คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 456/2545 ฉบับเต็ม

#44658
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 456/2545 บริษัท ซิตี้ ลิสซิ่ง จำกัด โจทก์ นาย สมชาติ ธีระสุนทรไท กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 572, มาตรา 573 ป.วิ.พ. มาตรา 148, มาตรา 271 คดีก่อนโจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์หรือใช้ราคาแทนและให้ใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ ส่วนคดีนี้ขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายในการยึดรถยนต์และค่าเสื่อมราคา ซึ่งเป็นความเสียหายของโจทก์ที่เกิดขึ้นภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว คำขอบังคับจำเลยทั้งสองในคดีนี้จึงต่างจากคำขอบังคับของโจทก์ในคดีก่อน และมิใช่เป็นประเด็นที่ศาลในคดีก่อนได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ทั้งมิใช่กรณีที่จะไปว่ากล่าวในชั้นบังคับคดีในคดีก่อนได้ เพราะการบังคับคดีจะต้องอาศัยคำพิพากษาในคดีก่อนเป็นหลักแห่งคำบังคับ ซึ่งไม่มีหนี้ตามฟ้องโจทก์ในคดีนี้ที่จะบังคับให้จำเลยทั้งสองต้องชำระแก่โจทก์รวมอยู่ด้วย ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 23797/2541 ของศาลชั้นต้น ซึ่งพิพากษาให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ถ้าส่งคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 55,000 บาท และให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 10,200บาท และชำระค่าเสียหายให้โจทก์อีกเดือนละ 3,400 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาแทนจนเสร็จแต่ไม่เกิน 3 เดือน ต่อมาโจทก์ติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนในสภาพชำรุดทรุดโทรมเสียหายมาก ไม่อยู่ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี เสียค่าใช้จ่ายในการติดตามเป็นเงิน 6,000 บาท และโจทก์นำออกประมูลขายทอดตลาดได้เงินเพียง 32,711 บาท เมื่อหักจากราคารถยนต์ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้เป็นค่าที่ทำให้รถยนต์เสื่อมราคาเป็นเงิน 22,289 บาท รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 28,289บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 28,289 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า มูลหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นคดีนี้ ศาลแพ่งได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดต่อโจทก์แล้ว จึงห้ามมิให้โจทก์รื้อร้องฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้อีก ชอบที่โจทก์จะไปดำเนินการทางเจ้าพนักงานบังคับคดีต่อไป จึงไม่รับคำฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์ชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 23797/2541 ของศาลชั้นต้น โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์ 1 คัน โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันแล้วจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญา เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว จำเลยที่ 1 ยังครอบครองใช้รถยนต์ของโจทก์ต่อไป จึงขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพใช้การได้ดี หากไม่สามารถส่งคืนได้ก็ให้ใช้ราคาเป็นเงิน58,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระเป็นเงิน 45,840 บาท พร้อมดอกเบี้ย และใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 25,200บาท จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ถ้าส่งคืนไม่ได้ก็ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 55,000 บาท และให้ใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 10,200 บาท และค่าเสียหายเป็นรายเดือนอีกเดือนละ 3,400 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อแต่ไม่เกิน 3 เดือน เห็นว่า ในคดีก่อนโจทก์มีคำขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์หรือใช้ราคาแทนและให้ใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ แต่คดีนี้แม้ฟ้องโจทก์จะอ้างมูลเหตุว่าจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อเช่นเดียวกับคดีก่อนแต่โจทก์ได้บรรยายฟ้องอ้างว่า หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยทั้งสองไม่คืนรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์ตามคำพิพากษาโจทก์ได้ติดตามไปยึดรถยนต์จากจำเลยทั้งสองต้องเสียค่าใช้จ่ายในการยึดรถไปเป็นเงินจำนวน 6,000 บาท และรถยนต์ที่ยึดกลับคืนมามีสภาพชำรุดเสียหาย โจทก์ได้ขายทอดตลาดไปได้เงินมาเพียง 32,711 บาท รถยนต์เสื่อมราคาไปเป็นเงิน 22,289 บาท ขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายในการยึดรถยนต์และค่าเสื่อมราคารวมเป็นเงินจำนวน28,289 บาท พร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า ความเสียหายของโจทก์ตามฟ้องคดีนี้เกิดขึ้นภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว คำขอให้บังคับจำเลยทั้งสองตามฟ้องโจทก์คดีนี้จึงต่างจากคำขอให้บังคับจำเลยทั้งสองของโจทก์ในคดีก่อน และมิใช่เป็นประเด็นที่ศาลในคดีก่อนได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ทั้งมิใช่กรณีที่จะไปว่ากล่าวในชั้นบังคับคดีในคดีก่อนได้ เพราะการบังคับคดีจะต้องอาศัยคำพิพากษาในคดีก่อนเป็นหลักแห่งคำบังคับ ซึ่งไม่มีหนี้ตามฟ้องโจทก์ในคดีนี้ที่จะบังคับให้จำเลยทั้งสองต้องชำระแก่โจทก์รวมอยู่ด้วย ดังนั้น ฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน ศาลชั้นต้นจึงต้องมีคำสั่งรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น" พิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี (วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์-ไพศาล เจริญวุฒิ-สมชาย จุลนิติ์) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
