คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8139/2544 ฉบับเต็ม

#44655
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8139/2544 นาย สิระ สุทธิคำ โจทก์ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม โจทก์ฟ้องว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไป จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าทางพิพาทมิใช่ทางสาธารณะ แต่เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ห้ามโจทก์เกี่ยวข้องและเรียกค่าเสียหาย ดังนี้ ประเด็นข้อพิพาทตามคำฟ้องและฟ้องแย้งย่อมมีว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยอันเป็นประเด็นข้อพิพาทอย่างเดียวกัน หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าทางพิพาทมิใช่ทางสาธารณะ แต่เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย นอกจากจำเลยจะไม่ต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากทางพิพาทแล้ว จำเลยยังมีสิทธิห้ามโจทก์เกี่ยวข้องและใช้ทางพิพาทได้ด้วย ส่วนข้ออ้างของจำเลยจะรับฟังได้หรือไม่ และจำเลยจะเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ได้หรือไม่ เพียงใดนั้น เป็นเรื่องที่จะต้องว่ากล่าวกันในชั้นพิจารณาฟ้องแย้งเช่นนี้จึงเกี่ยวกับคำฟ้องเดิมและมิได้มีเงื่อนไขเลยว่าจะถือเป็นฟ้องแย้งต่อเมื่อจำเลยต้องแพ้คดีตามคำฟ้องเสียก่อนแต่อย่างใด ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ใกล้กับที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ 29188 ตำบลลาดยาว อำเภอบางเขน (บางซื่อ) กรุงเทพมหานครกว้างประมาณ 8 เมตร ยาวประมาณ 203 เมตร โจทก์ได้ใช้ที่ดินดังกล่าวเป็นทางเข้าออกสู่ถนนพหลโยธินนานกว่า 20 ปีแล้ว ซึ่งจำเลยได้สละที่ดินแปลงดังกล่าวให้เป็นทางสาธารณะ เมื่อเดือนมิถุนายน 2541 จำเลยปลูกต้นไม้และสร้างสิ่งปลูกสร้างขึ้นในที่ดินดังกล่าว กว้างประมาณ1.5 เมตร ทำให้ถนนแคบลง ไม่สะดวกในการใช้สอย ขอให้พิพากษาให้ที่ดินดังกล่าว ตกเป็นทางสาธารณะหรือทรัพย์สมบัติของแผ่นดินให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดออกไปจากที่ดินดังกล่าวหากไม่รื้อขอให้โจทก์รื้อถอนเองโดยให้จำเลยเป็นผู้รับผิดใช้ค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ทางพิพาท อีกทั้งมีทางออกอื่นที่สะดวกกว่า ที่ดินของจำเลยดังกล่าวมิได้เป็นทางสาธารณะ โดยจำเลยได้จดทะเบียนภารจำยอมให้แก่บุคคลอื่น และจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ไว้แก่ธนาคาร การที่โจทก์โต้แย้งสิทธิเหนือทางพิพาทของจำเลยเนื่องจากมีเจตนาที่จะทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย และเป็นการรบกวนการครอบครองของจำเลยโดยปกติสุข จำเลยจึงขอให้สิทธิฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและมีคำสั่งห้ามโจทก์และบริวารยุ่งเกี่ยวกับทางพิพาทอีกต่อไป และห้ามโจทก์ผ่านเส้นทางพิพาทนับแต่วันจำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้งนี้ หากโจทก์และบริวารยังคงฝ่าฝืนขอให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยในอัตราวันละ1,000 บาท นับแต่วันยื่นคำให้การและฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นสั่งรับคำให้การและฟ้องแย้ง แต่ต่อมาศาลชั้นต้นได้เพิกถอนคำสั่งรับฟ้องแย้งเป็นไม่รับฟ้องแย้งเนื่องจากเป็นฟ้องแย้งที่ยังไม่เกิดขึ้นขณะฟ้องและมีเงื่อนไข จึงเป็นฟ้องแย้งที่ไม่ชอบ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่าฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวกับคำฟ้องเดิมหรือไม่ ในปัญหาข้อนี้เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะ ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไป จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าทางพิพาทมิใช่ทางสาธารณะ แต่เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ห้ามโจทก์เกี่ยวข้องและเรียกค่าเสียหาย ดังนี้ประเด็นข้อพิพาทตามคำฟ้องและฟ้องแย้งย่อมมีว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย อันเป็นประเด็นข้อพิพาทอย่างเดียวกัน หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าทางพิพาทมิใช่ทางสาธารณะ แต่เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย นอกจากจำเลยจะไม่ต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากทางพิพาทแล้ว จำเลยยังมีสิทธิห้ามโจทก์เกี่ยวข้องและใช้ทางพิพาทได้ด้วยส่วนข้ออ้างของจำเลยจะรับฟังได้หรือไม่ และจำเลยจะเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ได้หรือไม่เพียงใดนั้น เป็นเรื่องที่จะต้องว่ากล่าวกันในชั้นพิจารณา ฟ้องแย้งเช่นนี้จึงเกี่ยวกับคำฟ้องเดิมและมิได้มีเงื่อนไขเลยว่าจะถือเป็นฟ้องแย้งต่อเมื่อจำเลยต้องแพ้คดีตามคำฟ้องเสียก่อนแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องแย้งมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น" พิพากษากลับ ให้รับฟ้องแย้งไว้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป (วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์-กำพล ภู่สุดแสวง-สุรชาติ บุญศิริพันธ์) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
