คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5272/2544 ฉบับเต็ม

#44618
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5272/2544 นาง จันทร์แดง วัชรินทร์ โจทก์ นาง เยาวพา จันทศรี จำเลย พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14, มาตรา 61 เหตุไม่ควรให้จำเลยล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 14 เป็นเรื่องที่ต้องยกขึ้นว่ากล่าวก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด ดังนั้น เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด คดีส่วนดังกล่าวถึงที่สุดไปแล้วจนถึงขั้นพิจารณาคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลาย จึงเป็นการล่วงเลยขั้นตอนที่จะหยิบยกเหตุดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย เมื่อศาลชั้นต้นไม่เห็นชอบด้วยการประนอมหนี้จึงต้องพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายตามมาตรา 61 ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด จำเลยทำคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลาย และที่ประชุมเจ้าหนี้ได้ลงมติพิเศษยอมรับคำขอประนอมหนี้ของจำเลยแล้วเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เสนอรายงานการประนอมหนี้ กิจกรรมทรัพย์สินและความประพฤติของจำเลยต่อศาลชั้นต้น เพื่อพิจารณาคำขอประนอมหนี้ ศาลชั้นต้นไต่สวนลูกหนี้โดยเปิดเผยแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยการประนอมหนี้และพิพากษาให้จำเลยล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 61 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้หยิบยกเหตุที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 14 มาพิพากษายกฟ้องโจทก์เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังที่จำเลยฎีกาหรือไม่ เห็นว่า ในการยื่นอุทธรณ์จำเลยอุทธรณ์ขึ้นมา2 ประการ กล่าวคือ ไม่มีเหตุที่จะถือว่าจำเลยทุจริตดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประการหนึ่ง และคดีมีเหตุไม่สมควรให้จำเลยล้มละลายเนื่องจากมีการแก้ไขกฎหมายล้มละลายโดยพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542 กำหนดจำนวนหนี้ขั้นต่ำที่จะฟ้องคดีล้มละลายไว้ไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท และในคดีมีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เพียง 4 ราย ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8หยิบยกมาตรา 14 ขึ้นพิจารณาอีกประการหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 8ได้วินิจฉัยเฉพาะปัญหาประการแรก ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทุจริตที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยการประนอมหนี้นั้นชอบแล้วแต่ยังมิได้วินิจฉัยในปัญหาที่สองว่าจำเลยจะสามารถขอให้ศาลยกเหตุที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายตามมาตรา 14 มาพิจารณาในชั้นขอประนอมหนี้ได้หรือไม่ อย่างไร จึงเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งตาม มาตรา 243(1) และมาตรา 247ประกอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 153 แต่อย่างไรก็ตามเพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปโดยรวดเร็วสมดั่งเจตนารมณ์ของกฎหมายล้มละลาย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวนี้ไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยก่อน และเห็นว่า ในการพิจารณาคดีล้มละลายนั้น กฎหมายได้กำหนดลำดับขั้นตอนไว้อย่างชัดเจนแล้วกล่าวคือ เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 14 ลูกหนี้มีสิทธิทำคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายตามมาตรา 45 เมื่อที่ประชุมเจ้าหนี้ลงมติพิเศษยอมรับคำขอประนอมหนี้ของลูกหนี้แล้วเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจขอต่อศาลให้สั่งว่าจะเห็นชอบด้วยหรือไม่ ซึ่งการพิจารณาในชั้นนี้ ห้ามมิให้ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายหากมีข้อเท็จจริงตามมาตรา 53 และมาตรา 54 ในคดีนี้หลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดแล้ว จำเลยทำคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายและที่ประชุมเจ้าหนี้ได้ลงมติพิเศษยอมรับ ในชั้นพิจารณาว่าจะเห็นชอบกับการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายหรือไม่นั้น จึงต้องพิจารณาเพียงแต่ว่ามีเหตุที่ห้ามมิให้ศาลเห็นชอบด้วยการประนอมหรือไม่เท่านั้นซึ่งในปัญหาดังกล่าวเกี่ยวกับจำเลยทุจริตหรือไม่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่า จำเลยกระทำการทุจริต จำเลยมิได้ฎีกา จึงเป็นอันยุติไป ส่วนที่ว่าจะมีเหตุไม่ควรให้จำเลยล้มละลายหรือไม่ตามมาตรา 14 นั้น เป็นเรื่องที่จะต้องยกขึ้นว่ากล่าวก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด เช่นนี้ เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด คดีส่วนดังกล่าวถึงที่สุดไปแล้วจนถึงขั้นพิจารณาคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลาย จึงเป็นการล่วงเลยขั้นตอนที่จะหยิบยกเหตุดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นไม่เห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ แล้วจึงพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 61 จึงชอบแล้ว" พิพากษายืน (สุพัฒน์ บุญยุบล-พิชัย เตโชพิทยากูล-กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
