คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2232/2545 ฉบับเต็ม

#44713
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2232/2545 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นาง นิศรา อินทฤทธิ์ จำเลย ป.อ. มาตรา 32, มาตรา 33 ป.วิ.อ. มาตรา 185 พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 6, มาตรา 34 พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 มาตรา 31, มาตรา 70, มาตรา 75 ความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 31(1) และ 70 วรรคสองบัญญัติให้ลงโทษจำคุกสามเดือนถึงสองปี หรือปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงสี่แสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อภาพยนตร์วีดีโอซีดีแผ่นวีซีดีและแผ่นซีดีรอมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของกลาง ซึ่งมีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของบริษัทผู้เสียหายและจำเลยนำมาจำหน่ายเพื่อการหากำไรมีจำนวนเพียง 155 แผ่น การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯ ให้จำคุก 1 ปี และปรับ 300,000 บาท จึงหนักเกินไปส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ฯ มาตรา 6วรรคหนึ่ง และมาตรา 34 ที่ลงโทษปรับจำเลย 20,000 บาท ก็สูงเกินไปด้วย ไม่เหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการกระทำความผิดของจำเลยซึ่งประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายวัสดุโทรทัศน์ของกลางบริเวณลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าอันมิได้ประกอบกิจการโดยตั้งเป็นร้านค้าถาวรแต่อย่างใด ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาฯ เห็นควรกำหนดโทษในความผิดทั้งสองฐานเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลย วีดีโอภาพยนตร์ แผ่นวีซีดีและซีดีรอมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของกลาง ซึ่งมีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของบริษัทผู้เสียหายย่อมตกเป็นของผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 75 จึงไม่ชอบที่จะริบของกลางดังกล่าว ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทงานภาพยนตร์ดนตรีกรรม สิ่งบันทึกเสียงและโสตทัศนวัสดุตามคำฟ้องของบริษัทเว็นตี้ เซ็นจูรี่ ฟ็อกซ์ฟิล์ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้เสียหายที่ 1 บริษัทเมโทร โกลด์ดวิน เมเยอร์ พิคเจอร์ส อิงค์จำกัด ผู้เสียหายที่ 2 ห้างหุ้นส่วนจำกัดไทม์ วอร์เนอร์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ คอมปานีผู้เสียหายที่ 3 บริษัทอาร์. เอส. โปรโมชั่น 1992 จำกัด ผู้เสียหายที่ 4 บริษัทแกรมมี่เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายที่ 5 และบริษัทชัวร์ ออดิโอ จำกัด ผู้เสียหายที่ 6 ซึ่งผู้เสียหายทั้งหกเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์ ดนตรีกรรม สิ่งบันทึกเสียงและโสตทัศนวัสดุดังกล่าวในฐานะผู้สร้างสรรค์โดยเป็นผู้ทำหรือก่อให้เกิดงานสร้างสรรค์ประเภทภาพยนตร์ดังกล่าว และผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายที่ประเทศสหรัฐอเมริกา มีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาตลอดระยะเวลาในการสร้างสรรค์ดังกล่าวและได้มีการโฆษณางานครั้งแรกที่ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นภาคีแห่งอนุสัญญากรุงเบอร์นว่าด้วยการคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรมอันเป็นอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วยโดยการนำภาพยนตร์วีดีโอซีดีที่บันทึกภาพและเสียงภาพยนตร์ แผ่นวีซีดี และแผ่นซีดีรอมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (เอ็มพี 3) ที่บันทึกเสียงเพลงและหรือภาพการแสดง ซึ่งได้มีผู้ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งหกรวมจำนวน 155 แผ่นออกขายและเสนอขายแก่บุคคลทั่วไป อันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าภาพยนตร์วีดีโอซีดี แผ่นวีซีดี และแผ่นซีดีรอมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (เอ็มพี 3) ดังกล่าวเป็นงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งหก และจำเลยได้ประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายวีดีโอซีดีภาพยนตร์ แผ่นวีซีดี และแผ่นซีดีรอมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (เอ็มพี 3) ซึ่งบันทึกภาพและเสียงภาพยนตร์เรื่องต่าง ๆ และบันทึกเสียงเพลงและหรือภาพการแสดงต่าง ๆ อันเป็นวัสดุโทรทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจและได้ประโยชน์ตอบแทนจากราคาจำหน่ายแผ่นวีดีโอซีดีภาพยนต์ แผ่นวีซีดี และแผ่นซีดีรอมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (เอ็มพี 3) อยู่ที่บริเวณลานจอดรถหลังอาคารสำโรงพลาซ่า ตำบลสำโรงเหนือ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนจังหวัดสมุทรปราการ และมิใช่กรณีที่ได้รับยกเว้นตามที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์พ.ศ. 2530 เจ้าพนักงานจับจำเลยพร้อมยึดภาพยนตร์วีดีโอซีดี แผ่นวีซีดี และแผ่นซีดีรอมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (เอ็มพี 3) จำนวน 155 แผ่น ดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 28, 31, 61, 70, 75, และ76 พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 4, 6 และ34 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 และ 91 ให้ริบวีดีโอซีดีภาพยนตร์ แผ่นซีดีและแผ่นซีดีรอมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (เอ็มพี 3) จำนวน 155 แผ่น ของกลางตกเป็นของผู้เสียหายทั้งหกซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายทั้งหกซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ด้วย จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31 (ที่ถูกเป็นมาตรา 31(1))และ 70 วรรคสอง พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530มาตรา 6 (ที่ถูกเป็นมาตรา 