44658
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082057764"
    }
}
date
2545
deka_no
456/2545
deka_running_no
456
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์",
    "ไพศาล เจริญวุฒิ",
    "สมชาย จุลนิติ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 572",
            "ม. 573"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 148",
            "ม. 271"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัท ซิตี้ ลิสซิ่ง จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย สมชาติ ธีระสุนทรไท กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 23797/2541 ของศาลชั้นต้น ซึ่งพิพากษาให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ถ้าส่งคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 55,000 บาท และให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 10,200บาท และชำระค่าเสียหายให้โจทก์อีกเดือนละ 3,400 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาแทนจนเสร็จแต่ไม่เกิน 3 เดือน ต่อมาโจทก์ติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนในสภาพชำรุดทรุดโทรมเสียหายมาก ไม่อยู่ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี เสียค่าใช้จ่ายในการติดตามเป็นเงิน 6,000 บาท และโจทก์นำออกประมูลขายทอดตลาดได้เงินเพียง 32,711 บาท เมื่อหักจากราคารถยนต์ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้เป็นค่าที่ทำให้รถยนต์เสื่อมราคาเป็นเงิน 22,289 บาท รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 28,289บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 28,289 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า มูลหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นคดีนี้ ศาลแพ่งได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดต่อโจทก์แล้ว จึงห้ามมิให้โจทก์รื้อร้องฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้อีก ชอบที่โจทก์จะไปดำเนินการทางเจ้าพนักงานบังคับคดีต่อไป จึงไม่รับคำฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์ชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 23797/2541 ของศาลชั้นต้น โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์ 1 คัน โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันแล้วจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญา เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว จำเลยที่ 1 ยังครอบครองใช้รถยนต์ของโจทก์ต่อไป จึงขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพใช้การได้ดี หากไม่สามารถส่งคืนได้ก็ให้ใช้ราคาเป็นเงิน58,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระเป็นเงิน 45,840 บาท พร้อมดอกเบี้ย และใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 25,200บาท จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ถ้าส่งคืนไม่ได้ก็ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 55,000 บาท และให้ใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 10,200 บาท และค่าเสียหายเป็นรายเดือนอีกเดือนละ 3,400 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อแต่ไม่เกิน 3 เดือน เห็นว่า ในคดีก่อนโจทก์มีคำขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์หรือใช้ราคาแทนและให้ใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ แต่คดีนี้แม้ฟ้องโจทก์จะอ้างมูลเหตุว่าจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อเช่นเดียวกับคดีก่อนแต่โจทก์ได้บรรยายฟ้องอ้างว่า หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยทั้งสองไม่คืนรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์ตามคำพิพากษาโจทก์ได้ติดตามไปยึดรถยนต์จากจำเลยทั้งสองต้องเสียค่าใช้จ่ายในการยึดรถไปเป็นเงินจำนวน 6,000 บาท และรถยนต์ที่ยึดกลับคืนมามีสภาพชำรุดเสียหาย โจทก์ได้ขายทอดตลาดไปได้เงินมาเพียง 32,711 บาท รถยนต์เสื่อมราคาไปเป็นเงิน 22,289 บาท ขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายในการยึดรถยนต์และค่าเสื่อมราคารวมเป็นเงินจำนวน28,289 บาท พร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า ความเสียหายของโจทก์ตามฟ้องคดีนี้เกิดขึ้นภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว คำขอให้บังคับจำเลยทั้งสองตามฟ้องโจทก์คดีนี้จึงต่างจากคำขอให้บังคับจำเลยทั้งสองของโจทก์ในคดีก่อน และมิใช่เป็นประเด็นที่ศาลในคดีก่อนได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ทั้งมิใช่กรณีที่จะไปว่ากล่าวในชั้นบังคับคดีในคดีก่อนได้ เพราะการบังคับคดีจะต้องอาศัยคำพิพากษาในคดีก่อนเป็นหลักแห่งคำบังคับ ซึ่งไม่มีหนี้ตามฟ้องโจทก์ในคดีนี้ที่จะบังคับให้จำเลยทั้งสองต้องชำระแก่โจทก์รวมอยู่ด้วย ดังนั้น ฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน ศาลชั้นต้นจึงต้องมีคำสั่งรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001052.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545