44618
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082064160"
    }
}
date
2544
deka_no
5272/2544
deka_running_no
5272
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "สุพัฒน์ บุญยุบล",
    "พิชัย เตโชพิทยากูล",
    "กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "sections": [
            "ม. 14",
            "ม. 61"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาง จันทร์แดง วัชรินทร์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง เยาวพา จันทศรี"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด จำเลยทำคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลาย และที่ประชุมเจ้าหนี้ได้ลงมติพิเศษยอมรับคำขอประนอมหนี้ของจำเลยแล้วเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เสนอรายงานการประนอมหนี้ กิจกรรมทรัพย์สินและความประพฤติของจำเลยต่อศาลชั้นต้น เพื่อพิจารณาคำขอประนอมหนี้ ศาลชั้นต้นไต่สวนลูกหนี้โดยเปิดเผยแล้ว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยการประนอมหนี้และพิพากษาให้จำเลยล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 61

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้หยิบยกเหตุที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 14 มาพิพากษายกฟ้องโจทก์เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังที่จำเลยฎีกาหรือไม่ เห็นว่า ในการยื่นอุทธรณ์จำเลยอุทธรณ์ขึ้นมา2 ประการ กล่าวคือ ไม่มีเหตุที่จะถือว่าจำเลยทุจริตดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประการหนึ่ง และคดีมีเหตุไม่สมควรให้จำเลยล้มละลายเนื่องจากมีการแก้ไขกฎหมายล้มละลายโดยพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542 กำหนดจำนวนหนี้ขั้นต่ำที่จะฟ้องคดีล้มละลายไว้ไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท และในคดีมีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เพียง 4 ราย ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8หยิบยกมาตรา 14 ขึ้นพิจารณาอีกประการหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 8ได้วินิจฉัยเฉพาะปัญหาประการแรก ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทุจริตที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยการประนอมหนี้นั้นชอบแล้วแต่ยังมิได้วินิจฉัยในปัญหาที่สองว่าจำเลยจะสามารถขอให้ศาลยกเหตุที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายตามมาตรา 14 มาพิจารณาในชั้นขอประนอมหนี้ได้หรือไม่ อย่างไร จึงเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งตาม มาตรา 243(1) และมาตรา 247ประกอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 153 แต่อย่างไรก็ตามเพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปโดยรวดเร็วสมดั่งเจตนารมณ์ของกฎหมายล้มละลาย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวนี้ไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยก่อน และเห็นว่า ในการพิจารณาคดีล้มละลายนั้น กฎหมายได้กำหนดลำดับขั้นตอนไว้อย่างชัดเจนแล้วกล่าวคือ เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 14 ลูกหนี้มีสิทธิทำคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายตามมาตรา 45 เมื่อที่ประชุมเจ้าหนี้ลงมติพิเศษยอมรับคำขอประนอมหนี้ของลูกหนี้แล้วเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจขอต่อศาลให้สั่งว่าจะเห็นชอบด้วยหรือไม่ ซึ่งการพิจารณาในชั้นนี้ ห้ามมิให้ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายหากมีข้อเท็จจริงตามมาตรา 53 และมาตรา 54 ในคดีนี้หลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดแล้ว จำเลยทำคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายและที่ประชุมเจ้าหนี้ได้ลงมติพิเศษยอมรับ ในชั้นพิจารณาว่าจะเห็นชอบกับการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายหรือไม่นั้น จึงต้องพิจารณาเพียงแต่ว่ามีเหตุที่ห้ามมิให้ศาลเห็นชอบด้วยการประนอมหรือไม่เท่านั้นซึ่งในปัญหาดังกล่าวเกี่ยวกับจำเลยทุจริตหรือไม่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่า จำเลยกระทำการทุจริต จำเลยมิได้ฎีกา จึงเป็นอันยุติไป ส่วนที่ว่าจะมีเหตุไม่ควรให้จำเลยล้มละลายหรือไม่ตามมาตรา 14 นั้น เป็นเรื่องที่จะต้องยกขึ้นว่ากล่าวก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด เช่นนี้ เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด คดีส่วนดังกล่าวถึงที่สุดไปแล้วจนถึงขั้นพิจารณาคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลาย จึงเป็นการล่วงเลยขั้นตอนที่จะหยิบยกเหตุดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นไม่เห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ แล้วจึงพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 61 จึงชอบแล้ว"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001110.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544