คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6331/2544 ฉบับเต็ม

#44636
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6331/2544 กรมสรรพากร โจทก์ บริษัท เจริญอักษรไฟน์เปเปอร์ จำกัด โดย จำเลย นาย วิชิต ศรีปลั่ง ในฐานะผู้ชำระบัญชี กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 142, มาตรา 246 ป.รัษฎากร มาตรา 87/1, มาตรา 89 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการยื่นแบบแสดงรายการภาษีไว้ไม่ถูกต้องอันเป็นเหตุให้จำนวนภาษีขายในเดือนภาษีตุลาคม2536 คลาดเคลื่อนไปจำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของจำนวนภาษีขายที่แสดงไว้ขาดไปตาม ประมวลรัษฎากรมาตรา 89(4) และการกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว มิใช่เป็นการมิได้ทำรายงานตามที่กฎหมายกำหนดหรือรายงานอื่นตามที่อธิบดีกำหนดตามมาตรา 87/1 หรือมีสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบ อันจะทำให้ต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินภาษีซึ่งคำนวณจากฐานภาษีที่มิได้ทำรายงานหรือมิได้ลงรายการในรายงานให้ถูกต้องตามมาตรา 89(10) ดังที่เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ได้ทำการประเมิน ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับเพียงหนึ่งเท่าของจำนวนภาษีขายที่แสดงไว้ขาดไปตามมาตรา 89(4) เท่านั้น ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ แต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ มาตรา 29 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) และมาตรา 246 การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินในส่วนนี้จึงไม่ชอบ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมสังกัดกระทรวงการคลัง มีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดในหนี้ค่าภาษีจำนวน72,917,536.06 บาท แก่โจทก์ พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5ต่อเดือนหรือเศษของเดือนในค่าภาษีจำนวน 381,952.29 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ไม่เกิน 9,548.81 บาท จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินภาษีอากรจำนวน 72,828,413.86 บาท พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีเงินได้นิติบุคคลจำนวน381,952.29 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแต่เงินเพิ่มที่คำนวณใหม่ต้องไม่เกิน 9,548.81 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในชั้นอุทธรณ์ว่า การที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยให้จำเลยทั้งสองต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากรมาตรา 89(10) เพียงอนุมาตราเดียวเป็นการชอบหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า ในเดือนตุลาคม 2536 จำเลยที่ 1 ได้ขายสินค้ากระดาษในราคาต่ำกว่าราคาต้นทุนสินค้าโดยไม่มีเหตุอันสมควร เป็นเหตุให้ยอดขายสินค้าที่จำเลยที่ 1 แสดงไว้ต่ำไปเป็นเงิน 1,273,174.29บาท คิดเป็นภาษีขายจำนวน 89,122.20 บาท เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์จึงประเมินให้จำเลยที่ 1 ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมเป็นเงิน 89,122.20 บาท เบี้ยปรับตามมาตรา 89(4) และ (10) จำนวน267,366.60 บาท และเงินเพิ่ม 89,122.20 บาท รวม 445,611 บาทตามรายละเอียดการคำนวณเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 43 เห็นว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการยื่นแบบแสดงรายการภาษีไว้ไม่ถูกต้อง อันเป็นเหตุให้จำนวนภาษีขายในเดือนภาษีตุลาคม 2536คลาดเคลื่อนไป จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของจำนวนภาษีขายที่แสดงไว้ขาดไปตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89(4)และการกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมิใช่เป็นการมิได้ทำรายงานตามที่กฎหมายกำหนดหรือรายงานอื่นตามที่อธิบดีกำหนดตามมาตรา 87/1 หรือมีสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบ อันจะทำให้ต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินภาษีซึ่งคำนวณจากฐานภาษีที่มิได้ทำรายงานหรือมิได้ลงรายการในรายงานให้ถูกต้องตามมาตรา 89(10) ดังที่เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ได้ทำการประเมินดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับเพียงหนึ่งเท่าของจำนวนภาษีขายที่แสดงไว้ขาดไปตามมาตรา 89(4)เท่านั้น ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ แต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 29 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) และมาตรา 246 การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินในส่วนนี้จึงไม่ชอบที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับตามมาตรา 89(10) นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินภาษีอากรจำนวน 72,739,291.66 บาท พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีเงินได้นิติบุคคลจำนวน381,952.29 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่เงินเพิ่มที่คำนวณใหม่ต้องไม่เกิน 9,548.81 บาทนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง (มงคล ทับเที่ยง-ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์-สบโชค