ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1643/2545
บริษัทเอวอน คอสเมติคส์ (ประเทศไทย) จำกัด
โจทก์
นางสาวสุนทรี บัณฑิตย์
จำเลย
ป.วิ.พ. มาตรา 10, มาตรา 27, มาตรา 197 เดิม
ตามคำร้องขอเลื่อนคดีของทนายโจทก์อ้างว่า ทนายโจทก์ไม่สามารถมาศาลได้เนื่องจากรถยนต์ที่ใช้เดินทางกลับจากการทำธุรกิจที่จังหวัดเชียงใหม่เสียกะทันหันและอยู่ไกลร้านซ่อมรถไม่สามารถซ่อมรถได้ทันทนายโจทก์จึงไปที่ศาลจังหวัดฝาง เมื่อเวลาประมาณ 14 นาฬิกา เพื่อยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์อ้างว่าโจทก์ไม่อาจดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นที่มีเขตศาลเหนือคดีนั้นได้โดยเหตุสุดวิสัย โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดฝางในขณะนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 10 และเป็นอำนาจของศาลจังหวัดฝางที่จะต้องพิจารณาสั่งคำร้องของทนายโจทก์ว่าจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตตามคำร้อง
ศาลจังหวัดฝางมีคำสั่งในคำร้องของทนายโจทก์ว่าจัดการให้ แม้จะไม่ชัดแจ้งว่าอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีแต่ต้องถือเป็นคำสั่งที่อนุญาตให้เลื่อนคดีไปได้โดยปริยายถือได้ว่าโจทก์ได้ร้องขอเลื่อนคดีก่อนลงมือสืบพยานและศาลมีคำสั่งอนุญาตแล้ว ดังนั้นที่โจทก์ไม่ไปศาลชั้นต้นในวันสืบพยานจึงมิอาจถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณา ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณาและจำหน่ายคดีก่อนทราบคำสั่งของศาลจังหวัดฝางดังกล่าว จึงเป็นการสั่งไปโดยผิดหลงต้องถือว่ามีกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบในศาลชั้นต้นที่ต้องสั่งเพิกถอนแล้ว เมื่อศาลจังหวัดฝางส่งคำร้องของทนายโจทก์และคำสั่งให้ศาลชั้นต้นทราบทางโทรสารศาลชั้นต้นจึงชอบที่สั่งเพิกถอนคำสั่งที่ผิดหลงนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27
___________________________
คดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้พร้อมดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นงดชี้สองสถานและนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2543 เวลา 13.30 นาฬิกา ในวันนัด โจทก์และจำเลยไม่มาศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มา โดยมิได้ยื่นคำร้องขอให้เลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาลให้ทราบถือว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณา ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ
โจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์มิได้จงใจขาดนัดพิจารณา ในวันนัดสืบพยานโจทก์มีนางสาววัชรา ทรงอาวุธ พยานโจทก์มาศาล ส่วนทนายความโจทก์ไม่ได้มาเพราะไม่สามารถมาศาลได้ทัน เนื่องจากก่อนวันนัดทนายความโจทก์นำรถยนต์ส่วนตัวเดินทางไปทำธุรกิจที่จังหวัดเชียงใหม่ และในวันนัดเวลาประมาณ 6.30 นาฬิกา ได้เดินทางจากอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อมาศาลชั้นต้นตามนัด เมื่อมาถึงอำเภอแม่อาย รถยนต์เกิดเครื่องยนต์เสีย โดยกะทันหันไม่สามารถซ่อมได้และไม่สามารถติดต่อทางโทรศัพท์ไร้สายเพราะไม่มีสัญญาณ ทนายความโจทก์จึงขออาศัยรถยนต์บุคคลอื่นไปที่อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อหาช่างซ่อมเครื่องยนต์แต่หาไม่ได้และเมื่อเวลาประมาณ 13 นาฬิกา ทนายความโจทก์ได้โทรศัพท์มาที่ศาลชั้นต้นเพื่อจะแจ้งเหตุว่ามาศาลไม่ได้และจะขอเลื่อนคดี แต่โทรศัพท์ได้เพียงครั้งเดียวแล้วโทรศัพท์ของทนายความโจทก์ซึ่งเป็นโทรศัพท์ไร้สายเกิดขัดข้องโทรออกไม่ได้และรับสัญญาณเข้าไม่ได้ทนายความโจทก์จึงไปที่ศาลจังหวัดฝางถึงเวลาประมาณ 14 นาฬิกา และยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีนี้ต่อศาลจังหวัดฝางเพื่อให้ส่งทางโทรสารมาที่ศาลชั้นต้น ดังรายละเอียดตามคำร้อง ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบที่สั่งจำหน่ายคดีของโจทก์ และมีคำสั่งนัดพิจารณาคดีของโจทก์ต่อไป
