คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6133/2544 ฉบับเต็ม

#44631
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6133/2544 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดปากพนัง โจทก์ นาย สุธีหรือตา ฤทธิ์จบ จำเลย ป.อ. มาตรา 335 ป.วิ.อ. มาตรา 227 คดีอาญาอีกเรื่องอื่นกับคดีนี้จำเลยเป็นคนเดียวกัน แต่เป็นการลักทรัพย์ผู้เสียหายคนละคนกัน โดยลักทรัพย์ของผู้เสียหายคนหนึ่งเสร็จแล้วจึงไปลักทรัพย์ของผู้เสียหายอีกคนหนึ่ง ทั้งทรัพย์ก็มิได้รวมอยู่ด้วยกัน โดยห่างกันเป็นร้อยเมตร อันเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกัน จึงมิใช่เป็นเหตุในลักษณะแห่งคดีเดียวกัน ซึ่งศาลจะต้องรับฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างเดียวกัน ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(12) นอกจากเจ้าทรัพย์จะต้องเป็นผู้มีอาชีพกสิกรรมแล้ว จะต้องได้ความอีกว่า ทรัพย์ที่ถูกลักนั้น เป็นผลิตภัณฑ์ พืชพันธุ์หรือสัตว์ หรือเครื่องมืออันมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรมหรือได้มาจากการประกอบกสิกรรมด้วย แต่ตามฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏว่าข้าวเปลือกที่จำเลยลักไปเป็นผลิตภัณฑ์หรือพืชพันธุ์ซึ่งผู้เสียหายมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรม หรือได้มาจากการกสิกรรมหรือไม่ฟ้องโจทก์จึงไม่ต้องด้วยมาตรา 335(12)ศาลจึงไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า มีคนร้ายหลายคนร่วมกันลักทรัพย์ข้าวเปลือก6 กระสอบ ปริมาตร 40 ถัง ราคา 2,500 บาท ของนายสายันณ์ พวงทอง ผู้เสียหาย ซึ่งมีอาชีพกสิกรรม โดยใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การลักทรัพย์และพาทรัพย์นั้นไป ต่อมาวันที่ 19 พฤษภาคม 2539 เวลากลางวัน เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยนี้กับจำเลยทั้งสามในคดีหมายเลขแดงที่ 614/2539 ของศาลชั้นต้นและยึดกระสอบป่านใส่ข้าวเปลือกของผู้เสียหายที่จำเลยกับพวกร่วมกันนำไปขายเป็นของกลางโดยจำเลยร่วมเป็นคนร้ายลักทรัพย์ของผู้เสียหายไปโดยทุจริตหรือมิฉะนั้นจำเลยกับพวกในคดีหมายเลขแดงที่ 614/2539 ของศาลชั้นต้น ร่วมกันซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้ด้วย ประการใด ซึ่งข้าวเปลือก 6 กระสอบของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายลักไป โดยรู้อยู่ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 336 ทวิ, 357, 83 กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 2,500 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(1)(7)(12) วรรคสอง, 336 ทวิ, 83 จำคุก 6 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 2,500 บาท แก่ผู้เสียหาย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยร่วมเดินทางไปกับคนร้ายหลายคนที่ร่วมกันลักทรัพย์ข้าวเปลือกของผู้เสียหายซึ่งมีอาชีพกสิกรรมโดยใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า คดีนี้เป็นเหตุในลักษณะคดีกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 124/2541 ของศาลชั้นต้นซึ่งคดีถึงที่สุดแล้วและศาลจะใช้ดุลพินิจวินิจฉัยข้อเท็จจริงให้ต่างกันได้หรือไม่ เห็นว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 124/2541 ของศาลชั้นต้นกับคดีนี้นั้น จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกัน แม้พวกคนร้ายจะเป็นชุดเดียวกันและกระทำการลักทรัพย์ติดต่อกัน แต่เป็นการลักทรัพย์ของผู้เสียหายคนละคนกันกับผู้เสียหายคดีนี้ โดยเป็นการลักทรัพย์ของผู้เสียหายคนหนึ่งเสร็จแล้ว จึงไปลักทรัพย์ของผู้เสียหายอีกคนหนึ่ง ทั้งทรัพย์ก็มิได้รวมอยู่ด้วยกัน แต่อยู่ห่างกันเป็นร้อยเมตร อันเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกัน จึงมิใช่เป็นเหตุในลักษณะแห่งคดีเดียวกันซึ่งศาลจะต้องรับฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างเดียวกันศาลอาจรับฟังข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกันได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น... อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(12) ด้วยนั้น ความผิดตามมาตรา 335(12) ดังกล่าว นอกจากเจ้าทรัพย์จะต้องเป็นผู้มีอาชีพกสิกรรมแล้ว จะต้องได้ความอีกว่า ทรัพย์ที่ถูกลักนั้นเป็น ผลิตภัณฑ์ พืชพันธุ์หรือสัตว์ หรือเครื่องมืออันมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรมหรือได้มาจากการประกอบกสิกรรมด้วย แต่ตามฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏว่าข้าวเปลือกที่จำเลยกับพวกลักไปนั้นเป็นผลิตภัณฑ์หรือพืชพันธุ์ซึ่งผู้เสียหายมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรมหรือได้มาจากการกสิกรรมหรือไม่ฟ้องโจทก์จึงไม่ต้องด้วยมาตรา 335(12) แห่งประมวลกฎหมายอาญาศาลจึงไม่อาจลงโทษ จำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(12) ได้ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้" พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(1), (7) วรรคสอง, 336 ทวิ, 83 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค (สมชัย เกษมชุมพล-สุทิน ปัทมราชวิเชียร-สุมิตร สุภาดุลย์) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