สุขารมณ์) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เมื่อเดือนตุลาคม 2536 จำเลยที่ 1ขายสินค้ากระดาษในราคาต่ำกว่าทุนถึงร้อยละ 50 โดยไม่มีเหตุอันสมควร เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 บันทึกรายได้หรือแสดงยอดขายขาดไป 1,273,174.29 บาท เจ้าพนักงานประเมินจึงปรับปรุงรายได้หรือยอดขายของจำเลยที่ 1 และประเมินให้จำเลยที่ 1 ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมิน การประเมินจึงยุติ จำเลยที่ 1 ต้องชำระหนี้ภาษีอากรตามที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินไว้ เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้ชำระจึงถือเป็นภาษีอากรด้วย โจทก์มีอำนาจยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 โดยไม่ต้องฟ้องคดีต่อศาล แต่เมื่อโจทก์เลือกฟ้องคดีต่อศาลก็มีปัญหาว่าศาลจะวินิจฉัยให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ไม่เต็มจำนวนที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินไว้หรือไม่ ในเมื่อการประเมินนั้นยุติเนื่องจากจำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมิน หากศาลไม่มีอำนาจวินิจฉัยเป็นอย่างอื่นแล้ว การที่ศาลวินิจฉัยให้จำเลยทั้งสองชำระเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มเพียง1 เท่าตามมาตรา 89(4) แห่งประมวลรัษฎากร เพียงอนุมาตราเดียว แทนที่จะเป็น 3 เท่าตามอนุมาตรา 89(4) และ (10) ตามที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินไว้ได้หรือไม่ ผู้เขียนเห็นว่าเมื่อโจทก์มีอำนาจยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 โดยไม่ต้องฟ้องคดีต่อศาล แต่โจทก์ไม่ใช้อำนาจดังกล่าว แต่เลือกฟ้องคดีต่อศาลศาลก็ย่อมมีอำนาจที่จะวินิจฉัยว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยจะต้องชำระหนี้โจทก์ตามฟ้องหรือไม่เพียงใด เพราะตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540มาตรา 233 การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเป็นอำนาจของศาลซึ่งต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย และในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์และตามมาตรา 289 ผู้พิพากษาและตุลาการมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายหากศาลต้องวินิจฉัยตามที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินไว้ จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ก็เท่ากับปฏิเสธการใช้อำนาจของศาลตามรัฐธรรมนูญ เมื่อคดีนี้การกระทำของจำเลยที่ 1 มิใช่เป็นการมิได้ทำรายงานตามที่กฎหมายกำหนด หรือรายงานอื่นตามที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดตาม มาตรา 87/1 หรือมีสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบ การที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินให้จำเลยที่ 1 เสียเบี้ยปรับอีก 2 เท่าตามมาตรา 89(10) ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลจึงมีอำนาจที่จะวินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 ไม่ต้องชำระเบี้ยปรับอีก 2 เท่าได้ ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
44636
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082062918"
    }
}
date
2544
deka_no
6331/2544
deka_running_no
6331
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "มงคล ทับเที่ยง",
    "ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์",
    "สบโชค สุขารมณ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142",
            "ม. 246"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลรัษฎากร",
        "law_abbr": "ป.รัษฎากร",
        "sections": [
            "ม. 87/1",
            "ม. 89"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "กรมสรรพากร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัท เจริญอักษรไฟน์เปเปอร์ จำกัด โดย"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย วิชิต ศรีปลั่ง ในฐานะผู้ชำระบัญชี กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมสังกัดกระทรวงการคลัง มีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดในหนี้ค่าภาษีจำนวน72,917,536.06 บาท แก่โจทก์ พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5ต่อเดือนหรือเศษของเดือนในค่าภาษีจำนวน 381,952.29 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ไม่เกิน 9,548.81 บาท

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินภาษีอากรจำนวน 72,828,413.86 บาท พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีเงินได้นิติบุคคลจำนวน381,952.29 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแต่เงินเพิ่มที่คำนวณใหม่ต้องไม่เกิน 9,548.81 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในชั้นอุทธรณ์ว่า การที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยให้จำเลยทั้งสองต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากรมาตรา 89(10) เพียงอนุมาตราเดียวเป็นการชอบหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า ในเดือนตุลาคม 2536 จำเลยที่ 1 ได้ขายสินค้ากระดาษในราคาต่ำกว่าราคาต้นทุนสินค้าโดยไม่มีเหตุอันสมควร เป็นเหตุให้ยอดขายสินค้าที่จำเลยที่ 1 แสดงไว้ต่ำไปเป็นเงิน 1,273,174.29บาท คิดเป็นภาษีขายจำนวน 89,122.20 