คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6511/2544 ฉบับเต็ม

#44645
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6511/2544 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดตะกั่วป่า โจทก์ บริษัท เอ็มเอ็มซีสิทธิผล จำกัด ผู้ร้อง นาย สุพินโย สุขอุ่น กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 36 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ศาลต้องมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินก่อน จึงจะมีคำสั่งในเรื่องขอคืนของกลางได้ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 และริบรถยนต์ของกลาง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเมื่อวันที่ 30 กันยายน2542 โจทก์ไม่อุทธรณ์ การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต แล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2542 ก่อนที่จะมีคำพิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลางจึงมิชอบ และการที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าผู้ร้องใช้สิทธิขอคืนรถยนต์ของกลางเป็นการใช้สิทธิโดยชอบ มิใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดแล้วมีคำพิพากษากลับให้คืนรถยนต์ของกลางแก่ผู้ร้องเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2543 ทั้งที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยมิได้พิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลางคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์จึงมิชอบเช่นกัน และแม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำของจำเลยตามที่โจทก์ฎีกา แต่เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและคดีถึงที่สุดแล้ว เหตุที่จะพิจารณาคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางย่อมสิ้นไป ศาลฎีกาจึงไม่พิจารณาคำร้องของผู้ร้อง ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4, 6, 9, 14,31, 35 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 5, 6, 7, 11,69, 73, 74, 74 ทวิ และริบรถยนต์ของกลาง ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า รถยนต์กระบะยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นสตราด้าสีเทา ไม่มีเลขทะเบียนของกลางเป็นทรัพย์สินของผู้ร้อง ผู้ร้องให้บุคคลอื่นเช่าซื้อรถยนต์ของกลางและยินยอมให้ผู้เช่าซื้อนำไปให้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อช่วงต่อไป ผู้ร้องมิได้มีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสี่ ขอให้คืนรถยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องมิใช่เจ้าของรถยนต์ของกลางและผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจให้จำเลยทั้งสี่นำรถยนต์ของกลางไปใช้กระทำความผิด นอกจากนี้ผู้ร้องมีสิทธิเรียกร้องให้ผู้เช่าซื้อชำระราคารถยนต์ได้ตามสัญญาเช่าซื้อผู้ร้องจึงไม่ได้รับความเสียหายการยื่นคำร้องเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้คืนรถยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า กรณีขอคืนทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 กฎหมายวางหลักไว้ว่า ศาลต้องมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินก่อนจึงจะมีคำสั่งในเรื่องของกลางได้แต่คดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484นั้น ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้ยกฟ้องเมื่อวันที่ 30 กันยายน2542 โจทก์ไม่อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าว ดังนี้การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลาง เพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต แล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2542 ก่อนที่จะมีคำพิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลางจึงมิชอบ และการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าผู้ร้องใช้สิทธิขอคืนรถยนต์ของกลางเป็นการใช้สิทธิโดยชอบ หาใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตไม่ ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสี่แล้วมีคำพิพากษากลับให้คืนรถยนต์ของกลางแก่ผู้ร้องเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2543 ทั้งที่ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้ยกฟ้องโดยมิได้พิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลาง คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงมิชอบเช่นกัน และแม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำของจำเลยทั้งสี่ที่โจทก์อ้างว่าเป็นความผิดตามที่โจทก์ฎีกาแต่เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและคดีถึงที่สุดแล้ว เหตุที่จะพิจารณาคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางของผู้ร้องย่อมสิ้นไปศาลฎีกาจึงไม่จำเป็นต้องพิจารณาคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางของผู้ร้องอีกต่อไป" พิพากษาให้ยกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นและยกคำร้องของผู้ร้อง (พีรพล จันทร์สว่าง-วิชัย ชื่นชมพูนุท-สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ เจ้าของทรัพย์สินที่มิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำผิดของจำเลยมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนของกลางที่ศาลสั่งริบได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36โดยจะยื่นคำร้องก่อนศาลพิพากษาริบของกลางก็ได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 604/2514) แต่ศาลจะมีคำสั่งให้คืนของกลาง โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 36 ได้ต่อเมื่อศาลได้มีคำพิพากษาให้ริบของกลางเสียก่อน ดังนั้นศาลจึงมีคำสั่งคืนของกลางให้ผู้ร้องก่อนมีคำพิพากษาให้ริบไม่ได้ ส่วนกรณีที่ศาลพิพากษายกฟ้อง หรือพิพากษาลงโทษจำเลย แต่ไม่มีคำสั่งริบของกลาง เช่น ของกลางมิใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิด เป็นต้นศาลอาจมีคำสั่งให้คืนของกลางได้ โดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 49 และมาตรา 186(9)โดยต้องสั่งในคำพิพากษา (คำพิพากษาฎีกาที่ 3712/2532 ประชุมใหญ่)กรณีเช่นนี้มิใช่เป็นการสั่งคืนของกลางตามคำร้องของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ส่วนคำร้องที่ยื่นมาคงเป็นเพียงการเสนอข้อเท็จจริงให้ศาลทราบเท่านั้น เมื่อคดีนี้คำพิพากษาศาลชั้นต้นถึงที่สุดไปแล้วโดยพิพากษายกฟ้องและมิได้มีคำสั่งริบของกลาง โจทก์มิได้ยื่นอุทธรณ์ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะอาศัยเป็นเครื่องมือที่จะพิพากษาคืนของกลางตามมาตรา 186(9) ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้คืนรถยนต์ของกลางแก่ผู้ร้องเป็นการอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 จึงเป็นการไม่ชอบด้วยเหตุผลดังที่กล่าวในวรรคก่อน การเป็นทรัพย์ของกลางกับการเป็นทรัพย์ที่ถูกริบจึงมีผลต่างกัน ไพโรจน์ วายุภาพ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