6 วรรคหนึ่ง) และ 34 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าจำคุก 1 ปี และปรับ 300,000 บาท ฐานประกอบกิจการให้เช่าหรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาตปรับ 20,000 บาทรวมโทษทุกกระทงความผิดเป็นจำคุก 1 ปี และปรับ 320,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 160,000 บาท เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนจึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวต่อไป โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ให้ริบวีดีโอซีดีภาพยนตร์ แผ่นวีซีดี และซีดีรอมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (เอ็มพี 3) ของกลางที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน155 แผ่น ตกเป็นของผู้เสียหายทั้งหกซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ และให้จ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายทั้งหกซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"ที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ. 2537 มาตรา 31(1) และ 70 วรรคสองบัญญัติให้ลงโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงสองปี หรือปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงสี่แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับแม้จะมีอัตราโทษสูงแต่ของกลางซึ่งมีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายและจำเลยนำมาจำหน่ายเพื่อการค้าหากำไรมีจำนวนเพียง 155 แผ่น เท่านั้น การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้นจึงหนักเกินไป ไม่เหมาะสม แก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าว ส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 6 วรรคหนึ่งและ 34 ก็พิพากษาลงโทษปรับจำเลยสูงเกินไปด้วย ไม่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยซึ่งประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายวัสดุโทรทัศน์ ของกลางอยู่ที่บริเวณลานจอดรถหลังอาคารสำโรงพลาซ่า มิได้ประกอบกิจการโดยตั้งเป็นร้านค้าถาวรแต่อย่างใด ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรกำหนดโทษสำหรับความผิดคดีทั้งสองฐานดังกล่าวเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าว อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้ริบวีดีโอซีดีภาพยนตร์ แผ่นวีซีดีและซีดีรอมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (เอ็มพี 3) ของกลางนั้นไม่ชอบ เพราะของกลางดังกล่าวต้องตกเป็นของผู้เสียหายทั้งหกซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 75 จึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ. 2537 มาตรา 31(1) และ 70 วรรคสอง จำคุก 6 เดือน และปรับ 60,000 บาทความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 6วรรคหนึ่ง และ 34 ปรับ 10,000 บาท รวมจำคุก 6 เดือน และปรับ 70,000 บาท ลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือนและปรับ 35,000บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ตามกำหนดเดิม และให้ยกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ให้ริบของกลางให้วีดีโอซีดีภาพยนตร์แผ่นวีซีดี และซีดีรอมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (เอ็มพี 3) ที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน155 แผ่น ของกลางตกเป็นของผู้เสียหายทั้งหกซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง (พินิจ เพชรรุ่ง-เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ-สุรชาติ บุญศิริพันธ์) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
44713
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082054973"
    }
}
date
2545
deka_no
2232/2545
deka_running_no
2232
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "พินิจ เพชรรุ่ง",
    "เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ",
    "สุรชาติ บุญศิริพันธ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 32",
            "ม. 33"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 185"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530",
        "sections": [
            "ม. 6",
            "ม. 34"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521",
        "sections": [
            "ม. 31",
            "ม. 70",
            "ม. 75"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง นิศรา อินทฤทธิ์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทงานภาพยนตร์ดนตรีกรรม สิ่งบันทึกเสียงและโสตทัศนวัสดุตามคำฟ้องของบริษัทเว็นตี้ เซ็นจูรี่ ฟ็อกซ์ฟิล์ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้เสียหายที่ 1 บริษัทเมโทร โกลด์ดวิน เมเยอร์ พิคเจอร์ส อิงค์จำกัด ผู้เสียหายที่ 2 ห้างหุ้นส่วนจำกัดไทม์ วอร์เนอร์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ คอมปานีผู้เสียหายที่ 3 บริษัทอาร์. เอส. โปรโมชั่น 1992 จำกัด ผู้เสียหายที่ 4 บริษัทแกรมมี่เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายที่ 5 และบริษัทชัวร์ ออดิโอ จำกัด ผู้เสียหายที่ 6 ซึ่งผู้เสียหายทั้งหกเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์ ดนตรีกรรม สิ่งบันทึกเสียงและโสตทัศนวัสดุดังกล่าวในฐานะผู้สร้างสรรค์โดยเป็นผู้ทำหรือก่อให้เกิดงานสร้างสรรค์ประเภทภาพยนตร์ดังกล่าว และผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายที่ประเทศสหรัฐอเมริกา มีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาตลอดระยะเวลาในการสร้างสรรค์ดังกล่าวและได้มีการโฆษณางานครั้งแรกที่ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นภาคีแห่งอนุสัญญากรุงเบอร์นว่าด้วยการคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรมอันเป็นอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วยโดยการนำภาพยนตร์วีดีโอซีดีที่บันทึกภาพและเสียงภาพยนตร์ แผ่นวีซีดี และแผ่นซีดีรอมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (เอ็มพี 3) ที่บันทึกเสียงเพลงและหรือภาพการแสดง ซึ่งได้มีผู้ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งหกรวมจำนวน 155 แผ่นออกขายและเสนอขายแก่บุคคลทั่วไป อันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าภาพยนตร์วีดีโอซีดี แผ่นวีซีดี และแผ่นซีดีรอมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (เอ็มพี 3) ดังกล่าวเป็นงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งหก และจำเลยได้ประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายวีดีโอซีดีภาพยนตร์ แผ่นวีซีดี และแผ่นซีดีรอมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (เอ็มพี 3) ซึ่งบันทึกภาพและเสียงภาพยนตร์เรื่องต่าง ๆ และบันทึกเสียงเพลงและหรือภาพการแสดงต่าง ๆ อันเป็นวัสดุโทรทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจและได้ประโยชน์ตอบแทนจากราคาจำหน่ายแผ่นวีดีโอซีดีภาพยนต์ แผ่นวีซีดี และแผ่นซีดีรอมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (เอ็มพี 3) อยู่ที่บริเวณลานจอดรถหลังอาคารสำโรงพลาซ่า ตำบลสำโรงเหนือ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนจังหวัดสมุทรปราการ และมิใช่กรณีที่ได้รับยกเว้นตามที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์พ.ศ. 2530 เจ้าพนักงานจับจำเลยพร้อมยึดภาพยนตร์วีดีโอซีดี แผ่นวีซีดี และแผ่นซีดีรอมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (เอ็มพี 3) จำนวน 155 แผ่น ดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 28, 31, 61, 70, 75, และ76 พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 4, 6 และ34 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 และ 91 ให้ริบวีดีโอซีดีภาพยนตร์ แผ่นซีดีและแผ่นซีดีรอมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (เอ็มพี 3) จำนวน 155 แผ่น ของกลางตกเป็นของผู้เสียหายทั้งหกซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายทั้งหกซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ด้วย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31 (ที่ถูกเป็นมาตรา 31(1))และ 70 วรรคสอง พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530มาตรา 6 (ที่ถูกเป็นมาตรา 6 วรรคหนึ่ง) และ 34 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าจำคุก 1 ปี และปรับ 300,000 บาท ฐานประกอบกิจการให้เช่าหรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาตปรับ 20,000 บาทรวมโทษทุกกระทงความผิดเป็นจำคุก 1 ปี และปรับ 320,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 160,000 บาท เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนจึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวต่อไป โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ให้ริบวีดีโอซีดีภาพยนตร์ แผ่นวีซีดี และซีดีรอมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (เอ็มพี 3) ของกลางที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน155 แผ่น ตกเป็นของผู้เสียหายทั้งหกซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ และให้จ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายทั้งหกซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"ที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ. 2537 มาตรา 31(1) และ 70 วรรคสองบัญญัติให้ลงโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงสองปี หรือปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงสี่แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับแม้จะมีอัตราโทษสูงแต่ของกลางซึ่งมีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายและจำเลยนำมาจำหน่ายเพื่อการค้าหากำไรมีจำนวนเพียง 155 แผ่น เท่านั้น การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้นจึงหนักเกินไป ไม่เหมาะสม แก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าว ส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 6 วรรคหนึ่งและ 34 ก็พิพากษาลงโทษปรับจำเลยสูงเกินไปด้วย ไม่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยซึ่งประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายวัสดุโทรทัศน์ ของกลางอยู่ที่บริเวณลานจอดรถหลังอาคารสำโรงพลาซ่า มิได้ประกอบกิจการโดยตั้งเป็นร้านค้าถาวรแต่อย่างใด ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรกำหนดโทษสำหรับความผิดคดีทั้งสองฐานดังกล่าวเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าว อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้ริบวีดีโอซีดีภาพยนตร์ แผ่นวีซีดีและซีดีรอมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (เอ็มพี 3) ของกลางนั้นไม่ชอบ เพราะของกลางดังกล่าวต้องตกเป็นของผู้เสียหายทั้งหกซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 75 จึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ. 2537 มาตรา 31(1) และ 70 วรรคสอง จำคุก 6 เดือน และปรับ 60,000 บาทความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 6วรรคหนึ่ง และ 34 ปรับ 10,000 บาท รวมจำคุก 6 เดือน และปรับ 70,000 บาท ลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือนและปรับ 35,000บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ตามกำหนดเดิม และให้ยกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ให้ริบของกลางให้วีดีโอซีดีภาพยนตร์แผ่นวีซีดี และซีดีรอมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (เอ็มพี 3) ที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน155 แผ่น ของกลางตกเป็นของผู้เสียหายทั้งหกซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001027.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545