บาท เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์จึงประเมินให้จำเลยที่ 1 ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมเป็นเงิน 89,122.20 บาท เบี้ยปรับตามมาตรา 89(4) และ (10) จำนวน267,366.60 บาท และเงินเพิ่ม 89,122.20 บาท รวม 445,611 บาทตามรายละเอียดการคำนวณเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 43 เห็นว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการยื่นแบบแสดงรายการภาษีไว้ไม่ถูกต้อง อันเป็นเหตุให้จำนวนภาษีขายในเดือนภาษีตุลาคม 2536คลาดเคลื่อนไป จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของจำนวนภาษีขายที่แสดงไว้ขาดไปตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89(4)และการกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมิใช่เป็นการมิได้ทำรายงานตามที่กฎหมายกำหนดหรือรายงานอื่นตามที่อธิบดีกำหนดตามมาตรา 87/1 หรือมีสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบ อันจะทำให้ต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินภาษีซึ่งคำนวณจากฐานภาษีที่มิได้ทำรายงานหรือมิได้ลงรายการในรายงานให้ถูกต้องตามมาตรา 89(10) ดังที่เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ได้ทำการประเมินดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับเพียงหนึ่งเท่าของจำนวนภาษีขายที่แสดงไว้ขาดไปตามมาตรา 89(4)เท่านั้น ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ แต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 29 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) และมาตรา 246 การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินในส่วนนี้จึงไม่ชอบที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับตามมาตรา 89(10) นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินภาษีอากรจำนวน 72,739,291.66 บาท พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีเงินได้นิติบุคคลจำนวน381,952.29 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่เงินเพิ่มที่คำนวณใหม่ต้องไม่เกิน 9,548.81 บาทนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เมื่อเดือนตุลาคม 2536 จำเลยที่ 1ขายสินค้ากระดาษในราคาต่ำกว่าทุนถึงร้อยละ 50 โดยไม่มีเหตุอันสมควร เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 บันทึกรายได้หรือแสดงยอดขายขาดไป 1,273,174.29 บาท เจ้าพนักงานประเมินจึงปรับปรุงรายได้หรือยอดขายของจำเลยที่ 1 และประเมินให้จำเลยที่ 1 ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมิน การประเมินจึงยุติ จำเลยที่ 1 ต้องชำระหนี้ภาษีอากรตามที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินไว้ เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้ชำระจึงถือเป็นภาษีอากรด้วย โจทก์มีอำนาจยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 โดยไม่ต้องฟ้องคดีต่อศาล แต่เมื่อโจทก์เลือกฟ้องคดีต่อศาลก็มีปัญหาว่าศาลจะวินิจฉัยให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ไม่เต็มจำนวนที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินไว้หรือไม่ ในเมื่อการประเมินนั้นยุติเนื่องจากจำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมิน หากศาลไม่มีอำนาจวินิจฉัยเป็นอย่างอื่นแล้ว การที่ศาลวินิจฉัยให้จำเลยทั้งสองชำระเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มเพียง1 เท่าตามมาตรา 89(4) แห่งประมวลรัษฎากร เพียงอนุมาตราเดียว แทนที่จะเป็น 3 เท่าตามอนุมาตรา 89(4) และ (10) ตามที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินไว้ได้หรือไม่ ผู้เขียนเห็นว่าเมื่อโจทก์มีอำนาจยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 โดยไม่ต้องฟ้องคดีต่อศาล แต่โจทก์ไม่ใช้อำนาจดังกล่าว แต่เลือกฟ้องคดีต่อศาลศาลก็ย่อมมีอำนาจที่จะวินิจฉัยว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยจะต้องชำระหนี้โจทก์ตามฟ้องหรือไม่เพียงใด เพราะตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540มาตรา 233 การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเป็นอำนาจของศาลซึ่งต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย และในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์และตามมาตรา 289 ผู้พิพากษาและตุลาการมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายหากศาลต้องวินิจฉัยตามที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินไว้ จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ก็เท่ากับปฏิเสธการใช้อำนาจของศาลตามรัฐธรรมนูญ เมื่อคดีนี้การกระทำของจำเลยที่ 1 มิใช่เป็นการมิได้ทำรายงานตามที่กฎหมายกำหนด หรือรายงานอื่นตามที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดตาม มาตรา 87/1 หรือมีสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบ การที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินให้จำเลยที่ 1 เสียเบี้ยปรับอีก 2 เท่าตามมาตรา 89(10) ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลจึงมีอำนาจที่จะวินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 ไม่ต้องชำระเบี้ยปรับอีก 2 เท่าได้ ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001099.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544