44645
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082062577"
    }
}
date
2544
deka_no
6511/2544
deka_running_no
6511
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "พีรพล จันทร์สว่าง",
    "วิชัย ชื่นชมพูนุท",
    "สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 36"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดตะกั่วป่า"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "บริษัท เอ็มเอ็มซีสิทธิผล จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย สุพินโย สุขอุ่น กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4, 6, 9, 14,31, 35 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 5, 6, 7, 11,69, 73, 74, 74 ทวิ และริบรถยนต์ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า รถยนต์กระบะยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นสตราด้าสีเทา ไม่มีเลขทะเบียนของกลางเป็นทรัพย์สินของผู้ร้อง ผู้ร้องให้บุคคลอื่นเช่าซื้อรถยนต์ของกลางและยินยอมให้ผู้เช่าซื้อนำไปให้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อช่วงต่อไป ผู้ร้องมิได้มีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสี่ ขอให้คืนรถยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องมิใช่เจ้าของรถยนต์ของกลางและผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจให้จำเลยทั้งสี่นำรถยนต์ของกลางไปใช้กระทำความผิด นอกจากนี้ผู้ร้องมีสิทธิเรียกร้องให้ผู้เช่าซื้อชำระราคารถยนต์ได้ตามสัญญาเช่าซื้อผู้ร้องจึงไม่ได้รับความเสียหายการยื่นคำร้องเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้คืนรถยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า กรณีขอคืนทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 กฎหมายวางหลักไว้ว่า ศาลต้องมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินก่อนจึงจะมีคำสั่งในเรื่องของกลางได้แต่คดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484นั้น ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้ยกฟ้องเมื่อวันที่ 30 กันยายน2542 โจทก์ไม่อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าว ดังนี้การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลาง เพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต แล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2542 ก่อนที่จะมีคำพิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลางจึงมิชอบ และการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าผู้ร้องใช้สิทธิขอคืนรถยนต์ของกลางเป็นการใช้สิทธิโดยชอบ หาใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตไม่ ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสี่แล้วมีคำพิพากษากลับให้คืนรถยนต์ของกลางแก่ผู้ร้องเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2543 ทั้งที่ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้ยกฟ้องโดยมิได้พิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลาง คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงมิชอบเช่นกัน และแม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำของจำเลยทั้งสี่ที่โจทก์อ้างว่าเป็นความผิดตามที่โจทก์ฎีกาแต่เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและคดีถึงที่สุดแล้ว เหตุที่จะพิจารณาคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางของผู้ร้องย่อมสิ้นไปศาลฎีกาจึงไม่จำเป็นต้องพิจารณาคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางของผู้ร้องอีกต่อไป"

พิพากษาให้ยกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นและยกคำร้องของผู้ร้อง
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
เจ้าของทรัพย์สินที่มิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำผิดของจำเลยมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนของกลางที่ศาลสั่งริบได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36โดยจะยื่นคำร้องก่อนศาลพิพากษาริบของกลางก็ได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 604/2514) แต่ศาลจะมีคำสั่งให้คืนของกลาง โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 36 ได้ต่อเมื่อศาลได้มีคำพิพากษาให้ริบของกลางเสียก่อน ดังนั้นศาลจึงมีคำสั่งคืนของกลางให้ผู้ร้องก่อนมีคำพิพากษาให้ริบไม่ได้ ส่วนกรณีที่ศาลพิพากษายกฟ้อง หรือพิพากษาลงโทษจำเลย แต่ไม่มีคำสั่งริบของกลาง เช่น ของกลางมิใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิด เป็นต้นศาลอาจมีคำสั่งให้คืนของกลางได้ โดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 49 และมาตรา 186(9)โดยต้องสั่งในคำพิพากษา (คำพิพากษาฎีกาที่ 3712/2532 ประชุมใหญ่)กรณีเช่นนี้มิใช่เป็นการสั่งคืนของกลางตามคำร้องของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ส่วนคำร้องที่ยื่นมาคงเป็นเพียงการเสนอข้อเท็จจริงให้ศาลทราบเท่านั้น เมื่อคดีนี้คำพิพากษาศาลชั้นต้นถึงที่สุดไปแล้วโดยพิพากษายกฟ้องและมิได้มีคำสั่งริบของกลาง โจทก์มิได้ยื่นอุทธรณ์ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะอาศัยเป็นเครื่องมือที่จะพิพากษาคืนของกลางตามมาตรา 186(9) ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้คืนรถยนต์ของกลางแก่ผู้ร้องเป็นการอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 จึงเป็นการไม่ชอบด้วยเหตุผลดังที่กล่าวในวรรคก่อน การเป็นทรัพย์ของกลางกับการเป็นทรัพย์ที่ถูกริบจึงมีผลต่างกัน ไพโรจน์ วายุภาพ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001096.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544