหน้าที่สืบสวนจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายอาญา และทำหน้าที่เจ้าหน้าที่ควบคุมผู้ต้องหาได้จับกุมนายสถาพร ทองเงิน ในข้อหาลักทรัพย์ตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยตามกฎหมายแล้วเรียกให้นายสถาพรมอบเงิน 10,000 บาท แก่จำเลยเพื่อให้จำเลยไม่นำตัวนายสถาพรส่งให้แก่พนักงานสอบสวนดำเนินคดีและปล่อยตัวนายสถาพรไปอันเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริตทำให้นายสถาพรได้รับความเสียหายต้องยอมมอบเงิน 6,000 บาท และวิทยุติดตามตัว (แพคลิงค์) 1 เครื่อง ราคา 6,000บาท ให้แก่จำเลยไป ต่อมาเจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมเงินส่วนหนึ่งที่จำเลยเรียกร้องเอาไปจากนายสถาพรเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149, 157 และคืนของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149,157 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 149 ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 5 ปี ธนบัตรของกลางคืนเจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลตลาดพลู ก่อนถูกจับกุมจำเลยได้จับกุมนายสถาพร ทองเงินผู้เสียหาย โดยกล่าวหาว่า ลักทรัพย์คาร์บูเรเตอร์รถจักรยานยนต์ของผู้อื่นและควบคุมตัวผู้เสียหายไว้ที่ห้องควบคุมสถานีตำรวจดังกล่าว ต่อมาจำเลยปล่อยผู้เสียหายไปโดยไม่ได้นำตัวส่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี ในวันจับกุมจำเลยออกมารับเงิน 3,000 บาทจากนางกัณหา แซ่เล้า ภริยาผู้เสียหายที่บริเวณด้านหลังสถานีตำรวจนครบาลตลาดพลูจึงถูกเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (สำนักงาน ป.ป.ป.) และเจ้าพนักงานตำรวจกองปราบปรามจับกุมพร้อมยึดธนบัตรฉบับละ 500 บาท 6 ฉบับ ซึ่งอยู่ในความครอบครองของจำเลยเป็นของกลาง คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้เรียกร้องเอาเงินจากผู้เสียหายเพื่อแลกเปลี่ยนกับการปล่อยตัวไม่ดำเนินคดีแก่ผู้เสียหายในข้อหาลักทรัพย์คาร์บูเรเตอร์ของผู้อื่นอันเป็นการกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายและนางกัณหาพยานโจทก์ว่า เมื่อผู้เสียหายลงลายมือชื่อในแผ่นกระดาษแบบพิมพ์ซึ่งไม่ได้กรอกข้อความแล้ว จำเลยบอกว่าผู้เสียหายกระทำความผิดข้อหาลักทรัพย์ต้องจับกุมดำเนินคดี หากประสงค์ให้จำเลยช่วยเหลือเพื่อไม่ถูกดำเนินคดี ผู้เสียหายต้องจ่ายเงิน 10,000 บาท ให้แก่จำเลย หากผู้เสียหายไม่จ่ายเงินจำนวนดังกล่าวก็ต้องส่งตัวให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี จากนั้นจำเลยนำผู้เสียหายไปควบคุมในห้องควบคุมนานประมาณ 30 นาที จึงพาผู้เสียหายออกมาและให้ผู้เสียหายโทรศัพท์ไปแจ้งให้นางกัณหามาพบที่สถานีตำรวจ เมื่อนางกัณหามาพบผู้เสียหายเล่าให้ฟังว่า ถูกจำเลยจับกุมข้อหาลักทรัพย์และจำเลยต้องการเงิน 10,000 บาท ให้นางกัณหาไปหาเงินมาให้จำเลย นางกัณหานำเครื่องรับโทรทัศน์ไปจำนำได้เงิน3,000 บาท แล้วนำไปให้ผู้เสียหาย ผู้เสียหายส่งมอบเงิน 3,000 บาท ให้จำเลยรับไปแต่ยังไม่ครบตามที่ต้องการ จำเลยจึงยึดวิทยุติดตามตัวของผู้เสียหายไว้เป็นประกันและจะคืนให้เมื่อได้รับเงินส่วนที่เหลือ จากนั้นจำเลยจึงปล่อยผู้เสียหายพร้อมกับให้หมายเลขโทรศัพท์ห้องพักจำเลยแก่ผู้เสียหายไว้สำหรับติดต่อ วันรุ่งขึ้นผู้เสียหายนำทะเบียนรถจักรยานยนต์ไปจำนำกับเพื่อนได้เงิน 3,000 บาท จึงโทรศัพท์นัดให้จำเลยมารับเงินที่สถานีตำรวจนครบาลตลาดพลู แต่จำเลยไม่มาตามนัด ต่อมาผู้เสียหายไปร้องเรียนจำเลยต่อนายซาเล็ม อุสตัส เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ นายซาเล็มรับเรื่องร้องเรียนแล้วได้ประสานงานกับร้อยตำรวจเอกยุทธ กล่ำกล่อมจิตร เจ้าพนักงานตำรวจกองปราบปราม แล้วร่วมกันวางแผนจับกุมจำเลยโดยนำธนบัตรฉบับละ 500 บาท 6 ฉบับ มาให้ผู้เสียหายลงลายมือชื่อและทำตำหนิไว้ที่ด้านหน้าและด้านหลังของธนบัตร แล้วนำไปถ่ายสำเนาไว้ จากนั้นผู้เสียหายโทรศัพท์นัดหมายให้จำเลยมารับเงินโดยให้นางกัณหาเป็นผู้นำเงินไปให้จำเลยจนกระทั่งจับกุมจำเลยได้พร้อมธนบัตรของกลางดังกล่าว