44655
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082060391"
    }
}
date
2544
deka_no
8139/2544
deka_running_no
8139
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์",
    "กำพล ภู่สุดแสวง",
    "สุรชาติ บุญศิริพันธ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 177 วรรคสาม"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย สิระ สุทธิคำ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ใกล้กับที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ 29188 ตำบลลาดยาว อำเภอบางเขน (บางซื่อ) กรุงเทพมหานครกว้างประมาณ 8 เมตร ยาวประมาณ 203 เมตร โจทก์ได้ใช้ที่ดินดังกล่าวเป็นทางเข้าออกสู่ถนนพหลโยธินนานกว่า 20 ปีแล้ว ซึ่งจำเลยได้สละที่ดินแปลงดังกล่าวให้เป็นทางสาธารณะ เมื่อเดือนมิถุนายน 2541 จำเลยปลูกต้นไม้และสร้างสิ่งปลูกสร้างขึ้นในที่ดินดังกล่าว กว้างประมาณ1.5 เมตร ทำให้ถนนแคบลง ไม่สะดวกในการใช้สอย ขอให้พิพากษาให้ที่ดินดังกล่าว ตกเป็นทางสาธารณะหรือทรัพย์สมบัติของแผ่นดินให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดออกไปจากที่ดินดังกล่าวหากไม่รื้อขอให้โจทก์รื้อถอนเองโดยให้จำเลยเป็นผู้รับผิดใช้ค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ทางพิพาท อีกทั้งมีทางออกอื่นที่สะดวกกว่า ที่ดินของจำเลยดังกล่าวมิได้เป็นทางสาธารณะ โดยจำเลยได้จดทะเบียนภารจำยอมให้แก่บุคคลอื่น และจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ไว้แก่ธนาคาร การที่โจทก์โต้แย้งสิทธิเหนือทางพิพาทของจำเลยเนื่องจากมีเจตนาที่จะทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย และเป็นการรบกวนการครอบครองของจำเลยโดยปกติสุข จำเลยจึงขอให้สิทธิฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและมีคำสั่งห้ามโจทก์และบริวารยุ่งเกี่ยวกับทางพิพาทอีกต่อไป และห้ามโจทก์ผ่านเส้นทางพิพาทนับแต่วันจำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้งนี้ หากโจทก์และบริวารยังคงฝ่าฝืนขอให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยในอัตราวันละ1,000 บาท นับแต่วันยื่นคำให้การและฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นสั่งรับคำให้การและฟ้องแย้ง แต่ต่อมาศาลชั้นต้นได้เพิกถอนคำสั่งรับฟ้องแย้งเป็นไม่รับฟ้องแย้งเนื่องจากเป็นฟ้องแย้งที่ยังไม่เกิดขึ้นขณะฟ้องและมีเงื่อนไข จึงเป็นฟ้องแย้งที่ไม่ชอบ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่าฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวกับคำฟ้องเดิมหรือไม่ ในปัญหาข้อนี้เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะ ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไป จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าทางพิพาทมิใช่ทางสาธารณะ แต่เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ห้ามโจทก์เกี่ยวข้องและเรียกค่าเสียหาย ดังนี้ประเด็นข้อพิพาทตามคำฟ้องและฟ้องแย้งย่อมมีว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย อันเป็นประเด็นข้อพิพาทอย่างเดียวกัน หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าทางพิพาทมิใช่ทางสาธารณะ แต่เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย นอกจากจำเลยจะไม่ต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากทางพิพาทแล้ว จำเลยยังมีสิทธิห้ามโจทก์เกี่ยวข้องและใช้ทางพิพาทได้ด้วยส่วนข้ออ้างของจำเลยจะรับฟังได้หรือไม่ และจำเลยจะเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ได้หรือไม่เพียงใดนั้น เป็นเรื่องที่จะต้องว่ากล่าวกันในชั้นพิจารณา ฟ้องแย้งเช่นนี้จึงเกี่ยวกับคำฟ้องเดิมและมิได้มีเงื่อนไขเลยว่าจะถือเป็นฟ้องแย้งต่อเมื่อจำเลยต้องแพ้คดีตามคำฟ้องเสียก่อนแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องแย้งมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้รับฟ้องแย้งไว้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001076.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544