คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3314/2545 ฉบับเต็ม

#44154
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3314/2545 พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม โจทก์ นาง บุญชรัสมิ์ นิรันต์ จำเลย ป.อ. มาตรา 90 ป.ที่ดิน มาตรา 108 ทวิ จำเลยกระทำความผิดฐานยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐ ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน และฐานทำให้เสียทรัพย์ที่ใช้และมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท เมื่อลงโทษฐานทำให้เสียทรัพย์ที่ใช้และมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 360 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดแล้วจึงไม่อาจอาศัยบทเบาตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคสอง มาบังคับให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินซึ่งจำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองตามที่โจทก์ขอได้ เพราะประมวลกฎหมายอาญามาตรา 360 ไม่ได้บัญญัติข้อบังคับดังกล่าวไว้ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองคลองสาธารณะซึ่งเป็นคลองสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน และเป็นคลองของรัฐที่มีชื่อที่ประชาชนทั่วไปเรียกว่า คลองควาย มีความกว้างตลอดลำคลองประมาณ 5 ถึง 8 เมตรมีความยาวประมาณ1,200 เมตร อยู่ในท้องที่หมู่ที่ 3 ตำบลลานตากฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม โดยจำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองคลองควายกว้างประมาณ 5 ถึง 8เมตร ยาวตลอดลำคลองประมาณ 75.30 เมตร โดยใช้เสาคอนกรีตปักปิดขวางลำคลองควายจำนวน 3 ต้น และได้ปักเสาคอนกรีตปิดขวางลำคลองอีกจำนวน 3 ต้นห่างจากจุดแรกยาวมาตามลำคลองประมาณ 75.30 เมตร ทำให้ประชาชนไม่สามารถใช้ประโยชน์สัญจรไปมาในคลองควายเพื่อออกสู่แม่น้ำนครชัยศรี อันเป็นคลองสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่มีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์นั้นได้อันเป็นการทำให้คลองควายสาธารณประโยชน์นั้นเสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า ทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ดังกล่าว โดยจำเลยมิได้มีสิทธิครอบครองและมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108, 108 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 ริบเสาคอนกรีตจำนวน 6 ต้น ที่ปักอยู่ในที่เกิดเหตุและให้จำเลยและบริวารของจำเลยออกจากที่คลองควายซึ่งจำเลยเข้าไปยึดครอบครองรวมทั้งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดังกล่าว จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 108 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 360 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก2 เดือน และปรับ 4,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบเสาคอนกรีต 6 ต้น ที่ปักอยู่ในที่เกิดเหตุและให้จำเลยและบริวารของจำเลยออกจากที่เกิดเหตุ รวมทั้งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปด้วย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "อย่างไรก็ตามการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานยึดถือครอบครองคลองควายที่ดินของรัฐ ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน และฐานทำให้เสียทรัพย์ที่ใช้และมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท เมื่อลงโทษฐานทำให้เสียทรัพย์ที่ใช้และมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดแล้วจึงไม่อาจอาศัยบทเบาตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 108 ทวิ วรรคสอง มาบังคับให้จำเลยและบริวารออกจากที่คลองควายซึ่งจำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองตามที่โจทก์ขอได้ เพราะประมวลกฎหมายอาญามาตรา 360 ไม่ได้บัญญัติข้อบังคับดังกล่าวไว้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น" พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9(1),108 ทวิ วรรคสอง และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 เดือนและปรับ 4,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบเสาคอนกรีต 6 ต้นที่ปักอยู่ในที่เกิดเหตุคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก (วิรัช ลิ้มวิชัย-ทองหล่อ โฉมงาม-จิระวรรณ ศิริบุตร) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ การกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90ให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่ผู้กระทำความผิด ซึ่งโทษทางอาญามีอยู่5 ประการตามมาตรา 18 การกระทำความผิดต่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360และประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท การจะกำหนดโทษทางอาญาจะต้องใช้อัตราโทษที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 360 ซึ่งมีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่ผู้กระทำความผิดแต่เพียงบทเดียวตามมาตรา 90 แต่การบังคับให้ผู้กระทำความผิดออกจากที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ กำหนดไว้มิใช่โทษทางอาญาเป็นเพียงคำขอในทางแพ่งไม่น่าจะอยู่ในบังคับมาตรา 90 ศาลจึงน่าจะพิพากษาบังคับให้จำเลยออกจากที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินได้ ไพโรจน์ วายุภาพ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