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตรวจสำนวนแล้ว ไม่ปรากฏว่ามีกระบวนพิจารณาใดที่ผิดระเบียบที่จะต้องเพิกถอน จึงให้ยกคำร้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มีกระบวนพิจารณาคดีที่ผิดระเบียบในศาลชั้นต้นที่ต้องสั่งเพิกถอนหรือไม่ ในปัญหานี้ข้อเท็จจริงปรากฏตามสำนวนว่า ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 18กุมภาพันธ์ 2543 เวลา 13.30 นาฬิกา ครั้นถึงวันนัดคู่ความทั้งสองฝ่ายซึ่งทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาล ศาลชั้นต้นนั่งพิจารณาและมีคำสั่งในเวลา 15 นาฬิกาถือว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณาให้จำหน่ายคดีจากสารบบความต่อมาเวลา 16 นาฬิกาวันเดียวกัน เจ้าพนักงานศาลเสนอรายงานต่อศาลชั้นต้นว่า ศาลจังหวัดฝางส่งคำร้องขอเลื่อนคดีของโจทก์ มาทางโทรสารเมื่อเวลา 15.45นาฬิกา ปรากฏตามคำร้องของทนายความโจทก์ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2543ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งในรายงานของเจ้าพนักงานศาลดังกล่าวว่า ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีไปก่อนแล้ว จึงให้ยกคำร้องขอให้เลื่อนคดีของทนายความโจทก์พิเคราะห์แล้วตามคำร้องขอเลื่อนคดีของทนายความโจทก์ดังกล่าว อ้างว่า ทนายความโจทก์ไม่สามารถมาศาลได้เนื่องจากรถยนต์ที่ใช้เดินทางกลับจากการทำธุรกิจที่จังหวัดเชียงใหม่เสียกะทันหันและอยู่ไกลร้านซ่อมรถ ไม่สามารถซ่อมรถได้ทันทนายความโจทก์จึงไปที่ศาลจังหวัดฝาง เมื่อเวลาประมาณ 14 นาฬิกา เพื่อยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีโดยขอเลื่อนคดีไปนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 4 เมษายน 2543 กรณีตามคำร้องจึงเป็นเรื่องที่โจทก์อ้างว่าโจทก์ไม่อาจดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นที่มีเขตศาลเหนือคดีนั้นได้ โดยเหตุสุดวิสัย โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดฝางในขณะนั้นตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 10 และในความตอนท้ายของมาตรา 10 นี้บัญญัติให้ศาลชั้นต้นที่รับคำร้องนั้นมีอำนาจทำคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงเป็นอำนาจของศาลจังหวัดฝาง ที่จะต้องพิจารณาสั่งคำร้องของทนายความโจทก์ว่าจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตตามคำร้อง และปรากฏว่าศาลจังหวัดฝางมีคำสั่งในคำร้องของทนายความโจทก์ดังกล่าวว่าจัดการให้ ดังนี้ เห็นว่า แม้คำสั่งของศาลจังหวัดฝางจะไม่ชัดแจ้งว่าอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีตามคำร้องของทนายความโจทก์ แต่คำสั่งที่ว่า จัดการให้ก็ย่อมมีความหมายเป็นการจัดการให้ตามคำร้อง กล่าวคือ ต้องถือเป็นคำสั่งที่อนุญาตให้เลื่อนคดีไปได้ตามคำร้องโดยปริยาย ถือได้ว่าโจทก์ได้ร้องขอเลื่อนคดีก่อนลงมือสืบพยานและศาลมีคำสั่งอนุญาตแล้ว ดังนั้นที่โจทก์ไม่ไปศาลชั้นต้นในวันสืบพยานจึงย่อมมิอาจถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณาและจำหน่ายคดีก่อนทราบคำสั่งของศาลจังหวัดฝางดังกล่าว จึงเป็นการสั่งไปโดยผิดหลงข้อเท็จจริงต้องถือว่ามีกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบในศาลชั้นต้นที่ต้องสั่งเพิกถอนแล้ว เมื่อศาลจังหวัดฝางส่งคำร้องของทนายความโจทก์และคำสั่งให้ศาลชั้นต้นทราบทางโทรสาร ศาลชั้นต้นจึงสมควรสั่งเพิกถอนคำสั่งที่ผิดหลงนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบของโจทก์และศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำพิพากษายืนมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"
พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ ให้ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามรูปคดี
(โนรี จันทร์ทร-พินิจ เพชรรุ่ง-ทวีวัฒน์ แดงทองดี)
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีต่อศาลจังหวัดฝางตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 10 เมื่อเวลา 14.00 นาฬิกาต้องถือว่าเป็นการยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีโดยชอบตั้งแต่เวลานั้นแล้ว ทั้งถือได้ว่าคำร้องดังกล่าวเป็นการแสดงเหตุขัดข้องที่ไม่ไปศาลให้ศาลชั้นต้นทราบก่อนลงมือสืบพยานด้วย จึงไม่ถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาตามมาตรา 197 วรรคสอง เดิมที่ใช้บังคับแก่คดีนี้ ซึ่งยื่นฟ้องก่อนวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง(ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2543 ใช้บังคับ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเมื่อเวลา 15.00 นาฬิกา จึงไม่ชอบ แม้ศาลจังหวัดฝางจะส่งคำร้องของโจทก์มายังศาลชั้นต้นทางโทรสารเมื่อเวลา 15.45 นาฬิกา ก็ตาม(คำพิพากษาฎีกาที่ 1644/2519 ประชุมใหญ่ ) อย่างไรก็ตามมีข้อที่น่าพิจารณาว่าศาลจังหวัดฝางจะสั่งอนุญาตให้เลื่อนคดีได้หรือไม่ ในเบื้องต้นต้องถือเป็นสำคัญว่า คดีที่ยื่นฟ้องต่อศาลใด ศาลนั้นเท่านั้นที่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนั้นตามมาตรา 15,16 ส่วนมาตรา 10 เป็นเรื่องที่ให้คู่ความดำเนินกระบวนพิจารณาที่ศาลชั้นต้นซึ่งตนมีภูมิลำเนาหรืออยู่ในเขตศาลในขณะนั้นได้ ถ้ามีเหตุสุดวิสัย ซึ่งสำหรับคดีนี้กระบวนพิจารณาที่โจทก์ทำต่อศาลชั้นต้นไม่ได้ ก็คือการยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี โดยโจทก์ได้ยื่นคำร้องตามมาตรา 10 ขอให้แจ้งให้ศาลชั้นต้นทราบมาอีกฉบับหนึ่งด้วย กรณีเช่นนี้ศาลจังหวัดฝางย่อมไม่มีอำนาจสั่งคำร้องขอเลื่อนคดีที่เป็นการขออนุญาตต่อศาลชั้นต้น ศาลจังหวัดฝางมีอำนาจสั่งเฉพาะคำร้องตามมาตรา 10 เท่านั้น ซึ่งศาลจังหวัดฝางได้สั่งว่าจัดการให้ จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยมาตา 10 ตอนท้าย (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 1644/2519 ประชุมใหญ่,4201/2534) เมื่อศาลจังหวัดฝางสั่งเพียงนี้ตามที่เห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมแล้ว จึงไม่น่าจะถือว่าเป็นการสั่งอนุญาตให้เลื่อนคดีโดยปริยายดังที่ศาลฎีกาวินิจฉัย อย่างไรก็ตามเคยมีคำพิพากษาฎีกาที่ 4297/2534 วินิจฉัยว่า ศาลดังกล่าวมีอำนาจสั่งอนุญาตให้เลื่อนคดีได้ เพราะคดีตามคำพิพากษาฎีกาดังกล่าวศาลที่รับคำร้องสั่งอนุญาตให้เลื่อนคดีเพราะปรากฏชัดแจ้งว่าทนายโจทก์ป่วยมีใบรับรองแพทย์จึงเป็นคำสั่งที่ชอบแล้ว ส่วนคดีนี้ศาลจังหวัดฝางสั่งเพียงว่าจัดการให้ ก็ได้ผลที่ไม่ถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาต้องด้วยประโยชน์แห่งความยุติธรรมตามมาตรา 10 ตอนท้ายและมาตรา 197 วรรคสองเดิมแล้ว จึงไม่น่าจะตีความขยายคำสั่งดังกล่าวออกไปอีก ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า กรณีที่มีการยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีต่อศาลตามมาตรา 10 ศาลที่รับคำร้องดังกล่าว จะสั่งให้เลื่อนคดีหรือไม่สั่งคำร้องขอเลื่อนคดีก็ได้เป็นสองแนวสุดแต่ศาลจะเห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติของแต่ละคดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรา 200 ที่แก้ไขใหม่กำหนดว่าถ้ามีการสั่งเลื่อนวันสืบพยานไปแล้วเท่านั้น จึงจะถือว่าโจทก์ที่ไม่มาศาลไม่ขาดนัดพิจารณา มิใช่เพียงโจทก์แจ้งเหตุขัดข้องให้ศาลทราบตามมาตรา 197 วรรคสองเดิมเท่านั้น ศาลดังกล่าวจึงน่าจะสั่งด้วยว่าจะอนุญาตให้เลื่อนคดีหรือไม่ จึงจะเป็นการสมควรแก่ประโยชน์แห่งความยุติธรรมเพราะถ้าไม่สั่งคำร้องขอเลื่อนคดีและแจ้งถึงการขอเลื่อนคดีไปถึงภายหลังที่ศาลชั้นต้นสั่งขาดนัดพิจารณาแล้ว โจทก์อาจเสียหายเพราะถูกจำหน่ายคดีได้ ไพโรจน์ วายุภาพ