เห็นว่า จำเลยจับกุมผู้เสียหายได้ที่บริเวณลานจอดรถสถานีตำรวจนครบาลตลาดพลู หากจำเลยมีเจตนาสุจริตก็น่าจะนำตัวผู้เสียหายพร้อมบันทึกการจับกุม ส่งมอบให้แก่ร้อยตำรวจเอกยุทธภูมิกิตติทรงภพ ซึ่งเข้าเวรสอบสวนอยู่ในขณะนั้น แต่จากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกยุทธภูมิมิได้ความว่า ในวันดังกล่าวพยานเข้าเวรสอบสวนอยู่ที่สถานีตำรวจนครบาลตลาดพลูตั้งแต่เวลา 0.00 นาฬิกา จนถึง 6 นาฬิกา ในช่วงนั้นมีผู้ต้องหาถูกควบคุมอยู่14 คน แต่ไม่มีชื่อผู้เสียหายรวมอยู่ด้วย การที่จำเลยไม่นำตัวผู้เสียหายพร้อมบันทึกการจับกุมส่งมอบให้แก่ร้อยตำรวจเอกยุทธภูมิดังกล่าวย่อมเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งผู้เสียหายและนางกัณหาเบิกความยืนยันว่า จำเลยได้เรียกร้องเอาเงินจากผู้เสียหายเพื่อแลกเปลี่ยนกับการปล่อยตัวไม่ดำเนินคดีแก่ผู้เสียหาย โดยนางกัณหาได้นำเครื่องรับโทรทัศน์ไปจำนำได้เงิน 3,000 บาท แล้วนำไปให้ผู้เสียหายที่สถานีตำรวจนครบาลตลาดพลู และผู้เสียหายได้มอบเงินจำนวนดังกล่าวให้จำเลยแต่ยังไม่ครบจำนวนตามที่จำเลยต้องการ แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าผู้เสียหายเคยถูกดำเนินคดีข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงานในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลตลาดพลูก็ตาม แต่ในเอกสารฉบับนี้ไม่ปรากฏรายละเอียดว่าจำเลยเป็นผู้จับกุมผู้เสียหาย จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าผู้เสียหายเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยเพราะเหตุถูกดำเนินคดีดังกล่าวถึงขนาดกลั่นแกล้งให้จำเลยต้องได้รับโทษในคดีนี้ เชื่อได้ว่าผู้เสียหายและนางกัณหาเบิกความตามความจริง พฤติการณ์ที่จำเลยจับกุมผู้เสียหายในข้อหาลักทรัพย์คาร์บูเรเตอร์ของนายสุริยา แซ่ซิ้ม แล้วให้ผู้เสียหายลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุม จากนั้นนำผู้เสียหายไปควบคุมไว้ในห้องควบคุมที่สถานีตำรวจนครบาลตลาดพลูประมาณ 30 นาที จึงนำผู้เสียหายออกมาให้โทรศัพท์ไปหานางกัณหาภริยาผู้เสียหาย ต่อมาเมื่อจำเลยได้รับเงินจำนวน 3,000 บาท ไปจากผู้เสียหายแล้วจึงปล่อยผู้เสียหาย รับฟังได้ว่า การที่จำเลยปล่อยผู้เสียหายไปดังกล่าวก็เพื่อให้ผู้เสียหายไปหาเงินมาให้จำเลยจนครบตามจำนวนที่จำเลยต้องการ สำหรับนายซาเล็มและร้อยตำรวจเอกยุทธพยานโจทก์ทั้งสองแม้จะไม่ได้เกี่ยวข้องรู้เห็นว่าจำเลยเรียกร้องเอาเงินจากผู้เสียหายเป็นการแลกเปลี่ยนกับการปล่อยตัวผู้เสียหายก็ตาม แต่หลังจากนายซาเล็มได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้เสียหายแล้วได้ประสานงานกับร้อยตำรวจเอกยุทธเพื่อวางแผนจับกุมจำเลย ต่อมาจับกุมจำเลยได้พร้อมธนบัตรของกลางฉบับละ 500 บาท 6 ฉบับ ซึ่งผู้เสียหายลงลายมือชื่อและทำตำหนิไว้ในด้านหน้าและด้านหลังตามที่วางแผนไว้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยได้เรียกร้องเอาเงินจากผู้เสียหายสำหรับตนเองโดยมิชอบเพื่อแลกเปลี่ยนกับการปล่อยตัวไม่ดำเนินคดีแก่ผู้เสียหายในความผิดข้อหาลักทรัพย์ อันเป็นกรณีไม่กระทำการในตำแหน่งโดยมิชอบด้วยหน้าที่ย่อมมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149 ดังฟ้อง ที่จำเลยนำสืบอ้างว่า ปล่อยผู้เสียหายไปเพื่อให้ผู้เสียหายไปหาเงินมาชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายสุริยา แซ่ซิ้ม เจ้าของคาร์บูเรเตอร์รถจักรยานยนต์ที่กล่าวหาผู้เสียหายว่าเป็นผู้ถอดเอาไปจากรถจักรยานยนต์ของนายสุริยาซึ่งขณะนั้นต้องขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษธนบุรี ตลอดจนการรับเงิน 3,000 บาท จากนางกัณหาเป็นการรับไว้แทนนายสุริยา โดยมีนายสุริยามาเบิกความสนับสนุนนั้น หากเป็นความจริงจำเลยก็น่าจะได้ให้การไว้ในชั้นสอบสวน แต่จำเลยก็หาได้ให้การไว้ไม่ ข้ออ้างของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการแสร้งแต่งเรื่องขึ้นในภายหลังเพื่อให้ตนเองหลุดพ้นจากความผิด ไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทความผิดตามมาตรา 157 มาด้วย โดยเห็นว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทนั้น ไม่ถูกต้อง เพราะเมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามมาตรา 149 ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว ย่อมไม่เป็นความผิดตามมาตรา 157 ที่เป็นบททั่วไปอีก แม้การกระทำของจำเลยจะเข้าหลักเกณฑ์อันเป็นองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 157 ด้วยก็ตาม ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149เพียงบทเดียว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
โจทก์บรรยายฟ้องและขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149 และ 157 ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยกระทำความผิดทั้งมาตรา 149และ 157 ศาลชั้นต้นจึงพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดทั้งสองมาตรา แต่เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 149 ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเมื่อมีความผิดตามมาตรา 149 ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว ย่อมไม่เป็นความผิดตามมาตรา 157 ที่เป็นบททั่วไปอีก เป็นคำวินิจฉัยเดินตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ได้วางหลักเกณฑ์ไว้ตั้งแต่ปี 2505 เช่นคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 599/2505 และ1138/2505 เป็นต้น มีข้อน่าสงสัยว่าแนวคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวนำหลักเกณฑ์จากบทบัญญัติกฎหมายฉบับใดมาวินิจฉัยว่าเมื่อมีความผิดตามมาตราใดมาตราหนึ่งซึ่งเรียกว่าเป็นบทเฉพาะแล้วจึงไม่ผิดมาตรา 157 ซึ่งเรียกว่าเป็นบททั่วไปอีก แม้การกระทำของจำเลยจะเข้าหลักเกณฑ์อันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามมาตรา 157ก็ตาม ผู้หมายเหตุเห็นว่า ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติไว้ตั้งแต่มาตรา 147 ถึงมาตรา 166 ไม่มีบทบัญญัติใดบัญญัติวางหลักว่าบทบัญญัติใดเป็นบทเฉพาะ บทบัญญัติใดเป็นบททั่วไป ซึ่งแต่ละมาตรามีหลักเกณฑ์และโทษต่างหากจากกัน หากถือว่าบทบัญญัติมาตรา 157 เป็นบทบัญญัติทั่วไปแล้วดังนั้น หากจำเลยกระทำความผิดตามมาตราอื่น เช่น มาตรา 160,162 ก็ไม่น่าจะเป็นความผิดตามมาตรา 157 อีก แต่แนวคำพิพากษาศาลฎีกาก็มิได้วินิจฉัยว่ามาตรา 157เป็นบททั่วไป กลับพิพากษาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามมาตรา 157,160,162 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 157ซึ่งเป็นบทหนัก เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1051/2505 และ 101/2524 เป็นต้นจึงเห็นได้ว่าแนวคำพิพากษาศาลฎีกาเองหากตีความว่ามีบทเฉพาะและบททั่วไปแล้วก็จะเกิดปัญหาคำวินิจฉัยขัดกันดังกล่าวข้างต้น ผู้หมายเหตุจึงเห็นด้วยความเคารพว่าหากการกระทำของจำเลยเป็นความผิดเข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตราใดแล้วก็จะต้องเป็นความผิดเสมอ เพราะกฎหมายบัญญัติไว้เช่นนั้น หากการกระทำอันใดเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่ผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เช่นนี้ เมื่อข้อเท็จจริงในคดีที่หมายเหตุนี้ฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดทั้งตามมาตรา 149 และ 157 การกระทำของจำเลยจึงต้องตามมาตรา 90 ที่ว่าเป็นกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่ผู้กระทำความผิด ดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษามาและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนน่าจะถูกต้องแล้ว เมื่อวินิจฉัยดังกล่าวก็จะไม่มีปัญหาว่าบทบัญญัตินั้น เป็นบทบัญญัติทั่วไปหรือเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ดังแนวคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวข้างต้นอีก ศิริชัย วัฒนโยธิน
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001034.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545