44154
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082053354"
    }
}
date
2545
deka_no
3314/2545
deka_running_no
3314
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "วิรัช ลิ้มวิชัย",
    "ทองหล่อ โฉมงาม",
    "จิระวรรณ ศิริบุตร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 90"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายที่ดิน",
        "law_abbr": "ป.ที่ดิน",
        "sections": [
            "ม. 108 ทวิ"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง บุญชรัสมิ์ นิรันต์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองคลองสาธารณะซึ่งเป็นคลองสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน และเป็นคลองของรัฐที่มีชื่อที่ประชาชนทั่วไปเรียกว่า คลองควาย มีความกว้างตลอดลำคลองประมาณ 5 ถึง 8 เมตรมีความยาวประมาณ1,200 เมตร อยู่ในท้องที่หมู่ที่ 3 ตำบลลานตากฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม โดยจำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองคลองควายกว้างประมาณ 5 ถึง 8เมตร ยาวตลอดลำคลองประมาณ 75.30 เมตร โดยใช้เสาคอนกรีตปักปิดขวางลำคลองควายจำนวน 3 ต้น และได้ปักเสาคอนกรีตปิดขวางลำคลองอีกจำนวน 3 ต้นห่างจากจุดแรกยาวมาตามลำคลองประมาณ 75.30 เมตร ทำให้ประชาชนไม่สามารถใช้ประโยชน์สัญจรไปมาในคลองควายเพื่อออกสู่แม่น้ำนครชัยศรี อันเป็นคลองสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่มีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์นั้นได้อันเป็นการทำให้คลองควายสาธารณประโยชน์นั้นเสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า ทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ดังกล่าว โดยจำเลยมิได้มีสิทธิครอบครองและมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108, 108 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 ริบเสาคอนกรีตจำนวน 6 ต้น ที่ปักอยู่ในที่เกิดเหตุและให้จำเลยและบริวารของจำเลยออกจากที่คลองควายซึ่งจำเลยเข้าไปยึดครอบครองรวมทั้งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดังกล่าว

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 108 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 360 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก2 เดือน และปรับ 4,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบเสาคอนกรีต 6 ต้น ที่ปักอยู่ในที่เกิดเหตุและให้จำเลยและบริวารของจำเลยออกจากที่เกิดเหตุ รวมทั้งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปด้วย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "อย่างไรก็ตามการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานยึดถือครอบครองคลองควายที่ดินของรัฐ ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน และฐานทำให้เสียทรัพย์ที่ใช้และมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท เมื่อลงโทษฐานทำให้เสียทรัพย์ที่ใช้และมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดแล้วจึงไม่อาจอาศัยบทเบาตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 108 ทวิ วรรคสอง มาบังคับให้จำเลยและบริวารออกจากที่คลองควายซึ่งจำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองตามที่โจทก์ขอได้ เพราะประมวลกฎหมายอาญามาตรา 360 ไม่ได้บัญญัติข้อบังคับดังกล่าวไว้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9(1),108 ทวิ วรรคสอง และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 เดือนและปรับ 4,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบเสาคอนกรีต 6 ต้นที่ปักอยู่ในที่เกิดเหตุคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
การกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90ให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่ผู้กระทำความผิด ซึ่งโทษทางอาญามีอยู่5 ประการตามมาตรา 18 การกระทำความผิดต่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360และประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท การจะกำหนดโทษทางอาญาจะต้องใช้อัตราโทษที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 360 ซึ่งมีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่ผู้กระทำความผิดแต่เพียงบทเดียวตามมาตรา 90 แต่การบังคับให้ผู้กระทำความผิดออกจากที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ กำหนดไว้มิใช่โทษทางอาญาเป็นเพียงคำขอในทางแพ่งไม่น่าจะอยู่ในบังคับมาตรา 90 ศาลจึงน่าจะพิพากษาบังคับให้จำเลยออกจากที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินได้ ไพโรจน์ วายุภาพ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001013.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545