44631
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082063145"
    }
}
date
2544
deka_no
6133/2544
deka_running_no
6133
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "สมชัย เกษมชุมพล",
    "สุทิน ปัทมราชวิเชียร",
    "สุมิตร สุภาดุลย์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 335"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 227"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดปากพนัง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย สุธีหรือตา ฤทธิ์จบ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า มีคนร้ายหลายคนร่วมกันลักทรัพย์ข้าวเปลือก6 กระสอบ ปริมาตร 40 ถัง ราคา 2,500 บาท ของนายสายันณ์ พวงทอง ผู้เสียหาย ซึ่งมีอาชีพกสิกรรม โดยใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การลักทรัพย์และพาทรัพย์นั้นไป ต่อมาวันที่ 19 พฤษภาคม 2539 เวลากลางวัน เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยนี้กับจำเลยทั้งสามในคดีหมายเลขแดงที่ 614/2539 ของศาลชั้นต้นและยึดกระสอบป่านใส่ข้าวเปลือกของผู้เสียหายที่จำเลยกับพวกร่วมกันนำไปขายเป็นของกลางโดยจำเลยร่วมเป็นคนร้ายลักทรัพย์ของผู้เสียหายไปโดยทุจริตหรือมิฉะนั้นจำเลยกับพวกในคดีหมายเลขแดงที่ 614/2539 ของศาลชั้นต้น ร่วมกันซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้ด้วย ประการใด ซึ่งข้าวเปลือก 6 กระสอบของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายลักไป โดยรู้อยู่ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 336 ทวิ, 357, 83 กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 2,500 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(1)(7)(12) วรรคสอง, 336 ทวิ, 83 จำคุก 6 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 2,500 บาท แก่ผู้เสียหาย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยร่วมเดินทางไปกับคนร้ายหลายคนที่ร่วมกันลักทรัพย์ข้าวเปลือกของผู้เสียหายซึ่งมีอาชีพกสิกรรมโดยใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า คดีนี้เป็นเหตุในลักษณะคดีกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 124/2541 ของศาลชั้นต้นซึ่งคดีถึงที่สุดแล้วและศาลจะใช้ดุลพินิจวินิจฉัยข้อเท็จจริงให้ต่างกันได้หรือไม่ เห็นว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 124/2541 ของศาลชั้นต้นกับคดีนี้นั้น จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกัน แม้พวกคนร้ายจะเป็นชุดเดียวกันและกระทำการลักทรัพย์ติดต่อกัน แต่เป็นการลักทรัพย์ของผู้เสียหายคนละคนกันกับผู้เสียหายคดีนี้ โดยเป็นการลักทรัพย์ของผู้เสียหายคนหนึ่งเสร็จแล้ว จึงไปลักทรัพย์ของผู้เสียหายอีกคนหนึ่ง ทั้งทรัพย์ก็มิได้รวมอยู่ด้วยกัน แต่อยู่ห่างกันเป็นร้อยเมตร อันเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกัน จึงมิใช่เป็นเหตุในลักษณะแห่งคดีเดียวกันซึ่งศาลจะต้องรับฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างเดียวกันศาลอาจรับฟังข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกันได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(12) ด้วยนั้น ความผิดตามมาตรา 335(12) ดังกล่าว นอกจากเจ้าทรัพย์จะต้องเป็นผู้มีอาชีพกสิกรรมแล้ว จะต้องได้ความอีกว่า ทรัพย์ที่ถูกลักนั้นเป็น ผลิตภัณฑ์ พืชพันธุ์หรือสัตว์ หรือเครื่องมืออันมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรมหรือได้มาจากการประกอบกสิกรรมด้วย แต่ตามฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏว่าข้าวเปลือกที่จำเลยกับพวกลักไปนั้นเป็นผลิตภัณฑ์หรือพืชพันธุ์ซึ่งผู้เสียหายมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรมหรือได้มาจากการกสิกรรมหรือไม่ฟ้องโจทก์จึงไม่ต้องด้วยมาตรา 335(12) แห่งประมวลกฎหมายอาญาศาลจึงไม่อาจลงโทษ จำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(12) ได้ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(1), (7) วรรคสอง, 336 ทวิ, 83 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001101.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544